บทที่ 6 ก้าวผ่านอดีตและโจทย์ท้าทาย

เสียงนาฬิกาปลุกแผดร้องขึ้นตอนหกโมงครึ่ง

มือขาวผ่องโผล่พ้นจากผ้าห่มผืนหนา ควานหาต้นตอของเสียงน่ารำคาญที่สั่นครืดคราดอยู่บนหัวเตียงทั้งที่เจ้าตัวยังไม่ยอมลืมตา

ครั้งแรกปัดพลาด

ครั้งที่สองโดนแก้วน้ำพลาสติก

ครั้งที่สาม

เพล้ง!

กัญญิกาลืมตาพรวด เด็กสาวเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง มองแก้วที่ตกลงไปนอนกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่บนพื้นอย่างงุนงง โชคดีที่เมื่อคืนเธอดื่มน้ำจนหมดเกลี้ยง ไม่อย่างนั้นกองหนังสือและแบบร่างที่วางสุมอยู่ข้างเตียงคงได้เปื่อยยุ่ยพร้อมกันทั้งหมดแน่

โทรศัพท์ยังคงส่งเสียงร้องไม่หยุด เธอรีบคว้ามันมาปิด ก่อนจะทิ้งตัวเอนหลังลงบนหมอนนุ่มอีกครั้ง

"ขออีกห้านาทีนะ"

หลับตาลงได้เพียงสามวินาที ภาพใบหน้าเข้มงวดของอาจารย์ประจำวิชาออกแบบภูมิทัศน์พร้อมประโยคประกาศิตที่ว่า ใครเข้าสายหักคะแนน ก็ลอยเข้ามาตบหน้าเรียกสติ

กัญญิกาเบิกตากว้าง คราวนี้ลุกพรวดขึ้นมายืนเต็มสองเท้า ชีวิตนักศึกษาปีหนึ่งไม่ได้สวยงามนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือสบายอารมณ์เหมือนในภาพโฆษณารับสมัครของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะชีวิตของนักศึกษาคณะภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ต้องหอบทั้งกระดาษเขียนแบบ ไม้บรรทัดเหล็ก ม้วนแปลน กล่องสี และบางวันยังต้องแบกต้นไม้ตัวอย่างไปเรียนอีกต่างหาก

เจ็ดโมงสิบห้านาที กัญญิกาก้าวฉับๆ ออกจากหอพักหญิงหน้ามหาวิทยาลัยในสภาพที่รวบผมหางม้าอย่างเร่งรีบ มือหนึ่งถือถุงขนมปัง อีกมือกอดกระบอกใส่แบบร่างแนบอก ส่วนปากก็กำลังคาบกล่องนมรสจืดเอาไว้

ป้าร้านข้าวแกงปากซอยเห็นสภาพนั้นก็อดส่ายหน้าไม่ได้

"หนูกัญญ์ ไม่กินข้าวเช้าอีกแล้วนะลูก"

"หนูสายแล้วค่ะป้า"

"เย็นนี้อย่าลืมมากินข้าวล่ะ ป้าทำพะโล้ของโปรดไว้ให้"

เด็กสาวยกมือไหว้ขอบคุณทั้งที่ยังคาบหลอดนมอยู่ ก่อนจะรีบสับเท้าข้ามถนนมุ่งหน้าไปยังประตูมหาวิทยาลัย

ตั้งแต่ย้ายมาอยู่หอพักได้เกือบสองเดือน ผู้คนละแวกนี้เริ่มคุ้นเคยกับเธอแทบทุกคน พี่ร้านสะดวกซื้อรู้ว่าเธอชอบมาเหมากาแฟกระป๋องช่วงใกล้ส่งโปรเจกต์ ป้าร้านข้าวรู้ว่าถ้าวันไหนเธอไม่ลงมากินมื้อเย็น แปลว่ากำลังหมกตัวปั่นงานจนลืมวันลืมคืน

ชีวิตใหม่ของเธอไม่ได้หรูหราสุขสบาย แต่มันก็สงบเงียบกว่าเมื่อสองปีก่อนมาก พ่อไม่ต้องคอยหลบสายตาผู้คน ไม่ต้องสะดุ้งผวาเวลาเสียงโทรศัพท์ดัง และไม่ต้องตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวว่าวันนี้จะหาเงินจากไหนมาจ่ายหนี้ก้อนโต

ขณะที่สองเท้ากำลังก้าวเดินผ่านประตูมหาวิทยาลัย สายลมเย็นยามเช้าที่พัดมาปะทะใบหน้า ทำให้ห้วงความคิดของเด็กสาวเผลอย้อนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อน

วันนั้นเธอมีธุระต้องนั่งรถโดยสารประจำทางผ่านใจกลางเมือง กัญญิกาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ทว่าเมื่อรถแล่นมาถึงสี่แยกที่คุ้นตา ลมหายใจของเธอก็สะดุดกึก

พื้นที่ที่เคยเป็นร้านดอกไม้ของแม่ บัดนี้ถูกล้อมด้วยรั้วสังกะสีสูงทึบ ป้ายโฆษณาโครงการขนาดมหึมาถูกตอกทับลงบนผืนดินที่เคยเป็นแปลงกุหลาบ ภาพจำลองคอนโดมิเนียมหรูหราตระหง่านฟ้าเสียดแทงสายตาและบีบรัดหัวใจของเธอจนปวดหนึบ รถแบ็กโฮคันใหญ่กำลังขุดเจาะลงไปบนพื้นดิน เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มกลบเสียงหัวเราะในอดีตจนหมดสิ้น กลิ่นดินชื้นและกลิ่นหอมของดอกไม้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฝุ่นปูนและควันท่อไอเสีย

จำได้ดีว่า ครั้งแรกที่เธอนั่งรถผ่านที่แห่งนั้น เธอร้องไห้จนตัวโยน

ครั้งที่สอง เธอเลือกที่จะหลับตาและหันหน้าหนี

แต่ในความทรงจำครั้งล่าสุดนั้น กัญญิกาบอกตัวเองให้เปิดตากว้าง จ้องมองเศษซากความทรงจำที่กำลังถูกรื้อถอนด้วยน่าแปลกที่การมองครั้งนี้ไม่มีน้ำตาไหลรินออกมาอีกแล้ว

ความเจ็บปวดจากการสูญเสียยังคงฝังรากลึก แต่มันสอนให้เธอเติบโต เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่า การก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ไม่ได้หมายความว่าต้องลืมเลือนสิ่งที่สูญเสียไป บางสิ่งถูกพรากไปจากชีวิต ก็แค่เก็บมันไว้ในลิ้นชักความทรงจำที่ลึกที่สุด ส่วนอนาคตที่ยังสร้างใหม่ได้ เธอจะใช้สองมือนี้สร้างมันขึ้นมาใหม่ให้งดงามกว่าเดิม

"กัญญ์ ทางนี้"

เสียงใสของมีนาดังแว่วมาจากใต้ตึกคณะ ดึงกัญญิกาให้หลุดออกจากภวังค์ความคิด เด็กสาวสะบัดศีรษะไล่ความเศร้าทิ้งไป คลี่ยิ้มรับวันใหม่ แล้วรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาเพื่อนสนิทที่กำลังยืนโบกมืออยู่ข้างโต๊ะม้าหินอ่อน

"มานี่เร็ว อาจารย์เปลี่ยนโจทย์กะทันหัน"

คนที่เพิ่งวิ่งมาจนหอบถึงกับเบรกหัวทิ่ม "แกว่าไงนะ"

"เปลี่ยนไซต์งาน พื้นที่ด้านหลังหอประชุมใช้ไม่ได้แล้ว มหาลัยจะเอาไปทำลานจอดรถ อาจารย์เลยให้ย้ายไปสำรวจลานเก่าหลังห้องสมุดแทน"

กัญญิกาหลับตาแน่น เธออุตส่าห์อดนอนนั่งรวบรวมข้อมูลพื้นที่เดิมไปจนเกือบสว่าง "โอ๊ย มีน ฉันอยากจะบ้าตาย ทิ้งตัวร้องไห้ตรงนี้เลยได้ป่ะ"

"เชิญเลยแก แต่มีเวลาให้ร้องได้แค่ห้านาทีนะเว้ย อาจารย์นัดรวมพลเก้าโมง"

"ตอนนี้เหลือเวลาอีกกี่นาที"

"สิบเจ็ดนาทีถ้วน"

"งั้นฮึบไว้ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวค่อยมาร้อง"

มีนาหัวเราะร่วนจนตัวงอ ก่อนที่สองสาวจะรีบช่วยกันขนอุปกรณ์ไปยังพื้นที่แห่งใหม่

ลานรกร้างด้านหลังห้องสมุดกว้างขวางกว่าพื้นที่เดิมเกือบเท่าตัว มีต้นไม้ใหญ่อายุหลายสิบปีแผ่กิ่งก้านสาขา พื้นปูนบางส่วนแตกร้าว และมีน้ำขังเจิ่งนองจากรอยแยกเหล่านั้นเพราะฝนที่ตกลงมาเมื่อคืน อาจารย์สั่งให้แต่ละกลุ่มออกแบบพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่เดิมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

พอได้ฟังโจทย์จบ ดวงตากลมโตที่เคยง่วงงุนก็เริ่มเปล่งประกาย

มีนามองเพื่อนรักแล้วลอบถอนหายใจ "เมื่อกี้นี้ยังทำหน้าเหมือนโลกจะแตกอยู่เลย"

"โจทย์ใหม่ท้าทายกว่าตั้งเยอะ"

"คนบ้าอะไรอารมณ์สวิงเพราะต้นไม้"

"แกไม่เข้าใจความโรแมนติกของธรรมชาติหรอกมีน"

"จ้ะ ฉันเข้าใจแต่ความโรแมนติกของแอร์เย็นๆ ในห้องสมุด"

กัญญิกาหัวเราะคิกคัก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาวัดระดับความลาดเอียงของพื้นที่ ผ่านไปเกือบชั่วโมง เธอก็เริ่มมองเห็นปัญหาสำคัญ ส่วนที่ต่ำที่สุดของลานเป็นแอ่งกระทะรับน้ำจากทุกทิศทาง หากฝนตกหนัก น้ำจะต้องไหลมารวมกันตรงนี้จนท่วมขังอย่างแน่นอน

"ถ้าจะถมดินปรับระดับให้เท่ากันหมด งบประมาณต้องบานปลายแน่ๆ" กัญญิกาพึมพำกับตัวเอง

"งั้นเราก็ขุดทำบ่อปลาไปเลยสิ" มีนาเสนอไอเดีย

"แต่โจทย์ต้องการพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อนด้วยนะ ถ้าทำบ่อหมด พื้นที่ใช้งานก็จะหายไป"

"ถ้าอย่างนั้นก็ฝังท่อระบายน้ำทิ้งลงท่อระบายน้ำหลักเลย"

กัญญิกาส่ายหน้า เธอย่อตัวลงนั่งยองๆ ใช้ปลายดินสอดรอว์อิงขีดเขียนแบบร่างคร่าวๆ ลงบนสมุดพกพา ถ้าเราไม่มองว่าน้ำฝนเป็นศัตรู ถ้าเราไม่พยายามสร้างท่อเพื่อขับไล่มันออกไปล่ะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป