บทที่ 11 สำเนาบัตรกำมะลอและเวลาสามวันที่นับถอยหลัง
แสงแดดยามบ่ายแผดเผาส่องกระทบพื้นอิฐมอญโบราณของวัดในอยุธยาจนร้อนระอุ บรรยากาศรอบตัวของ “คุณหญิงวิไล” และ “กรณ์” กลับตึงเครียดและอึดอัดยิ่งกว่าเดิม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเด็ดขาดของ “จิรายุส” ประธานหนุ่มไฟแนนซ์ผู้ไม่เคยใจอ่อนให้กับคำแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น
จิรายุส ปรายตามองไปรอบบริเวณลานกว้างที่เงียบสงบขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาไร้ซึ่งความใส่ใจกับเรื่องราวของไกด์สาวหรือปัญหาจุกจิกที่แม่ลูกคู่นี้พยายามหยิบยกขึ้นมาอ้างเพื่อดึงเวลา เขายืนกอดอกนิ่ง แววตาสีนิลคมกริบจ้องลึกลงไปในดวงตาของคุณหญิงวิไลอย่างไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืด
“ผมไม่ได้สนใจหรอกนะครับคุณหญิง ว่าพวกคุณจะไปจ้างเด็กที่ไหนมาเดินนำเที่ยว หรือทริปกระชับมิตรนี้จะพังไม่เป็นท่าขนาดไหน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความเรียบเฉียบ เด็ดขาดจนอีกฝ่ายถึงกับสะดุ้ง
“สิ่งที่ผมสนใจมีเพียงอย่างเดียว... คือเงินค่างวดบ้านห้าล้านบาทที่ค้างชำระอยู่”
“แต่ว่า คุณ จิรายุส ค่ะ... ฟังพวกเราอธิบายก่อนเถอะค่ะ!” คุณหญิงวิไลพยายามจะอ้าปากอ้อนวอนและหาทางเอาตัวรอดต่อ แต่ถูกมือหนายกขึ้นเป็นเชิงห้ามปรามทันที
“ไม่มีแต่ครับ” จิรายุส ตัดบทเสียงแข็ง แววตาดุดันฉายประกายความเยียบเย็น
“ผมให้เวลาพวกคุณเป็นครั้งสุดท้าย... กลับไปเตรียมเงินก้อนนั้นมาเคลียร์ให้เรียบร้อยภายใน 3 วันนี้ ถ้าครบกำหนดแล้วยังเงียบหาย หมายศาลและคำสั่งยึดบ้านจะไปปิดประกาศหลาอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านห้าล้านของพวกคุณอย่างแน่นอน”
พูดจบ ประธานหนุ่มไฟแนนซ์ก็สะบัดหน้าหันหลังก้าวเดินออกไปจากซอกกำแพงโบราณทันที ทิ้งให้คุณหญิงวิไลและกรณ์ยืนหน้าซีดเผือด ขาสั่นพั่บ ๆ อยู่กลางแดดจ้า โดยที่ จิรายุส ไม่ได้สนใจไยดีเลยแม้แต่น้อยว่าไกด์สาวตัวแสบที่วิ่งหนีหายไปนั้นจะเป็นใครมาจากไหน หรือสร้างความปั่นป่วนอะไรให้แก่ทริปนี้บ้าง
เมื่อแผ่นหลังกว้างของประธานหนุ่มเดินลับสายตาขึ้นรถหรูแล่นออกไปจากลานจอดรถ สองแม่ลูกตระกูลไฮโซตกอับก็ทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความหมดแรง
"ตายแน่ ๆ แม่... สามวันจะไปหาเงินที่ไหนมาใช้ตั้งห้าล้าน บ้านเราโดนยึดแน่ ๆ เลยวะแม่!" กรณ์โวยวายเสียงสั่นเครือ ยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองด้วยความเครียดจัดจนผมเผ้ายุ่งเหยิง
"เงียบปากไปเลยนะไอ้กรณ์ แกจะโวยวายให้มันได้อะไรขึ้นมาวะ" คุณหญิงวิไลแหวใส่ลูกชายหน้าตาตื่นด้วยความโมโห ก่อนที่สมองอันเจ้าเล่ห์เพทุบายจะเริ่มหมุนติ้วเพื่อหาทางเอาตัวรอด เธอนึกขึ้นได้ว่าตอนที่ตกลงจ้างวานไกด์สาวคนนั้น เธอมีหลักฐานสำคัญบางอย่างติดมืออยู่เพื่อจะเอามาใช้ฟ้องร้องหรืออ้างความซวยของตัวเอง
"เดี๋ยวนะ... เรายังพอมีข้ออ้าง! ถึงตาคุณประธานจะเมินเรื่องยัยไกด์นั่น แต่ตอนที่ยัยมะลิเซ็นรับงานกับฉัน ยัยนั่นยื่นสำเนาบัตรประชาชนให้ฉันลงทะเบียนเข้ากลุ่มทัวร์ VIP นี่นา" คุณหญิงวิไลโพล่งขึ้นด้วยความตื่นเต้น เธอนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังตกเป็นเหยื่อถูกหลอกเงินค่าจ้างไกด์ฟรี ๆ โดยที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย
ว่าแล้วคุณหญิงวิไลก็รีบควานมือเข้าไปในกระเป๋าแบรนด์เนมใบโต ค้นหากระเป๋าเงินพัลวันจนเจอแผ่นกระดาษสำเนาบัตรประชาชนที่พับเก็บไว้ เธอรีบคลี่มันออกแล้วยื่นสะบัดไปตรงหน้าลูกชายทันที
"นี่ไง! สำเนาบัตรประชาชนของยัยมะลิ! ยัยเด็กหน้ามึนต้มตุ๋นที่เชิดเงินพวกเราหนีไปไงล่ะ" คุณหญิงวิไลฟ้องเสียงสั่นด้วยความเจ็บใจ
"เราโดนยัยนี่หลอกเงินค่าจ้างไกด์ไปเหนาะ ๆ แถมยังมาซวยเจอเจ้าหนี้มหาโหดตามทวงบ้านอีก"
กรณ์รีบชะโงกหน้าเข้ามาเพ่งมองสำเนาบัตรในมือแม่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หัวใจเต้นรัวด้วยความหวังว่าอย่างน้อยเผื่อจะมีเบาะแสอะไรที่พอจะเอาไปใช้ประโยชน์หรือแจ้งความได้บ้าง แต่พอสายตาได้กวาดมองรูปถ่ายและรายละเอียดบนบัตร สองแม่ลูกก็ต้องชะงักกึกไปพร้อมกัน
ในสำเนาบัตรประชาชนใบนั้น ปรากฏรูปถ่ายของหญิงสาวหน้าตาท่าทางเรียบร้อยคนหนึ่ง เส้นผมรวบตึง และที่สำคัญคือ โครงหน้าและรูปพรรณสัณฐานไม่มีส่วนไหนคล้ายคลึงกับ "เพียงลดา" หรือไกด์สาวจอมกะล่อนที่เพิ่งวิ่งหนีหายไปเลยแม้แต่นิดเดียว มันเป็นใบหน้าของใครก็ไม่รู้ที่ดูธรรมดาและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กรณ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงง
"เอ๊ะ... แม่ ทำไมหน้าตาในบัตรมันไม่ใช่ยัยไกด์คนที่เราจ้างเดินเที่ยวเมื่อกี้ล่ะ คนละคนกันชัด ๆ"
คุณหญิงวิไลก้มลงเพ่งมองรูปถ่ายในสำเนาบัตรสลับกับภาพจำของไกด์สาวที่เพิ่งวิ่งหนีไป เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรืด
"ตายแล้ว จริงด้วย ยัยเด็กนั่นมันใช้บัตรประชาชนปลอม หรือไม่ก็เอาบัตรคนอื่นมาแอบอ้างสวมสิทธิจ้างงานกับเราสิเนี่ย"
ความจริงที่ปรากฏทำให้สองแม่ลูกยิ่งรู้สึกเหมือนตกอยู่ในหลุมพรางที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ พวกเขาไม่เพียงแต่ถูกไกด์สาวลึกลับต้มตุ๋นเงินค่าจ้างและทิ้งให้ทัวร์ล่มไม่เป็นท่าเท่านั้น แต่สำเนาบัตรประชาชนใบนี้ยังไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง เพราะมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และไม่มีทางที่จะใช้เป็นเบาะแสในการตามหาตัวเพื่อเอาผิดอะไรได้เลย
รถยนต์หรูคันงามเคลื่อนตัวออกจากลานจอดโบราณสถาน มุ่งหน้าสู่ถนนสายหลักเพื่อเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่เงียบสงบและเย็นฉ่ำ
จิรายุส เอนหลังพิงเบาะหนังนุ่ม ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนพนักแขนเบา ๆ อย่างใช้ความคิด แม้ภารกิจทวงหนี้ของครอบครัวคุณหญิงวิไลจะถูกขีดเส้นตายไว้ที่สามวัน แต่ในหัวสมองอันชาญฉลาดและรอบคอบของประธานหนุ่มไฟแนนซ์ เขากลับไม่ได้โฟกัสเพียงแค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว
เงาของใครบางคนยังคงติดค้างอยู่ในห้วงความคิด “เพียงลดา” ลูกหนี้ตัวแสบที่สวมสิทธิรถและเบี้ยวหนี้หายเข้ากลีบเมฆไปก่อนหน้านี้
คิดได้ดังนั้น จิรายุสก็กดโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูที่เชื่อมต่อกับหน้าจอบนคอนโซลหน้ารถผ่านระบบบลูทูธ นิ้วเรียวกดโทรออกหาเลขานุการส่วนตัวอย่างรวดเร็ว รอสัญญาณเพียงไม่กี่อึดใจ ปลายสายก็กดรับด้วยน้ำเสียงน้อมรับและรวดเร็ว
"สวัสดีค่ะท่านประธาน มีอะไรให้ดิฉันรับใช้ค่ะ" เสียงปลายสายดังขึ้น
"เรื่องยายเพียงลดา ลูกหนี้ตัวแสบที่หลบหนีคดีสวมสิทธิรถและเบี้ยวหนี้บริษัทเรา..." จิรายุสเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ แต่น้ำเสียงแฝงไปด้วยความกดดันที่ทำเอาเลขาสาวถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
"ทีมภาคสนามที่ส่งไปเฝ้าหอพักของเธอรายงานความคืบหน้ามาว่ายังไงบ้าง ยัยนั่นกลับไปโผล่ที่ห้องพักบ้างหรือยัง"
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่เสมือนกำลังพลิกดูรายงานในแท็บเล็ต ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหนักใจ
"เอ่อ... ทางทีมภาคสนามเพิ่งส่งรายงานอัปเดตล่าสุดมาเมื่อสักครู่นี้เองค่ะท่านประธาน" เลขาสาวเว้นจังหวะหายใจเล็กน้อย
"รายงานแจ้งว่า เพียงลดาไม่ได้กลับไปที่หอพักเลยค่ะท่าน... เธอหายตัวไปติดต่อกันเป็นเวลาสองวันเต็ม ๆ แล้ว เหมือนเธอจะระวังตัวและไหวตัวทันเป็นอย่างดีค่ะ"
ทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น ดวงตาสีนิลคมกริบของ จิรายุส ก็หรี่แคบลงทันที ความรู้สึกหงุดหงิดระคนฉุนเฉียวพลุ่งพล่านขึ้นมาในอกจนน่าแปลกใจ
"หายตัวไปสองวันเต็ม ๆ อย่างนั้นเรอะ ยัยตัวแสบนี่ชักจะเก่งกาจและหนีเก่งขึ้นทุกวันแล้วสิ!"
"ไม่ได้กลับห้องมาสองวัน..." จิรายุส ทวนคำพูดนั้นลอดไรฟันด้วยความเคียดแค้น มุมปากหยักหนายกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเยียบเย็น
"เก่งมากนะ... คิดเหรอว่าหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้แล้วจะรอดพ้นเงื้อมมือฉันไปได้ตลอดรอดฝั่ง"
"จะให้ทางเราขยายวงสืบสวนไปยังสถานที่อื่น ๆ ไหมคะ" เลขาสาวรีบเสนอทางเลือกด้วยความร้อนรน
"ไม่ต้อง..." จิรายุส ตัดบทเสียงเฉียบขาด แววตาวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่น
"ปล่อยให้เธอลอยนวลระแวงเล่นไปก่อนอีกสักระยะ... ในเมื่อหอพักไม่มีตัวตน คนเราหนีได้ก็ต้องมีวันโผล่หางออกมาเอง จับตาดูความเคลื่อนไหวบัญชีและคนรอบตัวเธอไว้ให้ดี ถ้ามีความคืบหน้าอะไรมารายงานฉันทันที"
"รับทราบค่ะท่านประธาน จะให้ทีมงานเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดค่ะ"
จิรายุส กดวางสายโทรศัพท์มือถือลง ใบหน้าหล่อเหลายังคงบึ้งตึงด้วยความขัดใจ ดวงตาสีนิลมองทอดออกไปนอกกระจกรถที่สะท้อนภาพตึกรามบ้านช่อง
เกมไล่ล่าระหว่างประธานหนุ่มไฟแนนซ์ผู้ไม่เคยยอมให้ใครเอาเปรียบ กับลูกหนี้สาวจอมเจ้าเล่ห์ผู้เชี่ยวชาญในการหลบหนี ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด และไม่ว่าเพียงลดานจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เขาก็พร้อมจะพลิกแผ่นดินลากคอกลับมารับโทษให้สาสมในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน
