บทที่ 2 รุ่งอรุณแห่งอิสรภาพและบ่าวผู้ภักดี
แสงอรุณรุ่งของวันใหม่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลัก ทาบทับลงบนพื้นห้องหอที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของขี้ผึ้งและกำยานมงคล 'หลินซี' ซีอีโอสาวจากยุคปัจจุบัน ค่อยๆ ลืมตาขึ้นต้อนรับเช้าวันแรกในภพชาติที่ไม่คุ้นเคย เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อประเมินสภาพร่างกายของ 'มู่หรงซี' แม้จะรอดพ้นจากความตายมาได้ แต่ความอ่อนเพลียและเรี่ยวแรงที่ถดถอยก็บ่งบอกชัดเจนว่า ร่างกายของคุณหนูใหญ่ผู้นี้ช่างบอบบางและขาดการดูแลอย่างรุนแรง
"เอาเถอะ อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่" หลินซีพึมพำกับตัวเองเบาๆ เธอหยัดกายลุกขึ้นนั่ง ปัดเศษถั่วลิสงและพุทราจีนที่โรยอยู่บนเตียงมงคลทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ก่อนจะก้าวลงจากเตียงและเดินตรงไปยังหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง
ภาพที่สะท้อนกลับมาทำให้หลินซีถึงกับชะงักไปชั่วครู่ สตรีในกระจกมีใบหน้างดงามหยดย้อยราวกับเทพธิดาจำแลง ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู คิ้วโก่งเรียวดั่งจันทร์เสี้ยว ดวงตากลมโตที่หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยดูเย้ายวนและดื้อรั้นอยู่ในที ผนวกกับริมฝีปากอวบอิ่มสีชาด... ไม่แปลกใจเลยที่มู่หรงซีคนเดิมจะถูกใส่ร้ายและตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่ายดาย ความงามที่ไร้ซึ่งอำนาจและสติปัญญาปกป้อง ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่ถือทองคำเดินฝ่าดงโจร
"หน้าตาเป็นอาวุธชั้นดีเสียด้วย มู่หรงซี... จากนี้ไป ฉันจะใช้ความงามนี้เบิกทาง และใช้สมองของฉันปกป้องมันเอง" หลินซีคลี่ยิ้มบางๆ ให้กับตัวเองในกระจก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเด็ดเดี่ยวแบบที่เจ้าของร่างเดิมไม่เคยมี
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น ตามด้วยเสียงสะอื้นไห้ของหญิงสาวที่ดังลอดเข้ามา "พระชายา... ฮึก... พระชายาเพคะ ทรงตื่นหรือยังเพคะ บ่าวเสี่ยวชุ่ยเองเพคะ"
หลินซีค้นหาความทรงจำในหัวอย่างรวดเร็ว 'เสี่ยวชุ่ย' คือสาวใช้คนสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน และเป็นเพียงคนเดียวในจวนแม่ทัพที่ยอมติดตามมู่หรงซีมายังจวนของ 'อ๋องเซียวหยาง' ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของผู้คน หญิงสาวเดินไปปลดล็อกและเปิดประตูออก
ทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างเล็กของสาวใช้ในชุดสีเขียวอ่อนก็ถลันเข้ามากอดขาหลินซีแน่น พร้อมกับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร "พระชายา! ท่านยังไม่ตาย! บ่าว... บ่าวได้ยินเสียงท่านอ๋องตะคอกใส่ท่านเมื่อคืน บ่าวคิดว่าท่านจะคิดสั้นไปเสียแล้ว ฮือๆๆ"
หลินซีมองสาวใช้ที่ร้องไห้จนตาบวมช้ำด้วยความรู้สึกอ่อนใจผสมเอ็นดู ในโลกธุรกิจที่เธอจากมา มีแต่คนใส่หน้ากากเข้าหากัน การได้เห็นความห่วงใยที่บริสุทธิ์ใจเช่นนี้ถือเป็นเรื่องล้ำค่า เธอคุกเข่าลงและใช้มือเรียวประคองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเสี่ยวชุ่ยให้เงยขึ้น
"หยุดร้องไห้ได้แล้วเสี่ยวชุ่ย น้ำตาไม่เคยช่วยแก้ปัญหา และมันก็ไม่สามารถทำให้ศัตรูสงสารเราได้" น้ำเสียงของหลินซีราบเรียบแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้เสี่ยวชุ่ยชะงักกึก สาวใช้เบิกตากว้าง มองผู้เป็นนายอย่างตกตะลึง ปกติแล้วคุณหนูของนางมักจะเอาแต่ร้องไห้และตัดพ้อโชคชะตา ทว่าเหตุใดเช้านี้... แววตาของคุณหนูถึงได้ดูน่าเกรงขามนัก?
"พระชายา... ท่าน..."
"จำไว้ให้ดี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าไม่ใช่มู่หรงซีคนที่อ่อนแอให้ใครมารังแกได้อีก และข้าก็ไม่ใช่พระชายาของจวนอ๋องแห่งนี้ด้วย" หลินซีประกาศกร้าว ก่อนจะเดินไปหยิบม้วน 'หนังสือหย่า' ที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาโบกไปมา "ข้าหย่ากับอ๋องหน้าเหม็นนั่นแล้ว! รีบไปเก็บข้าวของของพวกเราซะ เอาไปเฉพาะของใช้ส่วนตัวและของดูต่างหน้าของท่านแม่ข้า นอกนั้น... ทิ้งมันไว้นี่ ไม่ต้องเอาของจวนอ๋องไปแม้แต่ชิ้นเดียว!"
เสี่ยวชุ่ยอ้าปากค้าง สมองน้อยๆ ตามไม่ทันกับเหตุการณ์ที่พลิกผัน หย่า? คุณหนูที่รักท่านอ๋องยิ่งกว่าชีวิต ยอมเซ็นหนังสือหย่าตั้งแต่คืนแรกที่เข้าหอเนี่ยนะ!? แต่เมื่อเห็นสายตาดุดันของผู้เป็นนาย สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ก็รีบพยักหน้ารับคำและพุ่งตัวไปจัดการเก็บสัมภาระอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่ถึงครึ่งกัชชัว (สิบห้านาที) ห่อผ้าขนาดกลางสองห่อก็ถูกมัดเตรียมพร้อม หลินซีในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนที่ดูเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมงก้าวเดินออกจากเรือนหอพร้อมกับเสี่ยวชุ่ย ทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตูเรือนได้ไม่กี่ก้าว พวกเธอก็ถูกขวางไว้โดยชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ด้านหลังของเขามีทหารยามจวนอ๋องยืนคุมเชิงอยู่สี่นาย
"ช้าก่อน อดีตพระชายา" พ่อบ้านหวัง ผู้ดูแลความเรียบร้อยของจวนอ๋องเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดูแคลน สายตาของเขามองตั้งแต่หัวจรดเท้าของหลินซีราวกับมองสุนัขข้างถนน "ท่านอ๋องมีคำสั่งให้ข้าน้อยมาดูแลการ 'ย้ายออก' ของท่าน เพื่อให้แน่ใจว่าท่านจะไม่อิดออดหรือหยิบฉวยทรัพย์สมบัติของจวนอ๋องติดมือไป"
เสี่ยวชุ่ยโกรธจนหน้าแดง ก้าวออกไปบังหน้าหลินซี "พ่อบ้านหวัง! ท่านกล้าดีอย่างไรมากล่าวหาคุณหนูของข้า! ห่อผ้าพวกนี้มีแต่เสื้อผ้าเก่าๆ และปิ่นปักผมของฮูหยินเอกเท่านั้น!"
"หึ ข้าจะรู้ได้อย่างไร สตรีที่ใช้มารยาหลอกล่อจนได้สมรสพระราชทาน ย่อมไว้ใจไม่ได้เป็นธรรมดา" พ่อบ้านหวังแค่นหัวเราะ
หลินซีดึงแขนเสี่ยวชุ่ยให้หลบไปด้านหลัง ก่อนจะก้าวขึ้นมาประจันหน้ากับพ่อบ้านหวังด้วยท่าทีสง่างาม เธอไม่ได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่กลับยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบจนคนมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
"ตรวจดูสิ" หลินซีโยนห่อผ้าในมือลงแทบเท้าของพ่อบ้านหวัง "เปิดดูให้เต็มตาว่ามีเศษเงินเศษทองของเจ้านายพวกเจ้าติดมาสักอีแปะหรือไม่ แต่ถ้าหาไม่เจอ... เจ้าต้องคุกเข่าขอโทษข้าและสาวใช้ของข้าที่บังอาจหมิ่นประมาท"
พ่อบ้านหวังชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าสตรีที่ได้ชื่อว่าขี้ขลาดและไร้ค่าที่สุด จะกล้าท้าทายเขาด้วยความมั่นใจเช่นนี้ เขาพยักหน้าให้ยามสองคนเข้าไปรื้อค้นห่อผ้าอย่างหยาบคาย ข้าวของเครื่องใช้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยและเสื้อผ้าไม่กี่ชุดถูกเทกระจาดลงบนพื้นดิน ไม่มีของมีค่าใดๆ ของจวนอ๋องปะปนอยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
"ว่าอย่างไร พ่อบ้านหวัง? ตาบอดหรือเปล่า หรือต้องให้ข้าเอาแว่นขยายมาให้ส่อง?" หลินซีกอดอก เลิกคิ้วถามด้วยน้ำเสียงกังวานใส
พ่อบ้านหวังหน้าเสีย กัดฟันกรอด "ข้าน้อย... ข้าน้อยทำตามหน้าที่ ขออดีตพระชายาโปรดอภัย แต่เรื่องคุกเข่าขอโทษคงเป็นไปไม่ได้ ข้าน้อยเป็นคนของท่านอ๋อง ย่อมไม่ต้องคุกเข่าให้คนนอก... เชิญท่านออกไปจากจวนได้แล้ว รถม้าขยะสำหรับขนฟืนจอดรออยู่ประตูด้านหลัง"
"ประตูด้านหลัง? รถม้าขนฟืน?" หลินซีทวนคำช้าๆ แววตาประกายวาวโรจน์ "เมื่อคืนข้าบอกเจ้านายของพวกเจ้าชัดเจนแล้ว ว่าให้เตรียมรถม้าไปส่งข้าให้สมเกียรติ ในเมื่อเขาเป็นถึง 'พญายมราชหน้าหยก' แต่กลับใจแคบยิ่งกว่าสตรีในหอคณิกา ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้วเช่นกัน"
"เจ้าจะทำอะไร! ห้ามกล่าวล่วงเกินท่านอ๋องนะ!" พ่อบ้านหวังตวาด
"เสี่ยวชุ่ย เก็บของ" หลินซีสั่งเสียงเฉียบขาดโดยไม่สนใจเสียงนกเสียงกา "เราจะไม่เดินออกทางประตูหลัง แต่เราจะเดินออกทางประตูใหญ่! และถ้าใครกล้าขวาง... ข้าจะไปนั่งร้องไห้ฟูมฟาย ตีอกชกหัวอยู่หน้าจวนอ๋อง ประกาศให้ชาวเมืองหลวงรู้ไปเลยว่า อ๋องเซียวหยางขัดราชโองการของฮองไทเฮา รังแกสตรีไม่มีทางสู้ บีบบังคับให้หย่าในคืนเข้าหอ แล้วยังถีบหัวส่งราวกับหมูหมา! ลองดูสิว่า ชื่อเสียงที่สั่งสมมาของเจ้านายเจ้า กับหน้าตาของฮองไทเฮา สิ่งใดจะพังพินาศก่อนกัน!"
คำขู่ที่แทงถูกจุดตายและเต็มไปด้วยตรรกะการเจรจาต่อรองแบบฉบับนักธุรกิจ ทำให้พ่อบ้านหวังถึงกับหน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก หากเรื่องนี้หลุดรอดไปถึงหูชาวบ้านและลุกลามไปถึงราชสำนัก ท่านอ๋องต้องถูกลงอาญาข้อหาหมิ่นพระเกียรติฮองไทเฮาเป็นแน่! สตรีผู้นี้... เหตุใดจึงมีวาจาเชือดเฉือนและมองเกมขาดทะลุปรุโปร่งเช่นนี้!?
"ทะ... ท่าน... อย่าได้ทำเรื่องวุ่นวาย" พ่อบ้านหวังเสียงสั่น "ขะ... ข้าน้อยจะให้คนไปเตรียมรถม้าคันใหม่ และเปิดประตูใหญ่ให้ท่านเดี๋ยวนี้!"
"ก็แค่นั้น" หลินซีเหยียดยิ้มร้ายกาจ "จำไว้ พ่อบ้านหวัง คนที่ทิ้งจวนอ๋องแห่งนี้คือข้า ไม่ใช่พวกเจ้าที่ไล่ข้า... ไปกันเถอะเสี่ยวชุ่ย อากาศที่นี่มันเหม็นสาบคนหน้าไหว้หลังหลอก ข้าชักจะหายใจไม่ออกแล้ว"
หลินซีหมุนตัวเดินนำออกไปอย่างสง่างาม แผ่นหลังของเธอตั้งตรง ไร้ซึ่งร่องรอยของความพ่ายแพ้ เสี่ยวชุ่ยหอบห่อผ้าวิ่งตามผู้เป็นนายไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างประหลาด
...
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องหนังสือที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของจวน
'เซียวหยาง' ในชุดจินเป่าสีดำสนิท กำลังนั่งอ่านรายงานการทหารด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทว่าสมาธิของเขากลับไม่จดจ่ออยู่กับตัวอักษรเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเขามีแต่ภาพดวงตาหงส์ที่หยิ่งผยองและคำพูดท้าทายของสตรีหน้าตายคนนั้นเมื่อคืน
ก๊อกๆ "เรียนท่านอ๋อง องครักษ์เงาขอรายงานขอรับ"
"เข้ามา" เซียวหยางวางพู่กันลง "นางไปแล้วหรือยัง? ร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขออยู่ต่อเหมือนที่ข้าคาดไว้หรือไม่?"
องครักษ์เงาในชุดดำก้าวเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น สีหน้าของเขามีแววลำบากใจเล็กน้อย "เรียนท่านอ๋อง... พระชายา... เอ้อ อดีตพระชายา เก็บข้าวของออกไปแล้วขอรับ ทว่า..."
"ทว่าอะไร? พูดมาให้หมด!"
"นางไม่ได้ร้องไห้เลยแม้แต่หยดเดียวขอรับ หนำซ้ำยังขู่บังคับให้พ่อบ้านหวังเปิดประตูใหญ่และจัดเตรียมรถม้าชั้นดีไปส่งนาง นางเดินออกไปจากจวนด้วยท่วงท่าสง่างาม... ประหนึ่งแม่ทัพที่เพิ่งชนะศึกกลับมาขอรับ"
"อะไรนะ!?" เซียวหยางตบโต๊ะดังปังจนแท่นฝนหมึกสะเทือน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม ความสับสนปนเปกับความหงุดหงิดก่อตัวขึ้นในอกอย่างรุนแรง สตรีที่ไร้ค่าผู้นั้น... กล้าทำตัวหยิ่งยโสในจวนของเขา แล้วยังเดินเชิดหน้าออกไปอย่างไม่แยแสเนี่ยนะ!?
"มู่หรงซี... เจ้ากำลังเล่นตลกอะไรกันแน่..." เซียวหยางกัดฟันกรอด ดวงตาคมกริบทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย โดยไม่รู้ตัวเลยว่า... ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาและ 'เกม' ที่อดีตชายาของเขาได้ประกาศไว้ ได้เริ่มหมุนอย่างเป็นทางการแล้ว!
