บทที่ 1 หนี้ที่ไม่ได้ก่อ
แสงไฟสปอตไลท์สีนวลภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูระดับห้าดาวสาดส่องกระทบกับชุดเจ้าสาวสีขาวฟูฟ่องระยิบระยับ บรรยากาศภายในงานควรอิ่มเอมไปด้วยรอยยิ้มและเสียงปรบมือของแขกเหรื่อผู้มีเกียรติ แต่ว่าสำหรับ "เพียงลดา อิสรนาถ" แล้ว งานวิวาห์สุดอลังการนี้คือสนามประลองอาชีพเฉพาะกิจที่เธอได้รับค่าจ้างมาเพื่อทำลายมันลงโดยเฉพาะ
หญิงสาวในชุดเจ้าสาวปลอม ๆ ยืนหลบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ ลมหายใจเข้าออกถูกผ่อนสลับกันเพื่อเรียกความมั่นใจ มือบางกำไมโครโฟนไร้สายในมือชื้นเหงื่อ ท่องบทพูดที่ผู้ว่าจ้างร่างมาให้ท่องจำขึ้นใจรอบแล้วรอบเล่า
“ทำยังไงก็ได้ให้งานแต่งล่ม เจ้าบ่าวต้องหน้าซีด และเจ้าสาวต้องกรี๊ดสลบ” คีย์เวิร์ดคำสั่งลอยวนอยู่ในหัว
"เอาวะเพียงลดา เงินค่าจ้างก้อนนี้คือกำแพงกั้นระหว่างเธอกับการโดนยึดห้องเช่าสิ้นเดือนนี้" หญิงสาวพึมพำให้กำลังใจตัวเอง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วก้าวขาฉับ ๆ เดินขึ้นไปบนเวที ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่หันมามองเป็นตาเดียว
เสียงซุบซิบดังระงมฮือฮาขึ้นทันทีเมื่อจู่ ๆ "เจ้าสาวตัวปลอม" ในชุดฟูฟ่องกระชากไมโครโฟนจากมือพิธีกรหน้าตาตื่น ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่ทรงพลังว่า
"เจ้าบ่าวสุดหล่อบนเวทีได้ให้สัญญาและแหวนหมั้นกับเธอไว้ก่อนจะหนีมาแต่งงานใหม่กับผู้หญิงตรงหน้า"
คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางงานแต่งงานสุดหรู "กรองกาญจน์" เจ้าสาวตัวจริงกรีดร้องลั่นด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว ดวงตาเบิกโพลงมองหน้าสามีหมาด ๆ สลับกับผู้หญิงชุดเจ้าสาวบนเวทีด้วยความเคียดแค้น
"นี่คุณ หมายความว่ายังไงไอ้ก้อง!" กรองกาญจน์หวีดเสียงแหลมสูงพุ่งตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อเจ้าบ่าวเต็มแรง
ใบหน้าของ "ก้องภพ" เจ้าบ่าวหนุ่มซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลท่วมหน้าผาก เขาพยายามปัดป้องมือภรรยาอุตลุต
"คะ... คุณฟังผมก่อนนะ กรอง คุณกำลังเข้าใจผิด ผู้หญิงคนนี้เธอบ้าไปแล้ว!"
"เข้าใจผิดบ้าอะไรล่ะ! ก็ยัยนี่มันบอกว่าคุณให้แหวนหมั้นมัน!" กรองกาญจน์แผดเสียงลั่นสะอื้นฮักด้วยความอัปยศอดสู ก่อนจะระดมทุบตีอกกว้างของก้องภพไม่ยั้ง ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายที่ระเบิดขึ้นในพริบตา
เพียงลดาที่ยืนถือไมค์มองภาพความชุลมุนเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เธอแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองเมื่อเห็นเจ้าสาวตัวจริงอาละวาดจนผมเผ้ารุงรังและตรงเข้าจิกหัวเจ้าบ่าวจนลานจัดเลี้ยงแทบแตกเป็นเสี่ยง ๆ
ภาพความวุ่นวายอลหม่านบังเกิดทันที เจ้าสาวตัวจริงกรีดร้องลั่นลานจัดเลี้ยงก่อนจะตรงเข้าทุบตีเจ้าบ่าวที่หน้าถอดสี ส่วนแขกเหรื่อต่างลุกฮือหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปถ่ายทอดสดกันอย่างสนุกสนาน เสียงชัตเตอร์และเสียงซุบซิบดังแข่งกับเสียงกรีดร้องระงมไปทั่วบริเวณ
เพียงลดาอาศัยจังหวะชุลมุนวุ่นวายนี้ถอยฉากรูดมหาราช เธอรีบสลัดรองเท้าส้นสูงปรี๊ดเปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบพละคู่เก่งอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปลดกระโปรงสุ่มเจ้าสาวชั้นนอกออกเหลือเพียงชุดเดรสสั้นคล่องตัว ทะยานวิ่งออกทางประตูหนีไฟตรงไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดิน หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นปนหวาดเสียว แต่รอยยิ้มแห่งชัยชนะระบายกว้างบนใบหน้าสวยเมื่อเสียงแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีดังขึ้น
"เยส! งานสำเร็จลุล่วงแบบไร้ที่ติ เงินโอนมาแล้ว รอบนี้รอดตายไปอีกเดือน" เพียงลดาหัวเราะคิกคักกับตัวเอง
หญิงสาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงดิ่งไปยังรถ eco คาร์สีขาวคันเล็กที่จอดหลบมุมอยู่ มันคือรถเช่าที่เธอจำเป็นต้องใช้วิธีการสวมสิทธิป้ายทะเบียนและเลี่ยงระบบตรวจสอบเพื่อประหยัดเงินในยามขัดสน เพียงลดาโยนกระเป๋าลงเบาะข้างคนขับ บิดกุญแจสตาร์ทแล้วเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกจากโรงแรมหนีความวุ่นวายเบื้องหลังทันที
ทว่า ความซวยมักมาเยือนในยามที่ตายใจ...
ขับรถออกมาได้ไม่ทันไร ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งกลับตั้งเค้าเมฆฝนดำทะมึน ลมกระโชกแรงพัดกระหน่ำจนเม็ดฝนเทลงมาอย่างหนักหน่วงราวกับฟ้าถล่ม ทัศนวิสัยบนถนนมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นทาง ประกอบกับเครื่องยนต์ของรถเช่าสวมสิทธิ์คันเก่า เริ่มส่งเสียงคำรามแปลก ๆ และสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หน้าปัดรถกระพริบเตือนความผิดปกติของหม้อน้ำและเครื่องยนต์
"แย่แล้ว... อย่ามาพังตอนนี้สิวะ ไอ้รถบ้านี่" เพียงลดาอุทานเสียงหลง มือเรียวพยายามประคองพวงมาลัยท่ามกลางสายฝนที่สาดซัดอย่างบ้าคลั่ง
แต่รถเจ้ากรรมกลับเร่งไม่ขึ้น เครื่องยนต์ดับสนิทกลางคัน พวงมาลัยล็อกจนแข็งทื่อ ล้อรถลื่นไถลไปกับพื้นถนนที่เปียกชุ่มด้วยน้ำฝน เธอกรีดร้องสุดเสียงขณะที่รถหมุนคว้างเคว้งคว้าง ก่อนจะพุ่งชนเข้ากับป้ายบอกทางริมถนนอย่างจัง เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกส่งผลให้รถพุ่งตกลงไปข้างทางและจมดิ่งลงไปติดคูน้ำข้างทาง ท่ามกลางโคลนตมและสายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย
เพียงลดานั่งนิ่งอึ้ง หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอสำรวจตัวเองพบว่ามีแผลถลอกเล็กน้อยที่แขนและรอยฟกช้ำตามตัว โชคยังดีที่ถุงลมนิรภัยทำงานช่วยชีวิตเธอไว้ทัน เมื่อตั้งสติได้ เธอก็รู้ทันทีว่าหากรออยู่ตรงนี้ ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ประกันภัยต้องมาตรวจสอบ และถ้าความแตกเรื่องรถสวมสิทธิคันนี้ เธอมีหวังได้นอนซังเตแน่ ๆ
"ซวยชะมัด วันนี้วันอะไรเนี่ย!" หญิงสาวบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย รีบถีบประตูรถที่ยุบตัวเล็กน้อยให้เปิดออก แล้วตะเกียกตะกายลุยโคลนตมขึ้นมาบนถนนใหญ่ด้วยสภาพมอมแมม เปียกปอนราวกับลูกสุนัขตกน้ำ เธอโบกรถแท็กซี่ที่วิ่งผ่านด้วยสภาพทุลักทุเลแล้วหนีหายลับไปในความมืดของคืนนั้น ทิ้งซากรถเช่าเคราะห์ร้ายและหลักฐานทุกอย่างไว้เบื้องหลัง
...
ช่วงเช้าของวัน
ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทไฟแนนซ์ยักษ์ใหญ่ใจกลางเมือง แสงไฟในห้องทำงานส่วนตัวของผู้บริหารยังคงสว่างไสว
จิรายุส ตั้งใจรักษ์ หรือ จิรา ประธานหนุ่มไฟแนนซ์สุดเนี้ยบและผู้ตรวจพบหนี้เสียก้อนโต นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังราคาแพง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้รอยยิ้ม ดวงตาสีนิลคมกริบกวาดมองตัวเลขในรายงานบัญชีด้วยความเคร่งเครียด งานของเขาคือการตามล่าสะสางหนี้เสียและจัดการกับพวกเบี้ยวหนี้ที่สร้างความเสียหายให้แก่ระบบการเงินของบริษัท
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ สามครั้ง ก่อนที่ "มินตรา" เลขานุการสาวจะเดินเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน พร้อมกับยื่นแฟ้มเอกสารคดีอุบัติเหตุและแฟ้มกู้ยืมเงินที่ถูกส่งตรงมาจากร้อยเวรท้องที่เกิดเหตุ
"ท่านประธานคะ... ทางตำรวจแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์ตกคูน้ำริมถนนสายรอบเมืองเมื่อคืนนี้ค่ะ รถคันดังกล่าวเป็นรถเช่าที่ใช้เอกสารสวมสิทธิและมีประวัติค้างชำระค่างวดไฟแนนซ์ยอดสูงลิ่ว แต่คนขับไหวตัวทันหนีหายลอยนวลไปได้ค่ะท่าน" มินตรารายงานเสียงเครียด
จิรายุสเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร สายตาดุดันหรี่ลงเล็กน้อย มือหนารับแฟ้มเอกสารนั้นมาเปิดดูอย่างพิจารณา
"รถสวมสิทธิแถมค้างชำระก้อนโต งั้นเหรอ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามเรียบ ๆ แต่ทรงอำนาจ
"ใช่ค่ะท่าน ตำรวจพบหลักฐานในรถคันนั้น ทั้งสัญญาเช่า เอกสารระบุตัวตน และข้าวของเครื่องใช้ที่คาดว่าเป็นของคนขับที่หลบหนีไปค่ะ" เลขานุการสาวเสริมต่อ
จิรายุสเปิดแฟ้มเอกสารออก ไล่สายตาอ่านรายละเอียดและหลักฐานที่ตกอยู่ในซากรถ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน สำเนาใบขับขี่ และสัญญาเช่าระบุชื่อ-นามสกุลชัดเจนเต็มสองตา มุมปากคมกริบกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อบนเอกสารนั้น
“เพียงลดา อิสรนาถ...”
จิรายุสพึมพำชื่อนั้นเบา ๆ ออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความดุดันและน่ากลัว เขากวาดสายตาดูประวัติและวีรกรรมย่อย ๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในระบบคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม ก่อนที่รอยยิ้มมุมปากหยักจะได้รูปจะยกยิ้มกว้างขึ้น รอยยิ้มนั้นไม่ได้อบอุ่นหรือเป็นมิตรเลยสักนิด แต่เต็มไปด้วยความท้าทายและความสนุกสนานราวกับเสือร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่อในกำมือ
นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะทำงานราคาแพงเบื้องหน้าเป็นจังหวะช้า ๆ สะท้อนความคิดที่กำลังโลดแล่นอยู่ในหัว
"คิดจะเล่นเกมหนีหนี้กับฉันงั้นเหรอ เพียงลดา... เธอกล้ามากนะที่ทิ้งซากรถกับหลักฐานมัดตัวไว้ให้ฉันตามเช็ดล้างแบบนี้" จิรายุสเอ่ยขึ้นเบา ๆ กับตัวเองด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นแต่แฝงความเจ้าเล่ห์
มินตรามองหน้าเจ้านายแล้วอดกลืนน้ำลายไม่ได้ เธอรู้ดีว่าเวลาที่ท่านประธานยิ้มแบบนี้ หมายความว่าเหยื่อผู้โชคร้ายคนนั้นกำลังจะเจอดีเข้าให้แล้ว
"ให้ดิฉันส่งเรื่องให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินการออกหมายจับเลยไหมคะท่าน" มินตราเอ่ยถาม
จิรายุสยกมือขึ้นห้ามเล็กน้อย ดวงตาคมกริบเปล่งประกายความสนุกสนานออกมาราวกับเด็กได้ของเล่นชิ้นใหม่
"ไม่ต้อง... เรื่องแค่นี้สนุกเกินกว่าจะส่งให้คนอื่นทำ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทีมติดตามของฉันเอง ผู้หญิงคนนี้คงมีความแสบซ่อนอยู่ไม่น้อย น่าสนใจกว่าที่คิด..."
จิรายุสปิดแฟ้มเอกสารลงเสียงดังสนั่น แววตามาดมั่นประกาศกร้าวในใจว่า ต่อให้เธอจะหนีไปหลบอยู่ซอกหลืบไหนของมุมโลก เขานี่แหละจะเป็นคนลากตัว "ลูกหนี้ตัวแสบ" คนนี้กลับมาชดใช้หนี้สินทั้งหมดด้วยตัวเอง!
“หึ... เจอตัวแสบเข้าแล้วสิ เพียงลดา”
