บทที่ 13 กฎของมิจฉาชีพผู้มีจรรยา

แสงอาทิตย์ยามเย็นที่ควรจะสาดส่องอบอุ่น ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดของค่ำคืนในป่าทึบ ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเต็มไปด้วยความวังเวงและลมหนาวระลอกใหญ่ที่พัดโชยเข้ามากระทบผิวกายจนเยือกเย็น ร่างบางของ “เพียงลดา” ก้าวเท้าเดินย่ำไปตามพื้นดินแห้ง ๆ อย่างทุลักทุเล มือข้างหนึ่งยกขึ้นปัดปอยผมที่ปรกลงมาเคลียข้างแก้ม ขณะที่ดวงตากลมโตพยายามกวาดมองหาที่หลบภัยท่ามกลางความมืดมิด

เดินวนเวียนหลงอยู่ในดงไม้ทึบอยู่นานสองนาน จนกระทั่งเธอมาสะดุดตากับเงาตะคุ่มของมุมพักไม้เก่า ๆ หลังคามุงสังกะสีผุพังที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่พอดี

"โอ๊ะ มีมุมพักตรงนั้นด้วย รอดตายแล้วยายลดา" เพียงลดาอุทานออกมาด้วยความดีใจ เธอรีบเร่งฝีเท้าวิ่งตรงไปยังเพิงพักร้างทันที

ทว่า... ในจังหวะที่เธอก้าวเท้าเข้าไปข้างใน เสียงทุ้มต่ำและคุ้นหูอย่างยิ่งก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมาจากมุมมืดของเพิงพัก

"หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ... ยัยตัวแสบ!"

เพียงลดาชะงักกึก หัวใจแทบหล่นไปตาตุ่ม เธอดึงไฟฉายจากมือถือที่แบตใกล้หมดกะพริบส่องไปทางต้นเสียง แล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของ “จิรายุส” กำลังยืนกอดอกพิงเสาไม้ มองตรงมาที่เธอด้วยแววตาดุดัน

"ตา...จิรายุส!" เพียงลดาอุทานเสียงหลง ถอยหลังกรูดไปชนกับขอบทางเข้ามุมพัก

"ทะ... ทำไมคุณถึงมาโผล่อยู่ที่นี่ได้เนี่ย!"

"ฉันควรจะเป็นคนถามเธอมากกว่านะ เพียงลดา!" จิรายุสเค้นเสียงลอดไรฟัน ก้าวเท้ายาว ๆ เข้ามาประชิดตัวเธอด้วยใบหน้าบึ้งตึง 

"เธอจงใจหลอกฉันให้เดินเข้าป่ารกจนหลงทาง แล้วสุดท้ายเราก็ดันเดินวนมาเจอที่เดียวกันจนได้สินะ ฝีมือเธอใช่ไหม!"

"เปล่าสักหน่อยนะ!" เพียงลดาโวยวายเสียงสั่น รีบยกมือขึ้นปัดป้องพัลวัน 

"ใครจะไปรู้ล่ะว่าป่าบ้าพอนี่จะมีเพิงร้างซุกอยู่มุมเดียวกัน ต่างคนต่างหาที่พักเถอะน่า อย่าเพิ่งมาหาเรื่องกันในสภาพหน้าตาตื่นแบบนี้เลย"

จิรายุส หรี่ตามองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อผ้าชุดไกด์สาวสวยหรูของเธอตอนนี้มีรอยเปื้อนฝุ่นและเศษใบไม้เล็กน้อย เช่นเดียวกับตัวเขาที่ดูเหนื่อยล้าไม่แพ้กัน ประธานหนุ่มถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่ด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เพิงพัก แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งชีวิตที่นอนซุกตัวอยู่มุมห้อง

"นั่น... ใครน่ะ" จิรายุส พยักพเยิดหน้าไปทางมุมห้องที่มีเสียงครางเบา ๆ ดังเล็ดลอดออกมา

เพียงลดาชะงัก หันไปมองตาม แล้วรีบเดินเข้าไปหาทันที 

"ตายจริง! คุณยายคะ!"

ที่มุมมืดของเพิงพัก มีร่างของหญิงชราคนหนึ่งในชุดเสื้อผ้าพื้นบ้านกำลังนั่งกุมข้อเท้าตัวเองด้วยความเจ็บปวด สีหน้าซีดเซียวและเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความเหนื่อยอ่อน

"ยายหลงทางลูกเอ้ย... เดินหาทางออกแล้วข้อเท้าพลิก เดินต่อไม่ไหว เจ็บเหลือเกิน..." คุณยายส่งเสียงครางด้วยความทรมาน

เพียงลดาไม่รอช้า เธอรีบทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้าง ๆ คุณยายทันทีด้วยความเห็นอกเห็นใจ 

