บทที่ 10 หนี้ก้อนโตกับคุณหนูตกอับกลางกรุงเก่า
แสงแดดยามบ่ายสะท้อนระยิบระยับลงบนผืนน้ำในคูเมืองพระนครศรีอยุธยา ลมร้อนพัดโชยปะทะใบหน้าของนักท่องเที่ยวที่กำลังเดินขวักไขว่ บริเวณลานกว้างหน้าโบราณสถานอันเก่าแก่ควรจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอันรื่นรมย์ แต่สำหรับ “จิรายุส” หรือประธานหนุ่มไฟแนนซ์ผู้ไม่เคยปล่อยให้หนี้สูญสลายไปตามกาลเวลาแล้ว ที่นี่คือสนามรบย่อมๆ ที่เขาตั้งใจมาทวงคืนความยุติธรรมให้กับระบบการเงินของบริษัท
ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแลคดูเนี๊ยบเฉียบ ก้าวเท้ายาว ๆ ลงมาจากรถยนต์หรูคันงาม ดวงตาสีนิลคมกริบภายใต้กรอบหน้าอันคมคายกวาดมองไปรอบบริเวณลานจอดรถและกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังยืนออกันอยู่ เป้าหมายของการเดินทางมาอยุธยาในวันนี้ไม่ใช่การตามล่า “ยัยตัวแสบเพียงลดา” ที่แปลงโฉมเป็นไกด์สาวหน้ามึนหลบหนีไปได้หวุดหวิดเพียงอย่างเดียว แต่เขามาเพื่อสะสางภารกิจสำคัญอีกหนึ่งเป้าหมายที่ค้างคามานาน
“ท่านประธานครับ ทีมภาคสนามเช็กพิกัดล่าสุดแล้ว ลูกหนี้รายใหญ่ที่ค้างค่างวดบ้านห้าล้านบาทกำลังท่องเที่ยวอยู่ในโซนวัดนี้พอดีครับ” บอดี้การ์ดคนสนิทกระซิบรายงานขณะเดินตามหลังมาติด ๆ
จิรายุส พยักหน้ารับเบา ๆ แววตาดุดันฉายประกายความเยียบเย็น
“ดี... ตามตัวให้เจอ คนเรากู้เงินซื้อบ้านหรูหราหลังเบ้อเริ่มราคาห้าล้านบาท แต่เบี้ยวส่งค่างวดมาจนจะครบหกเดือนเต็มแบบนี้ มันหยามหน้าบริษัทไฟแนนซ์ของฉันชัด ๆ วันนี้แหละจะได้รู้กันว่าเงินห้าล้านเขาต้องชำระกันยังไง!”
ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปไม่กี่เมตร ท่ามกลางคณะทัวร์ที่กำลังยืนเคว้งคว้างเพราะไกด์สาวกำมะลออย่าง “น้องมะลิ” หรือ "เพียงลดา" ดันชิ่งหนีหายเข้ากลีบเมฆไปก่อนหน้านี้อย่างรวดเร็ว “คุณหญิงวิไล” และลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่าง “กรณ์” กำลังยืนหน้าซีดเป็นไก่ตาแตก เพราะนอกจากจะโดนไกด์เทกลางทางแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตชีวิตครั้งใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาตัวแบบไม่ทันตั้งตัว
“แม่ครับ... ทำไงดีวะเนี่ย ยัยไกด์บ้านั่นจู่ ๆ ก็วิ่งหนีหายไปเฉยเลย ทริปนี้ล่มไม่เป็นท่าแถมเงินค่าทัวร์ก็ไม่ได้คืนด้วย!” กรณ์โวยวายกระฟัดกระเฟียดด้วยความหัวเสีย
“เงียบปากก่อนสิลูกกรณ์ แม่กำลังกลุ้มใจตอบลูกทัวร์คนอื่น ๆ !” คุณหญิงวิไลแหวใส่ลูกชายเสียงเขียว ใบหน้าอวบอัดภายใต้แว่นกันแดดถอดสีด้วยความวิตกกังวลขั้นสุด เพราะสายตาเธอดันเหลือไปเห็นร่างสูงสง่าของประธานหนุ่มไฟแนนซ์ที่กำลังเดินตรงเข้ามาทางกลุ่มพวกเขาพอดีเป๊ะ!
จิรายุส สาวเท้าเข้ามาหยุดยืนตรงหน้ากลุ่มนักท่องเที่ยวสายไฮโซตกอับพอดี ดวงตาสีนิลคมกริบกวาดมองสำรวจก่อนจะไปสะดุดเข้ากับร่างของกรณ์ ชายหนุ่มร่างท้วมที่หน้าตาคุ้นเคยจากในระบบฐานข้อมูลลูกหนี้เสียระดับวิกฤต
“คุณ... คุณกรณ์ ใช่ไหมครับ” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยทักขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศที่จู่ ๆ ก็เย็นเยียบลงถนัดตา
กรณ์สะดุ้งสุดขีดเมื่อได้ยินเสียงเรียก เขาดึงสติหันกลับไปมองแล้วก็ต้องหน้าซีดเผือดยิ่งกว่ากระดาษ ขาสั่นพั่บๆ จนเกือบทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อจำหน้าเจ้าหนี้มหาโหดรายนี้ได้แม่นยำ
"เอ่อ...คุณ จิรายุส !” กรณ์อุทานเสียงหลง ละล่ำละลักด้วยความตกใจกลัว
“มะ... มาทำอะไรที่อยุธยาครับเนี่ย แหม... บังเอิญจังเลยนะครับ ฮ่า ๆ ...” หัวเราะแห้ง ๆ กลบเกลื่อน เพราะกรณ์รู้ตัวดีว่าเรื่องอะไร
“บังเอิญงั้นเหรอครับ” จิรายุส แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาดุดันจ้องมองกรณ์เขม็งจนอีกฝ่ายแทบจะมุดแผ่นดินหนี
“สำหรับผม โลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญหรอกครับ คุณกรณ์ โดยเฉพาะกับคนที่กู้เงินซื้อบ้านหลังใหญ่โตราคาห้าล้านบาทจากบริษัทของผม แต่กลับเบี้ยวไม่ยอมส่งค่างวดมาจนจะครบหกเดือนเต็มแล้วเนี่ย!”
เสียงพูดคุยของ จิรายุส ดังพอที่จะทำให้คุณหญิงวิไลที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอกสั่นขวัญแขวน เธอรีบพุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างลูกชายกับประธานหนุ่มทันที พยายามปั้นหน้ายิ้มหวานฝืน ๆ ส่งให้แม้ว่าเหงื่อกาฬจะไหลท่วมหลังคา
“อะ... คุณจิรายุสคะ ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งเสียงดังโวยวายแถวนี้เลยค่ะ ลูกค้าคนอื่นมองกันใหญ่แล้วนะคะ” คุณหญิงวิไลเอ่ยปรามเสียงสั่นเครือ
จิรายุส หันขวับมามองคุณหญิงวิไลด้วยแววตาเรียบนิ่งและเยียบเย็น
“อ้าว... คุณแม่ของคุณกรณ์นี่เอง ดีเลยครับ อยู่กันพร้อมหน้าพอดี งั้นเรามาเคลียร์เรื่องค่างวดบ้านห้าล้านที่ค้างชำระกันให้จบตรงนี้เลยดีกว่าไหมครับ หรือจะให้ผมส่งทีมกฎหมายออกหมายยึดทรัพย์และฟ้องล้มละลายในสัปดาห์นี้เลยดีล่ะคุณหญิง”
“ว๊าย! อย่าเพิ่งพูดเรื่องยึดทรัพย์อะไรตอนนี้เลยค่ะคุณท่านประธาน”
คุณหญิงวิไลหวีดร้องลั่นด้วยความตกใจกลัว เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตัวด้วยความหวาดระแวงสุดขีด กลัวว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ หรือใครก็ตามในแถบนี้จะได้ยินเรื่องอื้อฉาวว่าครอบครัวไฮโซของเธอแท้จริงแล้วกำลังถังแตกและใกล้จะถูกฟ้องยึดบ้านห้าล้านบาท
ด้วยความร้อนรนและกลัวเสียหน้าต่อหน้าธารกำนัล คุณหญิงวิไลจึงรีบเอื้อมมือไปคว้าแขนเสื้อของ จิรายุส ทันที แล้วออกแรงดึงกระชากเบา ๆ เพื่อบังคับให้เขาเดินตามเธอแยกตัวออกห่างจากกลุ่มนักท่องเที่ยวและลูกชายไปยืนคุยกันในมุมลับตาคนริมกำแพงวัดเก่า
“มานี่เลยค่ะ คุณจิรายุส ! ตามดิฉันมาคุยกันตรงมุมเงียบๆ นู่นเลยค่ะ ห้ามส่งเสียงดังเด็ดขาดนะคะ” คุณหญิงวิไลกระซิบเสียงลอดไรฟันด้วยความร้อนใจ
จิรายุส ยอมก้าวเดินตามแรงดึงของคุณหญิงวิไลไปแต่โดยดี ใบหน้าหล่อเหลายังคงบึ้งตึงและเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เขาอยากจะรู้เหมือนกันว่าแม่ลูกคู่นี้จะมีข้อแก้ตัวอะไรมาอ้างเพื่อขอเบี้ยวหนี้อีก
เมื่อเดินมาถึงซอกกำแพงวัดโบราณที่ค่อนข้างเงียบสงบและปราศจากผู้คนพลุกพล่าน คุณหญิงวิไลก็หันขวับกลับมาประจันหน้ากับประธานหนุ่มไฟแนนซ์ทันที เธอยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวด้วยสีหน้าเว้าวอนน่าสงสาร
“คุณจิรายุส ขา... ดิฉันกราบละคะ ได้โปรดเมตตาแม่ลูกคู่นี้สักครั้งเถอะนะคะ ขอเวลายืดเวลาชำระหนี้ออกไปอีกสักสองสามเดือนเถอะนะคะ ช่วงนี้ธุรกิจครอบครัวเรากำลังประสบปัญหาฝืดเคืองอย่างหนักหน่วงจริง ๆ ค่ะ” คุณหญิงวิไลเอ่ยอ้อนวอนเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าอย่างแนบเนียน
จิรายุส หรี่ตามองคุณหญิงวิไลด้วยแววตาจับผิด น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยปฏิเสธอย่างเยียบเย็นและเด็ดขาดทันที
“ขอเวลายืดออกไปอีกงั้นเหรอครับคุณหญิง คุณขอเลื่อนเวลามาสามรอบแล้วนะ หกเดือนเต็ม ๆ ที่พวกคุณกินหรูอยู่สบายในบ้านราคาห้าล้านโดยไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ยและค่างวดเลยแม้แต่บาทเดียว บริษัทผมไม่ใช่การกุศลนะครับ ถ้าวันนี้พวกคุณไม่มีเงินสดก้อนโตมาเคลียร์ยอดค่างวดที่ค้างทั้งหมด ผมเกรงว่ากระบวนการยึดทรัพย์และขับไล่ออกจากบ้านจะต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น!”
“โอ๊ย! จะใจร้ายอะไรเบอร์นี้คะคุณประธาน!” คุณหญิงวิไลโวยวายลั่น ยกพัดขึ้นพัดวีตัวเองแก้ลมจับ
“ฟังดิฉันอธิบายก่อนสิคะ ที่เราต้องมาเที่ยวอยุธยาก็เพื่อมาผ่อนคลายความเครียดนะคะ! อีกอย่าง... ที่เรายอมจ่ายเงินจ้างไกด์สาวแพง ๆ มานำเที่ยว ก็เพราะเราหวังว่าจะมาหาช่องทางทำธุรกิจใหม่เพื่อเอาเงินไปโปะหนี้ไงล่ะคะ”
จิรายุสชะงักกึกเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า “จ้างไกด์สาว” คิ้วหนาขมวดมุ่นด้วยความสงสัยขึ้นมาทันที “ไกด์สาวงั้นเหรอ ไกด์คนไหน ไม่เห็นมี”
“ก็ยัยไกด์หน้ามึน ชื่อน้องมะลิ อะไรนั่นละคะ” คุณหญิงวิไลบ่นอุบอิบด้วยความโมโห
“พูดแล้วของขึ้น! ยัยนั่นนอกจากจะพาเดินหลงทางมั่วซั่ว พาไปกินส้มตำเผ็ดจนลิ้นพองแล้ว เมื่อกี้จู่ ๆ ยัยนั่นก็ทำท่าทางมีพิรุธแล้ววิ่งหนีหายต๋อมไปเฉยเลย ทิ้งให้พวกฉันเคว้งคว้างกลางแดดเปรี้ยงเนี่ยแหละค่ะ!”
