บทที่ 1 วิวาห์มรณะและหนังสือหย่าเปื้อนหมึก
ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับกระดูกทุกชิ้นถูกบดขยี้ด้วยเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ กลิ่นคาวเลือดผสมคลุกเคล้ากับกลิ่นเหม็นไหม้ของยางรถยนต์ยังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาท 'หลินซี' จำได้ดีว่าวินาทีสุดท้ายของชีวิต เธอจมกองเลือดอยู่หน้ารถสปอร์ตคันหรูที่พลิกคว่ำหลายตลบกลางสี่แยกไฟแดง ภาพใบหน้าแสยะยิ้มของรองประธานบริษัทที่ขับรถพุ่งชนเธอยังคงแจ่มชัด ทรยศ... หักหลัง... นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ซีอีโอสาวแห่งยุค 2026 ได้รับเป็นรางวัลตอบแทนความทุ่มเท
แต่แล้ว... ทำไมเธอถึงยังมีความรู้สึกนึกคิดอยู่? เปลือกตาที่หนักอึ้งดั่งถูกถ่วงด้วยหินผาค่อยๆ ปรือขึ้น แสงเทียนสีแดงสลัวระยิบระยับแยงตาจนเธอต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส สิ่งแรกที่หลินซีสัมผัสได้คือความหนักอึ้งบนศีรษะ ราวกับมีใครเอาเจดีย์ทองคำมาวางทับไว้ มือเรียวบางที่ขาวซีดไร้สีเลือดค่อยๆ ยกขึ้นแตะศีรษะของตนเอง เธอพบกับเครื่องประดับหงส์ทองคำสลักลวดลายวิจิตรที่ร้อยเรียงด้วยไข่มุกและอัญมณีระย้า "นี่มัน... อะไรกัน?" น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าและหวานใสกว่าเสียงเดิมของเธอมาก หลินซีกวาดสายตามองไปรอบกาย สติสัมปชัญญะที่เริ่มกลับมาทำงานอย่างเต็มรูปแบบทำให้เธอต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ห้องกว้างขวางที่เธอตื่นขึ้นมานั้นถูกตกแต่งด้วยสีแดงมงคลทั่วทุกสารทิศ หน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายโบราณถูกปิดสนิท มีตัวอักษร 'ซวงสี่' (มงคลคู่) สีทองขนาดใหญ่ติดอยู่กลางห้อง บนโต๊ะกลมกลางห้องมีกาน้ำชาและจอกสุรามงคลทำจากหยกเนื้อดีวางเคียงคู่กัน ส่วนเตียงกว้างที่เธอนั่งอยู่ก็ปูด้วยผ้าไหมสีแดงสด โรยหน้าด้วยถั่วลิสง พุทราจีน และเมล็ดบัว ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์ของการอวยพรให้มีทายาทสืบสกุลตามธรรมเนียมจีนโบราณ! ยังไม่ทันที่ซีอีโอสาวจะได้หาคำตอบให้กับสถานการณ์สุดแสนจะพิลึกพิลั่นนี้ อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงก็จู่โจมเข้ามาอีกระลอก พร้อมกับกระแสความทรงจำแปลกปลอมที่ไหลบ่าเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนแตก!
มู่หรงซี... คือชื่อของเจ้าของร่างนี้ นางคือคุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพพิทักษ์แคว้น มารดาแท้ๆ สิ้นใจไปตั้งแต่เธอยังแบเบาะ ทิ้งให้นางต้องเติบโตมาท่ามกลางการเสแสร้งและแผนการร้ายของแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างมารดา มู่หรงซีคนเดิมเป็นเพียงหญิงสาวหัวอ่อน โง่งม และรักคนผิด นางหลงรัก 'เซียวหยาง' หรือ 'อ๋องเซียวหยาง' ชายผู้สูงศักดิ์ที่ได้รับฉายาจากผู้คนทั่วหล้าว่า 'พญายมราชหน้าหยก' ด้วยความหล่อเหลาที่หาตัวจับยาก แต่กลับมีจิตใจเย็นชาและโหดเหี้ยมเด็ดขาดในการทำศึก ความรักที่มืดบอดทำให้มู่หรงซีตกเป็นเครื่องมือของน้องสาวต่างมารดา นางถูกใส่ร้ายว่าวางยาพิษทำร้ายผู้คน ถูกตราหน้าว่าเป็นสตรีร้ายกาจแห่งเมืองหลวง และฟางเส้นสุดท้ายคือการที่นางถูกจัดฉากให้ไปอยู่ในจวนของอ๋องเซียวหยางในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย จนเกิดเป็นข่าวฉาวโฉ่สะเทือนไปทั้งราชสำนัก ฮองไทเฮาผู้ทรงรักหน้าตาของราชวงศ์ยิ่งชีพ จึงจำพระทัยต้องออกราชโองการพระราชทานสมรส เพื่อยุติข้อครหาและปัดความรับผิดชอบ