"ตายแล้วคุณยาย เจ็บตรงข้อเท้านี้ใช่ไหมคะ เดี๋ยวหนูดูให้นะคะ"

จิรายุส ยืนมองภาพนั้นด้วยความแปลกใจระคนเคลือบแคลง เขาก้าวเข้าไปใกล้เพื่อดูสถานการณ์ 

"นี่เธอคิดจะทำอะไรอีก จะไปหลอกต้มตุ๋นอะไรคุณยายแกอีก เพียงลดา"

"นี่! ตาบ้า! คนกำลังเดือดร้อน คุณยายแกเจ็บตัวอยู่เห็นไหมเนี่ย เลิกเอาอคติมามองฉันสักวันจะได้ไหมเล่า!" เพียงลดา หันมาแหวใส่ จิรายุส เสียงเขียวด้วยความโมโห ก่อนจะหันกลับไปสนใจคุณยายต่อ 

"คุณยายอดทนหน่อยนะคะ เดี๋ยวหนูช่วยดูแผลให้ค่ะ"

หญิงสาวใช้มือเรียวสำรวจข้อเท้าของคุณยายอย่างเบามือ พบว่ามีรอยฟกช้ำและบวมเป่ง โชคดีที่ในกระเป๋าผ้ากันน้ำสะพายข้างของเพียงลดามีผ้าเช็ดหน้าสะอาดและยาสามัญประจำบ้านพกติดตัวมาด้วยเล็กน้อย เธอหยิบมันออกมาอย่างคล่องแคล่ว

"ดีนะที่พกยาหม่องกับปลาสเตอร์มาด้วย..." เพียงลดาพึมพำเบา ๆ เธอบรรจงทานวดน้ำมันนวดและยาหม่องลงบนข้อเท้าที่บวมช้ำของคุณยายอย่างแผ่วเบา พร้อมทั้งหยิบเสื้อคลุมกันหนาวตัวนอกมาห่มคลุมไหล่ให้คุณยายเพื่อบรรเทาความหนาว 

"อดทนหน่อยนะคะคุณยาย เดี๋ยวอาการจะดีขึ้นค่ะ"

จิรายุส ยืนกอดอกมองการกระทำนั้นเงียบ ๆ แววตาสีนิลคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและเคียดแค้น ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความฉงนสนเท่ห์

ผู้หญิงคนนี้... ปกติเห็นเอาแต่หนีหนี้และหาทางต้มตุ๋นคนอื่นไปวัน ๆ แต่ทำไมเวลานี้... ถึงดูใส่ใจคนแก่แปลกหน้าได้อย่างอ่อนโยนขนาดนั้น

"หนูเอ๊ย... ขอบใจมากนะลูก หนูเป็นคนดีจริง ๆ ..." คุณยายน้ำตาคลอเบ้า เอื้อมมือเหี่ยวย่นมาลูบหัวเพียงลดาด้วยความซาบซึ้ง

"ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณยาย เดี๋ยวเราต้องหาอะไรกินกันก่อนนะคะ จะได้มีแรง"

ว่าแล้วเพียงลดาก็เปิดกระเป๋าผ้าของตัวเองอีกครั้ง คว้าห่อขนมปังกรอบและแครกเกอร์ที่ค่อนข้างแห้งสนิทออกมา สองห่อแบ่งยื่นให้คุณยายครึ่งหนึ่ง และเก็บไว้กินเองส่วนหนึ่ง

เธอยื่นแครกเกอร์ชิ้นหนึ่งไปตรงหน้า จิรายุส ที่ยืนมองอยู่เงียบ ๆ 

"อ่ะ... กินซะหน่อยเถอะ หน้าตาคุณตอนนี้เหมือนคนอดอยากปากแห้งมาสามวันแล้ว เดี๋ยวจะเป็นลมตายคาเพิงร้างซะก่อน ฉันไม่อยากตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมนะบอกไว้ก่อน"

จิรายุส เลิกคิ้วขึ้นสูง มองหน้าหญิงสาวสลับกับขนมปังในมือเธอ 

"ฉันเนี่ยนะอดอยาก เธอคิดว่าฉันเป็นใครกัน เพียงลดา"

"ก็เป็นประธานบริษัทไฟแนนซ์จอมโหดไงละคะ แต่ตอนนี้... ต่อให้คุณมีเงินพันล้านในบัญชี ก็ซื้อข้าวกินกลางป่าดงดิบไม่ได้หรอกน่า รับๆ ไปเถอะหน่า หิวจะตายอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง" เพียงลดาค้อนขวับใส่ พลางยัดห่อขนมใส่มือแกร่งของเขาดื้อ ๆ

จิรายุส ชะงักไปชั่วครู่ ก้มมองห่อขนมปังในมือสลับกับใบหน้าเรียวที่ตอนนี้เปื้อนคราบฝุ่น แต่แววตากลับเปล่งประกายความจริงใจและมีน้ำใจอย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะยอมแกะซองขนมกินเข้าไปเงียบ ๆ โดยไม่เอ่ยปากเถียงอะไรออกมาอีก

บรรยากาศภายในเพิงพักร้างตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดอู้อี้ด้านนอก

เพียงลดาหันมานั่งประกบดูแลคุณยาย ชวนพูดคุยผ่อนคลายความกลัวให้หญิงชราจนกระทั่งคุณยายเผลอหลับไปด้วยความเพลีย เธอจึงค่อย ๆ ขยับตัวถอยออกมานั่งพิงผนังไม้อีกมุมหนึ่งของเพิง ยกมือขึ้นกอดอกตัวเองเพราะความหนาวเย็นยามค่ำคืน

จิรายุส ที่นั่งเงียบอยู่ฝั่งตรงข้าม มองอาการของหญิงสาวเงียบๆ ร่างสูงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจถอดเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวผ้าหนาของตัวเอง เดินตรงเข้าไปคลุมไหล่ให้เธอเงียบ ๆ

เพียงลดา สะดุ้งโหยง เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตกใจ 

"อะ... อะไรของคุณเนี่ย จิรายุส"

"ใส่ไว้ซะ..." จิรายุส เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉียบ 

"ลมเริ่มแรงขึ้นแบบนี้ เดี๋ยวก็ไข้กินตายคาเพิงร้างนี่หรอก ฉันยังไม่ได้เงินค่ารถคืนจากเธอเลย อย่าเพิ่งรีบตายตอนนี้ล่ะ"

เพียงลดาชะงัก ก้มมองเสื้อแจ็คเก็ตตัวโคร่งที่อบอุ่น เธอกระชับเสื้อเข้าหาตัวเบา ๆ เม้มปากแน่นแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา

"นี่... คุณจิรายุส ถามจริง ๆ เถอะ..." เพียงลดาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงติดจะลังเลเล็กน้อย 

"คุณเกลียดฉันมากเลยใช่ไหม ที่ฉันหนีหนี้แล้วก็สร้างเรื่องปวดหัวให้คุณขนาดนี้"

จิรายุส นั่งลงพิงเสาไม้ฝั่งตรงข้าม ดวงตาสีนิลคมกริบทอดมองหน้าเธอนิ่งนาน แสงไฟฉายสลัวๆ สะท้อนใบหน้าของทั้งคู่

"เกลียดเหรอ..." จิรายุส ทวนคำ พลางแค่นหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ 

"ถ้าถามเมื่อก่อน... ใช่ ฉันอยากจะลากคอเธอไปเข้าคุกให้เข็ดหลาบข้อหาเบี้ยวหนี้นักหนา ยัยเด็กแสบจอมกะล่อนที่ไม่เคยทำตามสัญญาอะไรเลยสักอย่าง" เพียงลดาหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย หลบสายตา 

"ก็คนมันไม่มีจ่ายนี่นา..."

"แต่พอมาเห็นวันนี้..." จิรายุส พูดต่อ น้ำเสียงทุ้มลึกเจือความครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ดวงตาสีนิลจับจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตของหญิงสาว 

"ผู้หญิงที่หนีหนี้หัวซุกหัวซุนอย่างเธอ กลับเป็นคนเดียวกันกับที่นั่งทำแผลให้ยายแก่หลงทาง แบ่งอาหารชิ้นสุดท้ายให้คนอื่นกิน และห่วงใยคนรอบข้างมากกว่าตัวเอง..."

เพียงลดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะอย่างประหลาดเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

"ฉันชักจะไม่แน่ใจแล้วสิ..." จิรายุส พึมพำเบา ๆ แววตาสีนิลทอประกายความสับสนอย่างเห็นได้ชัด 

"ว่าจริง ๆ แล้ว... ตัวตนไหนกันแน่คือตัวตนที่แท้จริงของเธอกันแน่ เพียงลดา... เธอกันแน่ที่เป็นแค่มิจฉาชีพจอมลวงโลก หรือฉันกันแน่ที่มองคนผิดไปตั้งแต่แรก"

บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบลงทันที มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งคู่ที่เต้นโครมคราม จิรายุส มองหน้าเพียงลดาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยคิดว่าเธอเป็นแค่มิจฉาชีพไร้จิตสำนึก ตอนนี้เขากลับเริ่มสับสนและมองเห็นมุมมองที่อ่อนโยนในตัวเธออย่างปฏิเสธไม่ได้

เพียงลดาเม้มปากแน่น หัวใจเต้นรัวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในอก ท่ามกลางความมืดมิดของป่าลึกและความหนาวเหน็บยามค่ำคืน เรื่องราวระหว่างเจ้าหนี้มหาโหดกับลูกหนี้สาวจอมกะล่อน กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ไม่มีใครคาดคิด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป