บทที่ 4 3 เพื่อเจ้าของวันเกิด

เตียวหุยไม่เคยรู้สึกหึงหวงจนหน้ามืดขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เขานั่งกระดิกเท้ารอเปาะเปี๊ยะไปแต่งตัวสวยเพราะวันนี้เป็นวันเกิดปีที่ยี่สิบของเธอ ชายหนุ่มกระแทกน้ำใส่ปากลงคอเสียงดังอั่ก ๆ จนซาลาเปาที่นั่งเช็คงานอยู่นั้นถึงกลับต้องลุกขึ้นมาดูอาการกระสับกระส่ายของว่าที่ลูกเขย

"เตียวเป็นอะไรอ่ะ หน้างอเชียว"

"อารมณ์เสียนิดหน่อยครับ" เขาไม่อยากสาธยายให้มากความก็เลยบอกไปว่าอารมณ์เสียเท่านั้น

"มีอะไรกับยัยเปี๊ยะหรือเปล่า ทะเลาะกันเหรอ" ซาลาเปาสงสัยจึงนั่งปรับทุกข์เป็นเพื่อนเตียวหุย

ขณะที่เปาะเปี๊ยะแต่งตัวอยู่จึงแอบแหวกม่านดูแม่กับคุณแฟนขี้หึงคุยกัน

"เมื่อกี้ผมไปรับเปี๊ยะที่มหาลัย แต่มีไอ้เด็กบ้าที่ไหนไม่รู้หาว่าผมเป็นพ่อ แถมยังขอจีบเปาะเปี๊ยะอีก" ยอมเปิดปากเล่าแล้วกระแทกน้ำที่ว่าที่แม่ยายรินเติมให้อีกแก้ว

"ฮ่าฮ่าโดนยัยเปี๊ยะแกล้งเอาแล้วล่ะสิ ครั้งก่อนก็หาว่าอาแดชเป็นพ่อ อาแดชก็ตบมุกเล่นเป็นพ่อขาโหดให้หลานซะเนียนเชียว"

"ไม่รู้ล่ะยังไงผมก็โกรธอยู่ดี แทนที่จะบอกว่าผมเป็นแฟน ดันบอกว่าเป็นพ่อน่าน้อยใจชะมัด" เตียวหุยนั่งบ่นให้แม่เธอฟัง เปาะเปี๊ยะขำร่วนรู้สึกเอ็นดู

อีกไม่กี่ชั่วโมงเธอก็จะอายุครบยี่สิบปีในเวลาเที่ยงคืนของวันนี้ เด็กสาวจึงเลือกสวมเสื้อผ้าที่ทำให้ตนเองดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เดรสสายเดี่ยวสีดำตัวสั้นรัดรูปมีเชือกเส้นเล็กบางไขว้ผูกเป็นปมติดกับแผ่นหลัง ดวงหน้าสดใสฉาบด้วยเครื่องสำอางเบาบาง ที่ใบหูมีต่างหูเพชรรูปตัวทีส่องประกายวิบวับสวยงามนั่นทำให้เตียวหุยยิ่งรู้สึกตื่นตาตื่นใจมากขึ้นไปอีก ผมสีกาแฟถูกรวบเก็บมัดครึ่งหัวแล้วติดโบว์สีขาวอันใหญ่

"ตายแล้วยัยเปี๊ยะเซ็กซี่อ่ะ" ซาลาเปาปรี่เข้ามาจับเนื้อตัวลูกสาว แล้วโอบกอดลูกรักด้วยความภาคภูมิใจ

"ก็เซ็กซี่เหมือนแม่ไงคะ แต่หนูไม่อึ๋มเท่าแม่เลย" ทำหน้าผิดหวังมองเต้าพูนล้มเต็มไม้เต็มมือของแม่

ซาลาเปาแอบยิ้มแล้วก้มลงกระซิบข้างใบหู "เดี๋ยวได้ฮอร์โมนของอาเตียว ลูกก็อึ๋มขึ้นเองนั่นแหละ

เปาะเปี๊ยะตาลุก ตีแขนแม่เบา ๆ รู้สึกความร้อนสลับหนาวแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย

"แม่ครับงั้นผมไปก่อนนะ" เตียวหุยยกมือไหว้ว่าที่แม่ยายแล้วเดินนำไปที่รถ ทำเป็นเก็กฟอร์มว่าตัวเองยังงอนเธออยู่แต่ความจริงหายโกรธตั้งแต่เห็นต่างหูเพชรรูปตัว T ที่ใบหูของเปาะเปี๊ยะ

เขากระเถิบเข้าไปนั่งหลังรถก่อน จากนั้นสาวชุดดำสุดเซ็กซี่ก็ก้าวขาขึ้นมานั่งข้าง ๆ เพียงแต่ว่าเธอกระเถิบเข้ามาเบียดจนแทบจะกระดุกกระดิกตัวไม่ได้

"ที่นั่งมีตั้งเยอะมานั่งเบียดอาทำไม" เขาบ่นแต่ไม่หันกลับมาสบตา

แต่เปาะเปี๊ยะก็ไม่ยอมรามือยังคงเบียดแล้วตามด้วยสอดมือเข้าไปคล้องแขนของเตียวหุย เอนหัวซบลงที่หัวไหล่หนา "เตียวจ๋าตัวห๊อมหอม"

ทว่าตอนแรกคิดว่าจะพิงหัวกับไหล่เขาเล่น ๆ แต่ทำไมทำมากลับผลอยหลับคาไหล่ของเตียวหุย

ครั้นถึงบ้านริมน้ำเจ้าพระยาเมื่อรถหยุดจอดเทียบท่าหน้าบ้าน เตียวหุยก็สั่งให้ลูกน้องออกไปให้พ้นจากบริเวณนี้

เขากดตัวของเปาะเปี๊ยะที่หลับลึกลงกับเบาะ ปลายนิ้วไล้เกลี่ยพวงแก้มที่เคยฟัดเล่นนับไม่ถ้วน แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเขาจะได้ฟัดและสูดดมความหอมของร่างกายนี้ทั้งหมดทุกซอกทุกมุม

"อืม...เตียวจ๋าถึงบ้านแล้วเหรอคะ เปี๊ยะหิวแล้ว" ตอนที่เธอหยัดตัวลุกขึ้นมาเขาก็ทำเนียนไปนั่งตัวแข็งอยู่ที่ข้างประตูรถตามเดิม

เธอลองจิ้ม ๆ แก้มเขา แต่เขากลับเอียงหน้าหลบ "วันนี้วันเกิดเปี๊ยะนะคะ จะไม่หายงอนจริงเหรอ โอเคไม่หายงอนงั้นเปี๊ยะโบกแท็กซี่กลับบ้านก็ได้ ฮึ!" รีบเปิดประตูลงไปสับขาเดินหาทางออกจากบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา

สวบ!

กรี๊ดดดด "อาเตียว เตียวบ้า เตียวหุยคนเหี้ยมปล่อยเปี๊ยะลงนะ"

เชฟหนุ่มคว้าคนตัวเบาหวิวพาดไว้กับบ่าเดินแบกเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว แล้วหย่อนตัวเธอลงบนโซฟาตามด้วยการคร่อมทับลงมา

"รู้ไหมว่าความเหี้ยมโหดที่แท้จริงเป็นยังไง" สิ้นคำพูดจมูกโด่งก็ฝังลงมาที่พวงแก้ม เขาสูดดมแก้มเธอแรง ๆ หลายครั้งแล้วเริ่มซุกไซ้ไปตามลำคอ

"อื้อ...หยุดนะคะ หยุดก่อนเปี๊ยะหิวข้าว รู้สึกหิวจนตาลายไปหมด"

เขายังคงทำหูทวนลมสูดดมผิวของเธออย่างต่อเนื่อง

แต่จู่ ๆ เปาะเปี๊ยะก็เงียบไป เตียวหุยรีบผงกหัวขึ้นดูเด็กสาวสลบหมดสติไปแล้ว "เปี๊ยะ เปี๊ยะคะ"

ตบแก้มของเธอเรียกสติ แล้วรีบไปหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดซับหน้าซับตา หยิบยาดมมาแกว่งที่ปลายจมูก

ภายในไม่กี่นาทีคนหิวจนเป็นลมก็ปรือตาขึ้น เธอรู้สึกโกรธจึงผลักตัวเขาออก "คนใจร้าย"

เชฟหนุ่มรู้สึกผิดอย่างมหันต์ที่แกล้งหึงแรง ๆ ให้เปาะเปี๊ยะเสียใจแต่ดันเป็นว่าคนที่ต้องเสียใจกลับกลายเป็นเขาแทน

"ขอโทษ อาขอโทษนะครับ เตียวจ๋าผิดไปแล้ว ยกโทษให้กันได้ไหมคะ" หยิบมือเธอมาหอมแล้วระดมจูบบนหลังมือซ้ำ ๆ

เปาะเปี๊ยะแอบยิ้มเหมือนวายร้าย "จูบก่อนแล้วจะยกโทษให้"

ที่แท้ยัยเด็กนี่ก็ชอบให้ถึงเนื้อถึงตัวนี่เอง ช่างแสบสมเป็นทายาทมาเฟียชราภาพจริง ๆ เตียวหุยนึกอยากแกล้งต่ออีกนิดจึงจูบที่ข้างลำคอระหงแทนไม่ได้จูบปากตามที่เปาะเปี๊ยะต้องการ

"จูบแล้วพอใจยังคะ หึหึ" หัวเราะรีบลุกเดินไปที่เคาน์เตอร์สถานที่ทำงานประจำตัวของเชฟ แล้วเริ่มลงมือทำเมนูพิเศษให้เจ้าของวันเกิดด้วยความขมักขเม้น "เปี๊ยะไปรออาที่โต๊ะข้างนอกนะเดี๋ยวจะเอาอาหารไปเสิร์ฟ"

ตะโกนบอกแล้วก้มหน้าก้มตาทำอาหารด้วยท่าทางที่มีความสุข

"รีบเปลี่ยนเรื่องเชียวนะคะคุณเชฟ" ทำหน้าจ๋อยแล้วเดินไปรอที่โต๊ะดินเนอร์ริมน้ำที่มีแจกันดอกกุหลาบสีแดงตั้งไว้ เธอหยิบดอกไม้กลิ่นหอมออกมาสูดดม แล้วเห็นการ์ดหนึ่งใบที่ถูกแจกันทับเอาไว้ จึงเปิดอ่านดู

"สุขสันต์วันเกิดนะคะคุณแฟน ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดหลายปีตั้งแต่ห้าขวบยันอายุยี่สิบ วันนี้อาเตียวมีของที่พิเศษที่สุดจะมอบให้ รอรับตอนเที่ยงคืนนะคะ" เปาะเปี๊ยะนึกสงสัยว่ามันคือของขวัญอะไรกันแน่ที่ว่าพิเศษสำหรับเขา

ระหว่างที่รอพ่อครัวทำอาหารเลี้ยงวันเกิด เธอจึงฆ่าเวลาโดยการเดินเล่นรับลมช่วงตะวันใกล้ตกดินแล้วถ่ายรูปเซลฟี่ไว้มากมาย จากนั้นจึงเดินกลับมาที่โต๊ะซึ่งมีเทียนหอมสองสามอันถูกจุดให้แสงสว่างเพื่อสร้างบรรยากาศโรแมนติกไว้ก่อนแล้ว พร้อมกับอาหารหน้าตาคุ้น ๆ

"นี่มันข้าวต้มไม่ใช่เหรอคะ " เธอถามเชฟใหญ่ที่เดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะมีกลิ่นกับข้าวติดตัวจนเหม็น ตอนนี้เขาอยู่ในชุดชิล ๆ สวมเสื้อยืดสีดำกางเกงขาก๊วยสีกรม

"อื้อ ดินเนอร์ข้าวต้มกุ๊ยน่ารักดีออก เปี๊ยะไม่ชอบเหรอคะ" เตียวหุยติดนิสัยชอบแกล้งมาจากพ่อตา ตอนนี้เลยกลายเป็นว่ายิ่งได้แกล้งก็ถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น

"วันเกิดเปี๊ยะนะคะ แต่คุณเชฟทำข้าวต้มกุ๊ยกับกุ้ยช่ายผัดเต้าหู้หมูสับให้เปี๊ยะกินเนี่ยนะ น่าประทับใจมาก" เปาะเปี๊ยะทำหน้าเซ็งรู้สึกผิดหวัง

เตียวหุยแอบขำแล้วรีบไปยกเมนูอลังการงานสร้างจานใหญ่ออกมาวางตรงหน้า ซึ่งก็คือกุ้งแม่น้ำเผาเกือบเจ็ดตัวเรียงรายเต็มจานเพราะเขาสังเกตว่าเปาะเปี๊ยะชอบกินกุ้งและอาหารทะเลเผาตั้งแต่เด็ก ๆ ช่วงเช้าจึงขับรถไปเลือกซื้อจากแหล่งวัตถุดิบเพื่อให้ได้ของที่สดใหม่ แล้วนำมาทำให้เจ้าของวันเกิดโดยเฉพาะ

"กุ้งแม่น้ำเผาตัวเบ้อเริ่มเลย อันนี้ของดีของชอบ...หืมน้ำจิ้มเตียวจ๋าแซ่บซี๊ดมากอร่อยสุด ๆ ไปเลย" เปาะเปี๊ยะจิ้มกุ้งลงในน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเชฟเตียวหุยแล้วลุกขึ้นโน้มใบหน้าลงมาหอมแก้มเขาหนึ่งฟอดแรง ๆ

เชฟหนุ่มชะงักงันกี่รอบแล้วที่เขาถูกยัยตัวแสบรุกแรงแบบนี้ตั้งแต่เด็กยันโตก็เต๊าะเขาไม่มีล่าถอย

"ใจร้อนจังเราเนี่ย"

เขาบอกแล้วตักเนื้อกุ้งใส่จานให้เจ้าของวันเกิดเพิ่ม และรอคอยวันเวลาของการปลดปล่อยปรารถนาร้อนที่ถูกกักขังมาสิบกว่าปีอย่างใจเย็นที่สุด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป