บทที่ 9 คุณแม่ที่หวงลูกสาว
เวลาเกือบเที่ยงคืนตรง
แสงไฟในห้องทำงานบนชั้นสูงสุดของอาคารวีกรุ๊ปทาวเวอร์ยังคงสว่างไสว
เวไนย นั่งอยู่เพียงลำพัง บนโต๊ะทำงานหินอ่อนสีดำขลับเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารควบรวมกิจการมูลค่าหลายพันล้านบาทที่เขายังต้องตรวจทานอีกสามฉบับ
ทว่าหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดสว่างวาบอยู่ตรงหน้า กลับไม่ใช่เอกสารตัวเลขเหล่านั้น
รายงานความเป็นอยู่ประจำสัปดาห์ กัญญิกา
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชายหนุ่มได้สร้างนิสัยประหลาดขึ้นมาอย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่อีเมลรายงานจากกัญญิกาถูกส่งเข้ามา ไม่ว่าเขาจะกำลังยุ่งเหยิงอยู่กับการประชุมที่เคร่งเครียดแค่ไหน เขาก็จะเจียดเวลาเปิดอ่านมันเสมอ
บางฉบับมีแต่เรื่องการเรียน บางฉบับเล่าเรื่องพ่อ และบางฉบับก็ยาวเกือบสามหน้ากระดาษเพียงเพราะเธออธิบายว่าทำไมใบกุหลาบหน้าระเบียงถึงเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
ไร้สาระ แต่เขาก็อ่านมันทั้งหมด
คืนนี้ก็เช่นกัน เวไนยอ่านมาถึงช่วงเรื่องพื้นที่น้ำขัง สายตาคมกริบหยุดชะงักอยู่ที่ประโยคหนึ่ง
'บางครั้งชีวิตอาจไม่ได้กลับไปเป็นแบบเดิม แต่เราก็ยังเอาสิ่งที่เหลืออยู่มาสร้างอะไรใหม่ๆ ได้'
เขานิ่งงันไปชั่วขณะ ภาพป้ายร้านสวนบุษบันที่ถูกปลดลงเมื่อหนึ่งปีก่อนแล่นเข้ามาในหัว เวไนยเป็นคนสั่งให้โครงการเดินหน้า พื้นที่ตรงนั้นบัดนี้เหลือเพียงไซต์ก่อสร้าง เขาไม่เคยรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจทางธุรกิจ โครงการสร้างรายได้ ทำเลนั้นเหมาะสม การตัดสินใจของเขาถูกต้องตามตรรกะทุกประการ
และเด็กสาวคนนี้ก็ไม่เคยเขียนจดหมายฟูมฟายเรียกร้องความสงสาร หรือตัดพ้อเรื่องที่ต้องเสียร้านดอกไม้ไปให้คุณแม่กัลยาฟังเลยสักครั้ง เธอพร้อมที่จะปล่อยวางอดีตและก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างที่เขียนไว้จริงๆ
ทว่าในขณะเดียวกัน สิ่งเดียวที่เธอยังฝังใจและไม่ยอมปล่อยวางก็คือ 'เขา'
ทุกครั้งที่ชื่อหรือภาพของ เวไนย วรเวชย์ ปรากฏตามข่าวธุรกิจ เธอมักจะใช้พื้นที่ในอีเมลนี้ สรรหาคำมาเหน็บแนมและบ่นถึงเขาให้คุณแม่กัลยาฟังอยู่เสมอ
คนหน้าตึง นายทุนเลือดเย็น และครั้งหนึ่งถึงขั้นเขียนว่า ถ้าผู้ชายคนนั้นมีหัวใจจริงๆ หนูว่าคงทำจากเครื่องคิดเลขค่ะ
เวไนยจดจำทุกคำวิจารณ์นั้นได้ขึ้นใจ ทั้งที่เขาควรจะลืมมันไปตั้งนานแล้ว มุมปากหยักลึกขยับขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับจางหายไปในพริบตา เมื่อสายตาเลื่อนลงมาปะทะกับตัวอักษรในย่อหน้าถัดไป
พี่ปีสามชื่อพี่นนท์
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที เขาอ่านทบทวนข้อความนั้นช้าๆ
ส่งไฟล์งาน ช่วยแนะนำ รุ่นพี่ใจดี และจากนั้น...
'ป.ล. มีนาบอกว่าพี่นนท์กำลังจีบหนูค่ะ'
เวไนยหยุดนิ่ง อ่านประโยคนั้นซ้ำอีกครั้ง
กำลังจีบหนู
บรรยากาศภายในห้องทำงานกว้างขวางพลันลดฮวบลงจนเยือกเย็น ชายหนุ่มเลื่อนเมาส์ขึ้นไปดูชื่อของผู้ชายคนนั้นอีกรอบ
พี่นนท์ ปีสาม คณะเดียวกัน
เขาพยายามอ่านประโยคถัดไปอย่างเป็นปกติ
'แต่หนูว่ามีนาคิดมาก พี่เขาแค่เป็นรุ่นพี่ใจดี'
เวไนยพึมพำเสียงต่ำ "คนจีบกัน มันก็เริ่มจากทำตัวใจดีบังหน้ากันทั้งนั้นแหละ"
คำพูดหลุดลอดออกมาแล้ว เจ้าตัวก็ชะงัก เขากำลังพูดกับใคร ในห้องนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเขา
เวไนยเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนัง ทอดสายตามองหน้าจอด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ เด็กวัยรุ่นมหาลัยมีคนมาจีบเป็นเรื่องธรรมดา กัญญิกาอายุสิบแปดปี มีสังคม มีเพื่อน ย่อมรู้จักผู้ชาย มันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาเลยสักนิดเดียว
เขาเป็นเพียงผู้สนับสนุนทุน หรือถ้าจะพูดให้ถูก ตัวตนที่กัญญิการู้จักคือผู้สนับสนุนทุนใจดี ส่วนตัวจริงของเขาในสายตาเธอคือศัตรู ดังนั้น เรื่องหัวใจของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับ เวไนย วรเวชย์ แม้แต่น้อย
ชายหนุ่มเลื่อนเมาส์เตรียมจะคลิกปิดหน้าต่างอีเมลทิ้ง แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะกดลงไป สายตากลับเหลือบไปเห็นประโยคสุดท้าย
'คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ลูกสาวของคุณแม่ยังตั้งใจเรียนอยู่ค่ะ'
นิ้วที่กำลังจะกดคลิกหยุดชะงักค้าง
ลูกสาวของคุณแม่
เวไนยอ่านคำนั้นแล้วรู้สึกแปลกๆ ในอก หลายเดือนก่อน ตอนที่กัญญิกาเริ่มใช้สรรพนามเรียกตัวเองแบบนี้ เขายังรู้สึกตลกในความไร้เดียงสาของเธอ แต่พอได้อ่านมันบ่อยเข้า กลับกลายเป็นความคุ้นเคยที่ยากจะสลัดทิ้ง
ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินไปหยิบแก้วกาแฟ แต่พบว่ามันว่างเปล่า เขายื่นมือไปกดโทรศัพท์ภายในเพื่อสั่งการเลขาตามความเคยชิน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอารยาเลิกงานกลับบ้านไปตั้งแต่ตอนสามทุ่มแล้ว
เขาวางสาย เดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงาน สายตาคมกริบยังคงจับจ้องอยู่ที่ชื่อเดิม
พี่นนท์
ในที่สุด เขาก็คว้าสมาร์ตโฟนส่วนตัวขึ้นมา เปิดช่องค้นหา พิมพ์ชื่อมหาวิทยาลัย ตามด้วยคำว่า นนท์ ภูมิสถาปัตย์
นิ้วโป้งกำลังจะกดปุ่มค้นหา ทว่าเขากลับหยุดชะงัก มองสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ จากนั้นก็กดลบตัวอักษรทั้งหมดทิ้งอย่างรวดเร็ว
"ไร้สาระ"
เขาพึมพำ โยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ เรื่องเด็กมหาลัยมีรุ่นพี่มาจีบ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขา
ห้าวินาทีผ่านไป
โทรศัพท์เครื่องหรูถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขากดโทรหาอารยา เสียงสัญญาณดังอยู่พักหนึ่งกว่าปลายสายจะกดรับ
"ค่ะ... ท่านประธาน" เสียงของอารยางัวเงียชัดเจน
เวไนยปรายตามองนาฬิกา 00.07 น.
"หลับแล้วเหรอ"
ปลายสายเงียบไปสองวินาที "เที่ยงคืนแล้วนะคะท่านประธาน"
"อืม"
"มีงานด่วนหรือคะ"
"ไม่มี"
"..."
"นอนต่อเถอะ"
เขากำลังจะกดตัดสาย แต่อารยากลับเรียกเอาไว้ก่อน
"ท่านประธานคะ"
"อะไร"
"รายงานของหนูกัญญิกามาแล้วใช่ไหมคะ"
เวไนยนิ่งไป "เกี่ยวอะไร"
"ปกติถ้าเป็นเรื่องงาน ท่านประธานจะบอกเลขโครงการตั้งแต่ประโยคแรกที่ดิฉันรับสายเลยค่ะ"
ชายหนุ่มเงียบกริบ อารยาตื่นเต็มตาแล้วในตอนนี้
"เกิดอะไรขึ้นกับหนูกัญญิกาหรือคะ"
"ไม่มีอะไร"
"แน่หรือคะ"
"มีรุ่นพี่มาช่วยงาน"
อีกฝั่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง "...แล้วยังไงคะ"
"ไม่มีแล้ว"
"ท่านประธานโทรหาดิฉันตอนเที่ยงคืน เพื่อแจ้งว่ามีนักศึกษารุ่นพี่ช่วยงานเด็กทุน แค่นี้หรือคะ"
เวไนยเริ่มรู้ตัวว่าบทสนทนานี้ฟังดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
"ฉันแค่ต้องการให้มูลนิธิรับรู้สภาพแวดล้อมของผู้รับทุน" เขาหาข้ออ้าง "เธอต้องรักษาผลการเรียน คนรอบตัวมีผล"
"ค่ะ"
เวไนยหรี่ตา "น้ำเสียงของเธอ หมายความว่ายังไงอารยา"