แน่นอนว่าการแต่งงานครั้งนี้ ไม่ต่างอะไรกับการส่งมู่หรงซีไปลงนรกทั้งเป็น! ร่างเดิมตรอมใจอย่างหนัก ทั้งหวาดกลัวคำขู่ฆ่าของเซียวหยาง ทั้งเสียใจที่ถูกบิดาแท้ๆ ตัดขาด ในคืนเข้าหอ... มู่หรงซีคนเดิมจึงตัดสินใจกลืนยาพิษปลิดชีพตัวเอง ทิ้งความอัปยศและหนีความจริงอันโหดร้าย ปล่อยให้วิญญาณของหลินซี ซีอีโอสาวผู้แข็งแกร่งจากอนาคต เข้ามาสวมรอยแทนที่! "โง่เขลาเสียจริง" หลินซีแค่นยิ้มหยันให้กับชะตากรรมของเจ้าของร่างเดิม มือเรียวค่อยๆ ดึงปิ่นทองและมงกุฎหงส์ที่หนักอึ้งออกจากศีรษะ โยนมันทิ้งลงบนเตียงอย่างไม่ไยดี "ผู้ชายไม่ได้มีคนเดียวในโลก ทำไมต้องยอมตายเพื่อคนที่ไม่ได้รักเราด้วย? ในเมื่อฉันได้ชีวิตใหม่ในร่างนี้แล้ว ฉันนี่แหละจะสั่งสอนให้รู้เองว่า สตรีที่แท้จริงเขาเอาตัวรอดกันยังไง!"
ปัง!! ยังไม่ทันที่หลินซีจะได้ลุกขึ้นสำรวจความเรียบร้อย บานประตูไม้แกะสลักก็ถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนบานพับแทบหลุด สายลมเย็นเฉียบจากภายนอกพัดวูบเข้ามา ทำให้เปลวเทียนสีแดงในห้องวูบไหวราวกับหวาดกลัวผู้มาเยือน ร่างสูงใหญ่ของผู้บุกรุกก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างเงียบเชียบทว่าดุดัน กลิ่นอายสังหารและแรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนทำให้บรรยากาศในห้องอึดอัดลงถนัดตา หลินซีหรี่ตาลงมองผู้มาใหม่ บุรุษเบื้องหน้าสวมชุดมงคลสีแดงเข้มที่ตัดเย็บด้วยดิ้นทองลวดลายพยัคฆ์เหิน รูปร่างของเขาสูงโปร่งและเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้า ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับรูปสลักของเทพเจ้า คิ้วเข้มพาดเฉียงดุจกระบี่ จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากบางเฉียบที่เม้มเข้าหากันแน่น ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินซีต้องชะงักไปชั่วครู่คือ ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬคู่นั้น... มันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง รังเกียจ และความเย็นชาที่ลึกล้ำราวกับก้นเหว
เขาคือ 'อ๋องเซียวหยาง' ไม่ผิดแน่ "มู่หรงซี..." น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังลอดไรฟัน ราวกับว่าแค่เอ่ยชื่อของนางก็ทำให้เขาขยะแขยงจนทนไม่ไหว หลินซียังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัว ลนลาน หรือร้องไห้ฟูมฟายตามที่มู่หรงซีคนเดิมมักจะทำ เธอเพียงแค่ประสานสายตากับเขาอย่างเยือกเย็น ท่าทีสงบนิ่งนั้นทำให้เซียวหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ แต่ความเกลียดชังในใจก็กลบเกลื่อนความสงสัยนั้นไปอย่างรวดเร็ว "อย่าคิดว่าการที่เจ้าใช้อุบายสกปรก บีบบังคับให้เสด็จย่าออกราชโองการสมรส จะทำให้เจ้ากลายเป็นชายาของข้าได้อย่างสมบูรณ์" เซียวหยางก้าวเข้ามาใกล้ โยนกระดาษม้วนหนึ่งลงบนโต๊ะกลมตรงหน้าเธออย่างแรง "ข้าไม่มีวันยอมรับสตรีแพศยาและมากเล่ห์เพทุบายเช่นเจ้า!"
หลินซีปรายตามองม้วนกระดาษที่ถูกโยนมา ก่อนจะตวัดสายตากลับไปมองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังถมึงทึง "นั่นคืออะไร?" "หนังสือหย่า!" เซียวหยางตวาดลั่น "หากไม่ใช่เพราะราชโองการ เจ้าคิดหรือว่าสตรีแพศยาเช่นเจ้าจะได้ก้าวเท้าเข้ามาในจวนของข้า? อยู่เงียบๆ ไปซะ อย่าได้คิดมารยา! ลงนามในนั้น แล้วพรุ่งนี้เช้าจงไสหัวออกจากจวนของข้าไปซะ!" คำพูดที่ไร้เยื่อใยและเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม หากเป็นมู่หรงซีคนเดิมคงร่ำไห้จนขาดใจตายไปแล้ว (ซึ่งนางก็ตายไปแล้วจริงๆ) แต่สำหรับหลินซี... ผู้บริหารหญิงที่ผ่านสมรภูมิธุรกิจพันล้าน ผ่านการเจรจาต่อรองที่ดุเดือด และเผชิญหน้ากับพวกผู้ชายหัวงูมานักต่อนัก คำขู่แค่นี้ของอ๋องหนุ่มไม่ต่างอะไรกับเสียงหมาเห่าใบตองแห้ง
หลินซีไม่ตอบโต้ด้วยการด่าทอ เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน จัดแจงเสื้อคลุมสีแดงที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ รูปร่างของมู่หรงซีนั้นบอบบางและเย้ายวน แต่ในยามนี้ กลับแผ่ซ่านออร่าความสง่างามและความกดดันบางอย่างที่แม้แต่เซียวหยางเองก็ยังอธิบายไม่ถูก หญิงสาวเดินนวยนาดไปที่โต๊ะกลม หยิบม้วนกระดาษนั้นขึ้นมาคลี่อ่านอย่างใจเย็น ดวงตาหงส์กวาดมองตัวอักษรบนหน้ากระดาษอย่างรวดเร็วราวกับกำลังตรวจทานสัญญาธุรกิจ "ข้อตกลงการหย่าร้าง... ขาดความผูกพันฉันท์สามีภรรยา... ไม่มีสินสมรสตกทอด... ไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อเสียงของจวนอ๋องเซียวหยาง..." หลินซีอ่านออกเสียงเบาๆ ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ "ท่านอ๋องช่างรอบคอบเสียจริง ตัดขาดกันแบบไม่เหลือแม้แต่เศษเงินให้ดูต่างหน้า ช่างเป็นสุภาพบุรุษเสียเหลือเกิน"
น้ำเสียงประชดประชันที่ราบเรียบแต่กรีดลึกถึงกระดูก ทำให้เซียวหยางชะงักไป สตรีผู้นี้... เหตุใดจึงไม่มีน้ำตา? เหตุใดนางจึงไม่คุกเข่าอ้อนวอนขอร้องเขาเหมือนที่ผ่านมา? สายตาที่มองเขาในตอนนี้ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความรักใคร่หลงใหล มีเพียงความเย็นชาและแววตาประเมินค่าราวกับเขาสิ่งของชิ้นหนึ่งเท่านั้น "เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์? รีบเซ็นซะ!" เซียวหยางข่มความสงสัย สั่งเสียงแข็ง "แน่นอน ข้าเซ็นแน่" หลินซีตอบกลับทันควัน พร้อมกับหยิบแท่งหมึกขึ้นมาฝนกับแท่นฝนหมึกอย่างทะมัดทะแมง ท่วงท่าของเธอดูเป็นธรรมชาติและสง่างามจนน่าประหลาดใจ "ในเมื่อท่านไม่อยากได้ข้าเป็นภรรยา ข้าเองก็ไม่ได้พิศวาสบุรุษที่ตัดสินคนจากข่าวลือและอคติบังตาเช่นกัน"
"เจ้า!" เซียวหยางหน้าตึง กำหมัดแน่น ไม่เคยมีสตรีคนใดกล้าต่อปากต่อคำและด่าทอเขาทางอ้อมเช่นนี้มาก่อน! หลินซีไม่สนใจสายตาอาฆาตของเขา เธอจุ่มพู่กันลงในน้ำหมึก ก่อนจะตวัดปลายพู่กันลงบนหนังสือหย่าอย่างลื่นไหล ตัวอักษรที่ปรากฏนั้นไม่ได้อ่อนช้อยตามแบบฉบับสตรีในห้องหอ แต่กลับทรงพลัง หนักแน่น และเฉียบขาดสะท้อนถึงตัวตนของคนเขียนอย่างชัดเจน 'มู่หรงซี' ลายเซ็นที่สวยงามและเด็ดขาดถูกประทับลงบนแผ่นกระดาษ หลินซีเป่าหมึกให้แห้งเล็กน้อย ก่อนจะม้วนกระดาษนั้นแล้วยื่นส่งคืนให้เซียวหยางด้วยรอยยิ้มมุมปาก "เอาไปสิคะ หนังสือหย่าที่ท่านปรารถนา" เธอพูดด้วยน้ำเสียงฉะฉาน แววตาเต็มไปด้วยความท้าทาย "ถือว่าเราขาดกันแล้วตั้งแต่วินาทีนี้ ท่านหลุดพ้นจากสตรีที่ท่านรังเกียจ ส่วนข้า... ก็หลุดพ้นจากบุรุษที่ตาบอดและใจแคบ"
เซียวหยางรับหนังสือหย่ามาด้วยความรู้สึกสับสนอย่างรุนแรง เขามองสลับระหว่างกระดาษในมือกับใบหน้างดงามที่ดูเย่อหยิ่งของอดีตชายาหมาดๆ นี่มันผิดแผนไปหมด! ทำไมนางถึงยอมรับได้ง่ายดายเช่นนี้? แล้วแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจนั่นมันอะไรกัน? "ได้! งั้นท่านก็เตรียมตัวเอาไว้ให้ดีเถอะ ท่านอ๋อง" หลินซีเดินเข้าไปใกล้เขาอีกก้าว เงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงอย่างไม่เกรงกลัว "เปิดตาของท่านให้กว้างๆ แล้วคอยดูอดีตชายาคนนี้ กวาดล้างศัตรูที่เคยทำร้ายข้า และสร้างตัวเป็นเศรษฐีนีอันดับหนึ่งของแคว้นให้เต็มสองตาเถอะ!" คำประกาศกร้าวของสตรีร่างบางดังก้องกังวานไปทั่วห้องหอ เซียวหยางรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างจังด้วยคำพูดของนาง สตรีที่ขึ้นชื่อว่าไร้ค่าและโง่งมที่สุด กลับกล้าพูดจาโอหังว่าจะกลายเป็นเศรษฐีนีอันดับหนึ่งงั้นหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี!
"ข้าจะคอยดู ว่าสตรีที่ไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอนอย่างเจ้า จะรอดชีวิตไปได้สักกี่วัน" เซียวหยางแค่นเสียงสะบัดชายแขนเสื้อเตรียมจะเดินออกจากห้อง "เดี๋ยว!" หลินซีเรียกไว้เสียงดัง เซียวหยางหยุดชะงัก หันกลับมามองด้วยสายตาเยาะเย้ย 'หึ ในที่สุดก็ทนความเย่อหยิ่งของตัวเองไม่ได้ จะมาคุกเข่าอ้อนวอนข้าแล้วสินะ' เขาคิดในใจ แต่สิ่งที่หลินซีพูดกลับทำให้หน้าของเขาชาไปถึงสิบส่วน "ในเมื่อเราหย่ากันแล้ว ห้องนี้ก็ถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวของข้าในคืนนี้ รบกวนท่านอ๋องช่วยปิดประตูให้สนิทด้วย ข้าเพลียมากและต้องการพักผ่อน ส่วนพรุ่งนี้เช้า... ข้าจะเก็บของออกจากจวนนี้เองโดยไม่ต้องให้ใครมาไล่ อ้อ! และอย่าลืมสั่งคนใช้ให้เตรียมรถม้าไปส่งข้าด้วย ถือเป็นมารยาทเล็กๆ น้อยๆ ที่เจ้าบ้านพึงกระทำ เชิญ!"
หลินซีผายมือไปทางประตูอย่างเชิญชวน (ปนไล่) ก่อนจะเดินกลับไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้างอย่างไม่สนใจไยดีว่าบุรุษที่ยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่กลางห้องจะเป็นถึงท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจก็ตาม เซียวหยางยืนนิ่งอึ้ง ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง เขากัดฟันกรอด ก่อนจะสะบัดตัวเดินออกจากห้องไปอย่างหัวเสีย พร้อมกับกระแทกปิดประตูเสียงดังลั่นจนหลังคาแทบสะเทือน! ปัง!!! เสียงฝีเท้าของอ๋องหนุ่มค่อยๆ ไกลออกไป หลินซีที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นในความมืด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง "เกมเพิ่งจะเริ่มเท่านั้นล่ะ... ท่านอ๋องเซียวหยาง" ซีอีโอสาวกระซิบกับตัวเองในความเงียบ สมองอันปราดเปรื่องของเธอเริ่มประมวลผลและวางแผนการเอาชีวิตรอดในโลกใบใหม่นี้อย่างรวดเร็ว
พรุ่งนี้... จะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของ 'มู่หรงซี' ในเวอร์ชันที่ใครก็คาดไม่ถึง!
