บทที่ 7 รุ่นพี่ใจดี

"ลองทำเรนการ์เดนสิครับ"

เสียงทุ้มและอบอุ่นของผู้ชายคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาเหนือศีรษะ

สองสาวเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อช็อปของคณะกำลังยืนส่งยิ้มบางๆ อยู่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งของเขาถือแก้วกาแฟเย็น ส่วนอีกข้างหนีบแฟ้มเอกสารสีดำเอาไว้

"อ้าว พี่นนท์ สวัสดีค่ะ" มีนารีบเอ่ยทักทายเสียงใส

เจ้าของชื่อพยักหน้ารับ นนท์คือนักศึกษาชั้นปีที่สาม รุ่นพี่ที่สาวๆ ทั้งคณะต่างรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี ไม่ใช่แค่เพราะผลการเรียนที่โดดเด่นและเป็นตัวแทนทีมประกวดออกแบบของมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่รอยยิ้มละมุนและหน้าตาที่หล่อเหลาสไตล์หนุ่มใจดี ยังเป็นโบนัสก้อนโตที่ทำให้ใครต่อใครต่างพากันชื่นชม

"กำลังปวดหัวกับโจทย์ของอาจารย์ชัยอยู่เหรอ"

"ใช่ค่ะพี่นนท์" กัญญิกาตอบรับ "กัญญ์กำลังติดปัญหาเรื่องน้ำขังตรงแอ่งนี้พอดีเลยค่ะ"

นนท์ขยับเดินเข้ามาใกล้ ย่อตัวลงนั่งยองๆ เคียงข้างรุ่นน้องสาว สายตาของเขาทอดมองแบบร่างในมือเธอ "พื้นที่ตรงนี้เคยมีปัญน้ำท่วมขังมานานแล้ว ถ้าเราฝืนธรรมชาติโดยการสูบน้ำออกทั้งหมด เราจะต้องเสียเงินทำระบบระบายน้ำใหม่และต้องถมที่ดินเพิ่มอีกมหาศาล"

เขาชี้ปลายนิ้วลงบนสมุดสเก็ตช์ภาพ "ลองเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสดูสิ ใช้พื้นที่ลุ่มต่ำตรงนี้แหละเป็นตัวรับน้ำ แล้วเลือกปลูกพืชที่ทนทานต่อความชื้นสูงสลับกับก้อนหินสวยๆ ปล่อยให้มันกลายเป็นสวนซับน้ำฝนที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติเลย"

กัญญิกามองตามทิศทางที่เขาชี้แนะ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นทางออก "จริงด้วยค่ะ ถ้าทำแบบนั้น ทางเดินรอบๆ ก็ยกสเต็ปขึ้นมาแค่นิดเดียว ไม่ต้องเสียค่าถมดินทั้งลาน"

"ถูกต้องครับ"

"แถมตรงขอบสวนซับน้ำ เรายังออกแบบให้เป็นม้านั่งคอนกรีตโค้งยาวตามแนวต้นไม้ได้ด้วย"

นนท์หันมาสบตากับคนเก่งที่หัวไว รอยยิ้มชื่นชมผุดขึ้นบนใบหน้า "คิดงานเร็วดีนี่เรา"

"หนูชอบแก้ปัญหาอะไรแบบนี้อยู่แล้วค่ะ"

"เห็นปัญหาแล้วรู้สึกสนุกเหรอ"

กัญญิกาหัวเราะจนตาหยี "หนูสนุกเฉพาะกับปัญหาที่เป็นงานออกแบบนะคะ ถ้าเป็นปัญหาชีวิต หนูขอปัดตกไม่รับเพิ่มแล้วค่ะ"

คำตอบซื่อๆ นั้นทำเอานนท์หลุดหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู มีนาที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ลอบมองปฏิกิริยาของรุ่นพี่หนุ่มแล้วก็แอบอมยิ้มกรุ้มกริ่ม สายตาที่พี่นนท์มองเพื่อนรักของเธอมันมีประกายวิบวับแปลกๆ ที่ไม่เหมือนรุ่นพี่มองรุ่นน้องธรรมดาเลยสักนิด

"งั้นเดี๋ยวหนูเดินไปวัดระยะแนวต้นไม้ฝั่งนู้นก่อนนะคะ" กัญญิกาลุกขึ้นยืน เตรียมตัวก้าวเดิน

"เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อน"

"ไม่ต้องเลยมีน แดดร้อน แกนั่งหลบมุมเฝ้าของอยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวฉันวิ่งไปแป๊บเดียวเอง"

มีนาทำหน้าตาซุกซน "อ๋อ สั่งให้ฉันนั่งเฝ้าของ หรืออยากทิ้งระยะให้ฉันเป็นก้างขวางคอพี่เขาน้อยลงจ๊ะ"

"ยัยมีน" กัญญิกาถลึงตาใส่เพื่อนจอมแสบ แต่ก่อนที่เธอจะได้บ่นอะไรต่อ นนท์ก็หันมายิ้มให้มีนา

"เพื่อนเรานี่อารมณ์ดีจังเลยนะ"

"น่าจับตีมากกว่าค่ะพี่นนท์"

"สนิทกันมานานแล้วเหรอครับ"

"สนิทตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลายแล้วค่ะ"

"ดีจังเลยนะ" นนท์เอ่ยเสียงนุ่ม "การมีเพื่อนที่ไว้ใจได้และคอยอยู่เคียงข้างตอนเรียนมหาลัย มันช่วยเยียวยาความเหนื่อยได้เยอะเลยนะ"

น้ำเสียงของเขาจริงจังและแฝงไปด้วยความอบอุ่น กัญญิกาพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย "หนูก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ"

ชายหนุ่มก้มลงมองแบบร่างลายเส้นสะอาดตาในสมุดอีกครั้ง "เรานี่หัวไวแถมยังเรียนเก่งด้วยนะ"

"หนูยังต้องเรียนรู้อีกเยอะเลยค่ะพี่นนท์"

"แต่พี่ได้ยินอาจารย์ชัยชมเราให้พวกพี่ฟังด้วยนะ"

กัญญิกาเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น "จริงเหรอคะ อาจารย์ชมหนูว่ายังไงบ้างคะ"

"อาจารย์บอกว่า มีเด็กปีหนึ่งคนหนึ่งฝีมือวาดแปลนและออกแบบพื้นที่สีเขียวได้น่าสนใจมาก แต่เสียอย่างเดียว..." นนท์แกล้งทิ้งช่วงให้ลุ้น "ชอบซุ่มซ่ามทำของหล่นเลอะงานตัวเองบ่อยไปหน่อย"

ใบหน้าสดใสที่กำลังยิ้มกว้างแข็งค้างไปในอากาศทันที

นนท์เห็นท่าทางช็อกอ้าปากค้างของรุ่นน้องก็หัวเราะร่วน "พี่ล้อเล่นครับ"

"โธ่ พี่นนท์ หนูตกใจหมดเลย นึกว่าอาจารย์เอาวีรกรรมโก๊ะๆ ของหนูไปเผาให้รุ่นพี่ฟังซะแล้ว"

"ถึงอาจารย์ไม่เล่า เรื่องเด็กปีหนึ่งเดินชนขาตั้งโมเดลจนชาไทยหกก็ดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งคณะแล้วมั้งครับ"

คราวนี้กัญญิกาหน้าแดงแปร๊ดไปถึงใบหู "พี่นนท์รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอคะ"

"ดังขนาดนี้ ใครจะไม่รู้ล่ะครับ"

"โอ๊ย หนูอยากจะเขียนใบลาออกแล้วย้ายมหาลัยหนีเดี๋ยวนี้เลยค่ะ"

เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังกังวานประสานกันอย่างเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นใต้เงาไม้ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า ห่างออกไปไม่ไกลนัก มีนากำลังแอบยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดชัตเตอร์รัวๆ บันทึกภาพเอาไว้จนเมมโมรี่แทบเต็ม

ตอนพักเที่ยง กัญญิกาเกือบสำลักน้ำเมื่อมีนาเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์มาวางให้ดูตรงหน้า ภาพที่ปรากฏคือรูปเธอกับนนท์ตอนกำลังยืนก้มดูแบบร่างด้วยกัน ระยะห่างของคนทั้งสองใกล้ชิดกว่าที่เจ้าตัวรู้สึกตอนเกิดเหตุจริงเสียอีก

"ลบเดี๋ยวนี้เลยนะ"

"ทำไมล่ะ รูปออกมาดูดีจะตายไป"

"ดีตรงไหน"

"ก็ตรงที่ดูเหมือนพระเอกกับนางเอกกำลังช่วยกันออกแบบสวนรังรักไง"

"เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว" กัญญิกาส่ายหน้า

"ฉันว่าพี่เขาสนใจแกชัวร์"

กัญญิกาหยุดเคี้ยวข้าว "ใคร พี่นนท์น่ะเหรอ เขาแค่มาช่วยให้คำแนะนำเรื่องงาน"

"ช่วยตั้งหลายคนได้ แต่มายืนคุยกับแกอยู่ตั้งครึ่งชั่วโมงเนี่ยนะ"

"ก็เพราะฉันถามไง"

"แล้วที่เขาจำชื่อแกได้แม่นล่ะ"

"ก็เคยเจอกันตอนรับน้อง"

"แล้วที่บอกว่าอาจารย์พูดถึงแกให้ฟังล่ะ"

"เขาอาจจะแค่แกล้งล้อเล่น"

มีนาหรี่ตาจับผิด "ปฏิเสธรวดเดียวทุกข้อเลยนะยะ"

กัญญิกาตักข้าวเข้าปาก "ฉันมาเรียน ไม่ได้มาหาแฟน"

"สองอย่างนี้มันทำพร้อมกันได้นะ"

"ไม่ได้"

"ทำไมล่ะ"

มือที่กำลังถือช้อนชะงักไปเล็กน้อย กัญญิกาไม่ได้ตอบในทันที เธอไม่ได้รังเกียจเรื่องความรัก เพียงแต่ในตอนนี้ สิ่งที่อัดแน่นอยู่ในหัวมันมีมากเกินพอแล้ว ทั้งเรื่องเรียนให้จบเพื่อรักษาทุน ช่วยพ่อเก็บเงิน และความฝันที่จะสร้างสวนบุษบันขึ้นมาใหม่ เรื่องความรักจึงถูกจัดวางไว้ในลำดับท้ายสุดของชีวิต

บทก่อนหน้า
บทถัดไป