บทที่ 11 ส่งตัวเข้าหอ

“น่านเหนื่อยหรือเปล่าลูก ต้องไปคอยรับน้องทุกวันเลย ที่จริงน้องก็มีรถของกองละครมาส่ง แม่ว่าบางทีน่านพักผ่อนบ้างก็ได้นะ ถ้าไม่ไว้ใจรถของกองละคร ก็ให้คนของเราคอยไปรับไปส่งก็ได้”

“ผมไม่เหนื่อยเลยครับแม่ วันนี้ก็ไม่ได้มีเคสด่วนอะไร วันไหนที่ผมไม่ว่างจริงๆ ผมก็ให้มะลิกลับมากับรถกองนั่นแหละครับ ที่จะไปรับนี่ก็เพราะว่าจะไปดูว่าเด็กของแม่ทำเรื่องเสียหายอะไรกับไอ้กวินนั่นหรือเปล่า”

“อะไรกันลูก น้องเรียนจบแล้วนะ ให้อิสระน้องบ้างก็ได้ มะลิเองก็เป็นเด็กดีไม่เห็นจะเคยทำตัวเหลวไหลสักที ไม่รู้น่านจะเข้มงวดอะไรกับน้องนักหนา”

“ปล่อยมันไปเถอะครับแม่ ผู้ปกครองเขาหวง ให้เขาตามดูแลกันนั่นแหละ อ้าว นั่นไงว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่มาถึงแล้ว”

“ไหน มาถึงแล้วหรอ อุ๊ยจริงๆ ด้วย”

หมอหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ ที่ว่าที่น้องสะใภ้เข้ามาช่วยชีวิตไว้ได้ทันท่วงที ไม่งั้นคงโดนแม่ซักฟอกจนอาจจะจับได้ก็ได้ว่าเขากับเด็กในปกครองแอบมีความสัมพันธ์มากกว่าที่ทุกคนรู้

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแม่จะคิดอย่างไรที่เขาทำตัวแบบนี้ แต่ที่แน่ๆ คงจะต้องโดนด่าสามวันไม่ซ้ำคำชัวร์ๆ

“ฝัน มาแล้วหรอลูก”

“สวัสดีค่ะคุณลุง คุณป้า สวัสดีค่ะพี่น่าน คุณเหนือเมฆ”

“สวัสดีจ้ะ มาเหนื่อยๆ ขึ้นเป็นนั่งพักบนห้องของฝันก่อนดีกว่านะลูก พี่เขาให้คนจัดห้องเอาไว้ให้แล้ว เปลี่ยนผ้าม่าน เปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่หมด ห้องน่ารักเชียวสีชมพูแบบที่ฝันชอบด้วยนะ”

คนเห่อลูกสะใภ้รีบเดินมาจับมือถือแขน แล้วพากันขึ้นไปบนห้องนอนห้องใหม่ทันที โดยมีคนรับใช้เดินตามถือกระเป๋าสัมภาระกันเป็นพรวน

ไม่นานหลังจากที่พาฝันย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านอธิพันฒ์โภคิน การเรียนภาคฤดูร้อนของเธอก็จบลง พร้อมกับการแต่งงานระหว่างเธอกับเหนือเมฆก็ถูกจัดขึ้นอย่างอบอุ่นในร้านอาหารสไตล์สวนอังกฤษ ที่มีเพียงญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทของฝ่ายชายมาร่วมงานเท่านั้น

เธอและเขาจดทะเบียนสมรสกันทันทีหลังจากพิธีรดน้ำสังข์เสร็จสิ้นลง งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างราบรื่น ท่ามกลางความชื่นมื่นของแขกที่มาร่วมยินดีโดยที่ไม่ได้รับรู้ด้วยเลยสักนิดว่าบ่าวสาวคู่นี้แต่งงานกันเพียงในนามเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ชอบพอกันเลยแม้แต่น้อย

“ส่งตัวเข้าหอกันที่ไหนล่ะลูก”

คุณย่าญาดาเอ่ยถามลูกชายถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอของบ่าวสาวที่แต่งงานกันอย่างปุบปับฉับพลัน ทั้งที่เจ้าสาวยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ

“ที่บ้านครับแม่ ห้องของเจ้าเหนือ”

“จัดเตรียมกันไว้พร้อมหรือยัง ฤกษ์กี่โมง”

บ่าวสาวมองหน้ากันด้วยความงุนงง มีการส่งตัวเข้าหอกันด้วยหรือ ไหนว่านี่มันคืองานแต่งงานจอมปลอมอย่างไรล่ะ

“เตรียมไว้พร้อมแล้วครับแม่ ฤกษ์ส่งตัวจริงๆ เป็นตอนค่ำๆครับ หลังจากเลิกงานเลี้ยงตรงนี้ ก็กลับไปบ้านทันพอดี”

“ดีแล้ว งั้นแม่กับพ่อจะไปร่วมส่งตัวเข้าหอหลานด้วยนะ”

“ยังไงแม่กับพ่อก็ต้องไปอยู่แล้วครับ เพราะแม่กับพ่อต้องไปนอนบนเตียงของหลาน เพื่ออวยพรให้ชีวิตคู่ของทั้งสองราบรื่น อยู่ด้วยกันจนแก่จนเฒ่าเหมือนพ่อกับแม่ไงครับ”

หลังจากปราณนต์พูดจบ เหนือเมฆกับพาฝันก็หันมามองหน้ากันอีกครั้ง รู้สึกว่าการแต่งงานปลอมๆ ครั้งนี้ ทำไมมันถึงดูสมจริงสมจังเสียเหลือเกิน ถึงขั้นมีพิธีส่งตัวเข้าหอ ซึ่งมันเป็นพิธีที่ทำกันส่วนตัวในครอบครัว ที่จริงก็ไม่ต้องมีพิธีนี้เลยด้วยซ้ำ

แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยคัดค้านอะไรออกไป จึงอยู่เงียบๆ และปล่อยทุกอย่างให้เลยตามเลย แล้วแต่ที่ผู้ใหญ่จะจัดการ

พิธีส่งตัวเข้าหอตามธรรมเนียมไทย เสร็จสิ้นลงพร้อมกับประตูห้องนอนของเหนือเมฆที่ถูกปิดล็อกจากด้านนอก ด้วยฝีมือของของคุณย่าญาดา ที่ก่อนจะออกจากห้องหอได้กระซิบกับคู่บ่าวสาวว่าเธอขอเหลนชายหญิงน่ารักๆ หัวปีท้ายปีหลายๆ คน

“คุณ เอ่อ..ทำไงดีคะ”

เจ้าสาวคนสวยที่ต้องบอกว่าวันนี้เธอสวยราวกับนางฟ้าจำแลง ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ที่ข้างเตียงนอนขนาดใหญ่ที่โรยด้วยกลีบกุหลาบสีแดงหอมฟุ้ง ยังจับต้นชนปลายและทำอะไรไม่ถูก

ทุกสิ่งมันเกิดขึ้นเร็วมากและเธอไม่สามารถเอ่ยปากคัดค้าน สิ่งที่ผู้ใหญ่จัดแจงให้ได้เลยสักอย่างเดียว พอรู้ตัวอีกทีก็อยู่ในห้องหอกับเขาตามลำพัง โดยที่ประตูห้องด้านนอกถูกใส่กุญแจเอาไว้เสียแล้ว

“ทำอะไรได้ล่ะ เขาล็อกประตูขังเราเอาไว้ขนาดนี้ คืนนี้เธอต้องนอนห้องนี้ก่อนแล้วกันนะ ขอโทษด้วยที่ย่าของฉันทำให้เธอลำบาก ท่านเป็นคนสมัยเก่า ก็เลยยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีมากหน่อย ดีที่พ่อโทรมาสั่งให้แม่บ้านจัดการเตรียมห้องไว้ให้เราได้ทัน ไม่งั้นท่านต้องจับได้แน่นอน ว่าการแต่งงานของเรามันจอมปลอม”

“แต่ฉันไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน บางทีถ้าคุณย่าของคุณกลับไปแล้ว คุณลุงคุณป้าอาจจะมาเปิดประตูให้เราก็ได้”

“คิดในแง่ดีจังเลยนะ ฉันเสียใจด้วยที่ต้องบอกให้เธอฟังว่า  คืนนี้ปู่ย่าและญาติพี่น้องทุกคนจะนอนที่บ้านหลังนี้”

“อะไรนะ”

ดวงตากลมโตนั่นฉายแววผิดหวังจนน่าสงสาร แต่กลับทำให้เขายิ่งขำ นึกสนุกอยากจะกลั่นแกล้งเธอให้ตกใจและผิดหวังมากไปกว่านี้อีก

“ที่จริงตามธรรมเนียมของคนโบราณ บ่าวสาวที่เพิ่งแต่งงานใหม่ เขาห้ามออกไปทำอะไรเลย ต้องกินนอนอยู่ในห้องด้วยกันสามวันสามคืน”

“อะไรนะ ไม่จริง บ้านคุณไม่ได้หัวโบราณขนาดนั้นใช่ไหม”

เจ้าสาวคนสวยเบิกตากว้างด้วยความตกใจแทบสิ้นสติ บ้าไปแล้ว จะให้เธออยู่กับเขาสองต่อสองในห้องแคบๆ นี้ ถึงสามวันสามคืน เธอต้องโดนเขาขย้ำคอตายก่อนแน่ๆ

“เสียใจด้วยพาฝัน ที่ฉันต้องบอกเธอว่าใช่ สามวันสามคืนนับจากนี้ เราต้องนอนอยู่ในห้องนี้ด้วยกัน ออกไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”

“คุณจะบ้าหรือเปล่า จะเป็นไปได้ยังไง เดี๋ยวพรุ่งนี้พอคุณย่าคุณกลับไป คุณลุงคุณป้าก็มาเปิดประตูให้ฉันแล้ว”

แม้จะไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไรว่าจะเป็นแบบที่เธอพูดออกมา แต่ก็พยายามสะกดจิต คิดเข้าข้างตัวเองเอาไว้ก่อนเพื่อความสบายใจ

“ก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะ เออ แล้วเธอเปิดเทอมเมื่อไหร่”

“อีกสองอาทิตย์ค่ะ” 

“ยังพอมีเวลา เพราะหลังจากที่พวกเขาปล่อยเราออกจากห้องนี้ไปแล้ว เราต้องไปฮันนีมูนกันต่อ”

“อะไรนะคะ ไม่จริงอ่ะ ใครบอกคุณ”

“ไม่มีใครบอกฉันทั้งนั้น เธอดูที่โต๊ะข้างเตียงเอาเองก็แล้วกัน”

เหนือเมฆบุ้ยปากไปทางลิ้นชักวางโคมไฟข้างเตียง เจ้าสาวคนสวยหันมองตามก็พบกับแผ่นพับรีสอร์ตชื่อดังในจังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าโรแมนติกที่สุด ที่คู่แต่งงานมักจะพากันไปฮันนีมูน

แน่นอนว่ามันเข้ามาอยู่ในห้องนี้โดยฝีมือคุณย่าของเขาซึ่งอยากได้เหลนคนแรกจนตัวสั่น

“ย่าผมเอง ไม่ต้องแปลกใจหรอก ก็ท่านขอเหลนจากเราซะขนาดนั้น ถ้าคุณมีเหลนให้ท่านได้ รับรองว่าที่ดินงามๆ ในกรุงเทพฯจะถูกโอนมาเป็นชื่อของคุณทันที”

“จะบ้าหรอคะ ใครจะไปมีเหลนให้ท่านได้ เราสองคนแต่งงานกันแค่ในนามนะ”

เจ้าสาวคนสวยถอยกรูดหนีเจ้าบ่าวป้ายแดงที่กำลังย่างสามขุมเข้าหาเธอจนหมดหนทางหนี แผ่นหลังบอบบางชิดติดผนังห้องเย็นเยียบจนเธอสะดุ้งโหยง พอดีกับที่เขาเดินมาถึงตัวเธอแล้วใช้มือทั้งสองข้างยันผนังห้องกักขังเธอเอาไว้ในอ้อมแขน

“คุณเหนือเมฆ”

“ทำไม แค่นี้กลัวหรอ ปกติเห็นปากกล้า”

“ถอยออกไปสิคะ ฉันไม่เล่นแบบนี้”

“ใครว่าเล่นล่ะ”

“หมายความว่าไง”

ดวงตากลมโตที่ตกแต่งมาอย่างสวยงามตวัดมองเขา แววตาวาววับเอาเรื่อง แต่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ จนอยากจะแกล้งให้เธอได้กลัวมากกว่านี้อีกหน่อย

ติดที่ว่าพอเขาขยับเข้าใกล้ตัวเธอจนเห็นใบหน้างดงามหวานฉ่ำของเธอชัดๆ หัวใจของเขากลับกระตุกเต้นไม่เป็นจังหวะ  กลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของเธอ  ยิ่งเป็นดั่งฟีโรโมนชั้นดีจนเขาแทบจะอดใจไม่ไหว อยากจะฝังจมูกลงไปที่ซอกคอขาวๆ นั่นให้รู้แล้วรู้รอด

เหนือเมฆสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกสติ แล้วถอยห่างมาจากเธอแต่โดยดี เพราะถ้าเขายังฝืนยืนข่มขวัญแกล้งเธออีกเพียงเสี้ยววินาที เขาจะต้องทำอะไรสิ้นคิดให้เด็กนี่มันมาด่าลับหลังเอาแน่นอน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป