บทที่ 7 สินค้าใหม่ของซีอีโอสาวและบุรุษลึกลับในยามวิกาล
ยามซวี (19.00 - 20.59 น.) ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่ค่อยๆ โรยตัวปกคลุมตรอกทิศใต้ ทว่าภายใน 'โรงหมอไป๋เฉ่า' กลับสว่างไสวไปด้วยแสงจากตะเกียงน้ำมันหอม บนโต๊ะไม้ตัวใหญ่กลางห้องปรุงยา เต็มไปด้วยภูเขาเงินตำลึงและตั๋วเงินจำนวนมหาศาลที่กองสูงจนแทบจะบังหน้าคนนั่ง
ยอดขายของโรงหมอพุ่งกระฉูดทะลุเป้าภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เป็นผลงานชิ้นเอกจากการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของ 'หลินซี' ที่เปลี่ยนการถูกอันธพาลบุกทำลายร้าน ให้กลายเป็นการสาธิตสรรพคุณของ 'ผงหัวเราะร่า' สินค้าป้องกันตัวที่เหล่าเศรษฐีและพ่อค้าแห่กันมาสั่งจองจนเกลี้ยงสต๊อก!
"สวรรค์... คุณหนูเจ้าคะ ตั้งแต่บ่าวเกิดมายังไม่เคยเห็นเงินทองมากมายก่ายกองถึงเพียงนี้เลยเจ้าค่ะ!" เสี่ยวชุ่ยนั่งพับเพียบอยู่บนพื้น มือเล็กๆ ของนางสั่นระริกขณะช่วยผู้เป็นเจ้านายนับก้อนเงินตำลึง ใบหน้าที่เคยเปื้อนน้ำตาแห่งความหวาดกลัวเมื่อตอนกลางวัน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ
หลินซีในร่างของมู่หรงซี นั่งจิบชาสมุนไพรอย่างใจเย็น ท่วงท่าของนางสง่างามและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของผู้ทรงอำนาจ แววตาของซีอีโอสาวที่เคยผ่านสมรภูมิธุรกิจพันล้าน กวาดมองกองเงินบนโต๊ะด้วยความพึงพอใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นจนเกินงาม
"นี่มันแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเสี่ยวชุ่ย" หลินซีวางถ้วยชาลง "การขายยาสกัดจุดอ่อนหรือยาถอนพิษ แม้จะได้กำไรก้อนโต แต่มันไม่ใช่สินค้าที่ผู้คนจะซื้อซ้ำได้ทุกวัน เราไม่สามารถนั่งรอให้คนถูกพิษหรือถูกลอบทำร้ายแล้วค่อยมาหาเราได้ หากต้องการสร้างอาณาจักรการค้าที่มั่นคง เราต้องมีสินค้าที่ทุกคน 'ต้องใช้' และ 'อยากใช้' อย่างต่อเนื่อง"
"สินค้าที่ต้องใช้และอยากใช้อย่างต่อเนื่องหรือเจ้าคะ?" เสี่ยวชุ่ยเอียงคอสงสัย "ยาบำรุงกำลังหรือเจ้าคะคุณหนู?"
"ผิดแล้ว" หลินซีเหยียดยิ้มมุมปาก นิ้วเรียวบางเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ "สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้... ไม่ว่าจะยุคสมัยใดล้วนปรารถนาและยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อรักษามันไว้ นั่นก็คือ 'ความงาม' อย่างไรล่ะ"
หลินซีตระหนักดีว่า ร่างกายของมู่หรงซีนั้นบอบบางและเย้ายวน ใบหน้างดงามหยดย้อยราวกับเทพธิดาจำแลง ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู นางจะใช้ความงามที่สวรรค์ประทานให้นี้เป็นพรีเซ็นเตอร์ชั้นยอด!
"ข้าจะใช้สมุนไพรพื้นฐาน ผสมผสานกับผงไข่มุกบดละเอียด ยางไม้หอม และสารสกัดจากว่านหางจระเข้ เพื่อทำเป็น 'ครีมบำรุงผิวไข่มุกหิมะ' ออกวางขาย" หลินซีอธิบายแผนธุรกิจในหัว "กลุ่มเป้าหมายของเราคือเหล่าฮูหยินและคุณหนูในห้องหอของจวนขุนนางใหญ่ หากพวกนางได้ทดลองใช้และเห็นว่าผิวพรรณผุดผ่องขึ้น พวกนางจะยอมจ่ายเงินทองเท่าไหร่ก็ได้เพื่อซื้อมัน และที่สำคัญ... มันจะเป็นสะพานเชื่อมให้เราได้สร้างเส้นสายกับกลุ่มคนชั้นสูงในเมืองหลวง"
เสี่ยวชุ่ยฟังวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของคุณหนูใหญ่ด้วยความเลื่อมใสหมดหัวใจ สตรีที่เคยถูกตราหน้าว่าโง่งม บัดนี้กลับฉลาดหลักแหลมและมองการณ์ไกลยิ่งกว่าบัณฑิตในราชสำนักเสียอีก!
ขณะเดียวกัน ณ จวนแม่ทัพพิทักษ์แคว้น บรรยากาศภายในเรือนของฮูหยินรองกลับอึมครึมและหนาวเหน็บราวกับลานประหาร
เพล้ง!!! แจกันกระเบื้องเคลือบลายครามใบงามถูกกวาดตกลงมาแตกกระจายเกลื่อนพื้น ฮูหยินรองยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าที่ประทินโฉมมาอย่างดีบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดน่ากลัว เมื่อได้รับรายงานว่า แผนการที่นางส่งคนไปก่อกวนที่ตรอกทิศใต้ เพื่อหวังจะทำลายชื่อเสียงของอดีตพระชายานั้น ล้มเหลวไม่เป็นท่า!
"พวกสวะไม่ได้เรื่อง! ส่งไปตั้งหลายคน กลับถูกนังเด็กเมื่อวานซืนสาดผงประหลาดใส่จนหัวเราะเสียสติ! หนำซ้ำยังทำให้มันกลายเป็นหมอเทวดาที่มีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งกว่าเดิมอีกงั้นเรอะ!" ฮูหยินรองตวาดลั่นจนบ่าวไพร่ในเรือนต้องหมอบกราบตัวสั่นงันงก
"ท่านแม่ใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ" มู่หรงเยว่ น้องสาวต่างมารดาผู้เต็มไปด้วยความริษยา รีบก้าวเข้ามาประคองมารดา แววตาของนางฉายแววอาฆาตมาดร้ายไม่แพ้กัน "ในเมื่อการใช้กำลังและอันธพาลปลายแถวจัดการกับนังมู่หรงซีไม่ได้ผล เราก็ต้องเปลี่ยนแผนเจ้าค่ะ"
"เจ้ามีแผนอันใดหรือเยว่เอ๋อร์?" ฮูหยินรองหันมาถามบุตรสาวสุดที่รัก
มู่หรงเยว่แค่นยิ้มหยัน "อีกสามวันข้างหน้า จะมีงาน 'เทศกาลชมบุปผา' ที่องค์หญิงใหญ่เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่อุทยานหลวง เหล่าขุนนาง คหบดี และเชื้อพระวงศ์ต่างก็ได้รับเชิญ ข้าจะให้ท่านพ่อส่งเทียบเชิญไปให้นังมู่หรงซีในฐานะ 'อดีตคุณหนูใหญ่' ของจวนเรา"
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! จะให้มันไปเสนอหน้าในงานสังคมชั้นสูงทำไมกัน!" ฮูหยินรองขัดขึ้นทันที
"ท่านแม่โปรดฟังข้าก่อน... นังมู่หรงซีถูกท่านอ๋องเซียวหยางหย่าขาดและไล่ตะเพิดออกจากจวนในคืนเข้าหอ ชื่อเสียงของนางย่อยยับไม่มีชิ้นดี หากนางปรากฏตัวในงานเทศกาลชมบุปผา นางย่อมตกเป็นเป้าสายตาและเป็นที่รังเกียจของเหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลอื่น ข้าจะใช้โอกาสนั้น... แฉเรื่องที่นางเปิดโรงหมอหลอกลวงผู้คน และจัดฉากให้นางทำเรื่องอับอายขายหน้าต่อหน้าพระพักตร์องค์หญิงใหญ่! คราวนี้นางจะไม่มีวันผุดไม่เกิด และทางการจะต้องสั่งปิดโรงหมอของนางอย่างแน่นอน!"
ฮูหยินรองฟังแผนการอันแยบยลของบุตรสาวแล้วก็เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา "ดี! แผนการฆ่าคนด้วยมีดที่มองไม่เห็นนี้ช่างยอดเยี่ยมนัก ข้าจะรอดูว่า นังเด็กไร้ค่านั่นจะเอาตัวรอดจากคมหอกคมดาบของสังคมชั้นสูงได้อย่างไร!"
ยามไฮ่ (21.00 - 22.59 น.) สายฝนหลงฤดูเริ่มโปรยปรายลงมาครอบคลุมเมืองหลวง เสียงหยาดฝนกระทบหลังคากระเบื้องดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หลินซีสั่งให้ผู้คุ้มภัยกลับไปพักผ่อน และกำลังจะเป่าตะเกียงเพื่อเข้านอน ทว่า...
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูไม้หน้าโรงหมอดังขึ้นแผ่วเบาแต่หนักแน่นทะลุเสียงสายฝน หลินซีและเสี่ยวชุ่ยชะงักไปพร้อมกัน
"ดึกดื่นป่านนี้ ใครกันเจ้าคะคุณหนู หรือว่าจะเป็นพวกอันธพาลย้อนกลับมาแก้แค้น?" เสี่ยวชุ่ยกระซิบเสียงสั่น คว้าสากหินบดยามากอดไว้แน่น
หลินซีหรี่ตาลง สัญชาตญาณความระแวดระวังของเธอทำงานทันที หญิงสาวค่อยๆ ขยับตัวไปที่ประตูหน้า หยิบ 'ผงสกัดจุดอ่อน' ซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ "โรงหมอไป๋เฉ่าปิดทำการแล้ว หากท่านต้องการตรวจรักษา ขอเชิญมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น"
"ข้ามีเงิน... และข้าต้องการการรักษาเดี๋ยวนี้"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังลอดไรฟัน เข้ามา เป็นน้ำเสียงที่หลินซีคุ้นเคยและจำได้ฝังใจตั้งแต่วินาทีแรกที่ข้ามภพมายังโลกใบนี้!
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายที่มีความไวต่อกลิ่น สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของฝนผสมผสานกับกลิ่นไม้จันทน์หอมราคาแพง และที่สำคัญ... มีกลิ่นคาวเลือดจางๆ ปะปนอยู่ด้วย!
หลินซีตัดสินใจปลดสลักและดึงบานประตูเปิดออก สายลมเย็นเฉียบจากภายนอกพัดวูบเข้ามา ปรากฏร่างสูงใหญ่ของผู้มาเยือนยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืด บุรุษผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีดำสนิท มีหมวกสานไม้ไผ่ปีกกว้างบดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง ทว่ารูปร่างที่สูงโปร่งและเต็มไปด้วยมัดกล้าม ผนวกกับกลิ่นอายสังหารและแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมา ทำให้บรรยากาศรอบกายอึดอัดลงถนัดตา
เขาค่อยๆ ปลดหมวกสานไม้ไผ่ออก เผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับรูปสลักของเทพเจ้า คิ้วเข้มพาดเฉียงดุจกระบี่ จมูกโด่งเป็นสัน และดวงตาคมกริบสีนิลกาฬ ที่กำลังจับจ้องมาที่เธอด้วยประกายความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
เขาคือ 'พญายมราชหน้าหยก'... อ๋องเซียวหยาง!
"ท่านอ๋อง..." หลินซีเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือตื่นตระหนก "ลมอะไรหอบบุรุษผู้สูงศักดิ์เช่นท่าน ให้มาเยือนตรอกสลัมท้ายตลาดในยามวิกาลเช่นนี้ได้เล่า?"
เซียวหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีเยือกเย็นของอดีตชายา เขาคาดคิดว่านางจะตกใจ หรือไม่ก็หวาดกลัวที่เขามาปรากฏตัวถึงหน้าประตู แต่สตรีผู้นี้กลับนิ่งสงบราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
ความสนใจที่เขามีต่ออดีตพระชายาแสนชัง บัดนี้ได้หยั่งรากลึกลงไปในใจโดยที่เขาเองก็ไม่ทันระวังตัว
"ข้าบอกแล้วว่าข้ามาหาหมอ" เซียวหยางตอบเสียงห้วน ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในโรงหมออย่างถือวิสาสะ "เจ้าประกาศตัวเป็นหมอเทวดา มิใช่หรือ? หรือว่าวิชาแพทย์ของเจ้าเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงชาวบ้านไปวันๆ"
หลินซีแค่นหัวเราะ ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา "วิชาของข้าจะหลอกลวงหรือไม่ ท่านก็คงให้องครักษ์เงาไปสืบมาหมดแล้วกระมัง... นั่งลงสิ ในเมื่อท่านกล้ามาเป็นคนไข้ ข้าก็กล้าที่จะรักษา"
เซียวหยางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้หน้าโต๊ะตรวจโรค เขาปลดเสื้อคลุมที่เปียกชื้นออก เผยให้เห็นชุดจินเป่าสีดำสนิท ที่มีรอยฉีกขาดบริเวณหัวไหล่ซ้าย เลือดสีแดงคล้ำซึมออกมาเปื้อนเนื้อผ้าเล็กน้อย ทว่าสีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
"ไปโดนอะไรมาล่ะ? ถูกลอบสังหาร หรือว่าไปมีเรื่องกับใครในหอคณิกา?" หลินซีถามด้วยน้ำเสียงกวนประสาท ขณะเดินไปหยิบกล่องเครื่องมือแพทย์
"มู่หรงซี! ระวังปากของเจ้าด้วย!" เซียวหยางตวาดเสียงแข็ง ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ "ข้าถูกสายลับของแคว้นศัตรูลอบโจมตีระหว่างกลับจากค่ายทหารต่างหาก!"
"อ้อ งั้นหรือ" หลินซีลากเก้าอี้มานั่งฝั่งตรงข้าม เธอไม่สนใจอารมณ์ฉุนเฉียวของเขา หญิงสาวยื่นมือเรียวบางออกไปจับข้อมือแกร่งของเซียวหยางเพื่อจับชีพจร
ทันทีที่ปลายนิ้วเย็นเฉียบของหลินซีสัมผัสกับผิวเนื้อร้อนผ่าวของอ๋องหนุ่ม กระแสไฟฟ้าประหลาดก็แล่นแปลบปลาบผ่านจุดสัมผัส เซียวหยางชะงักงัน กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังหดเกร็งเล็กน้อย เขาหลุบตาลงมองใบหน้างดงามที่กำลังก้มหน้าหลับตาตั้งสมาธิกับการจับชีพจร กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรที่โชยมาจากตัวนาง ทำให้หัวใจของพญายมราชที่เคยเย็นชาและด้านชา... เกิดจังหวะสะดุดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
หลินซีขมวดคิ้วมุ่นเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในกระแสปราณของเขา "ชีพจรของท่าน... ไม่ได้มีแค่บาดแผลภายนอกนี่"
หญิงสาวลืมตาขึ้น สบตากับเซียวหยางอย่างจริงจัง "บาดแผลที่ไหล่ซ้ายเป็นเพียงรอยถลอกตื้นๆ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในจุดลมปราณของท่าน คือ 'พิษเหมันต์กลืนปราณ' ท่านถูกพิษนี้มาไม่ต่ำกว่าสามปีแล้ว อาการของมันคือจะทำให้รู้สึกหนาวเหน็บลึกถึงกระดูกในทุกคืนเดือนเพ็ญ และหากใช้กำลังภายในมากเกินไป พิษจะกำเริบจนกระอักเลือด... ข้าพูดถูกหรือไม่?"
ดวงตาของเซียวหยางเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง! แม้แต่หมอหลวงที่เก่งกาจที่สุดในราชสำนัก ยังต้องใช้เวลาตรวจวินิจฉัยเป็นเดือนๆ กว่าจะรู้ว่าเขาถูกพิษชนิดนี้จากการทำศึกเมื่อสามปีก่อน และจนบัดนี้ก็ยังไม่มียาถอนพิษที่รักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงกินยาระงับอาการไปวันๆ ทว่าสตรีที่เคยถูกตราหน้าว่าไร้ค่าผู้นี้... เพียงแค่จับชีพจรไม่ถึงครึ่งก้านธูป กลับสามารถบอกชื่อพิษและอาการได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ!
ภาพสตรีร่างบางที่ยืนเชิดหน้าท้าทายเขาในคืนวิวาห์มรณะ ซ้อนทับกับภาพจิ้งจอกสาวจอมเจ้าเล่ห์ที่กำลังปั่นป่วนเมืองหลวง ยิ่งทำให้เซียวหยางรู้สึกว่า ผู้หญิงตรงหน้าเขาคือปริศนาที่เย้ายวนใจที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอ
"เจ้ารักษาได้หรือไม่?" เซียวหยางถามเสียงแผ่วลง ความหยิ่งยโสลดทอนลงไปหลายส่วน
หลินซีปล่อยมือจากการจับชีพจร เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าเกียจคร้านแต่สง่างาม "ได้สิ... สำหรับ 'หมอเทวดา' อย่างข้า ไม่มีพิษใดในใต้หล้าที่ถอนไม่ได้ เพียงแต่..."
หญิงสาวเว้นจังหวะ เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพร้อมรอยยิ้มเจ้าการค้า "ค่ายารักษาพิษชนิดนี้ มันแพงมากนะ ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์จะสู้ราคาไหวหรือ?"
"เจ้าต้องการเท่าไหร่?" เซียวหยางถามอย่างไม่ใส่ใจเรื่องเงินทอง
"หนึ่งหมื่นตำลึงทอง" หลินซีตอบหน้าตาย "และต้องจ่ายมัดจำล่วงหน้าห้าพันตำลึงทอง"
"หนึ่งหมื่นตำลึงทอง!?" เซียวหยางแค่นเสียง "เจ้าปล้นกันชัดๆ! ยาถอนพิษอะไรจะแพงหูฉี่ถึงเพียงนั้น ความละโมบของเจ้าช่างไร้ขีดจำกัดเสียจริง!"
"อ้าวๆ ท่านอ๋องอย่าลืมสิคะ" หลินซีโน้มตัวเข้าไปใกล้เขา ดวงตาหงส์ทอประกายวาววับ "เมื่อสามวันก่อน ท่านเป็นคนโยนหนังสือหย่าใส่หน้าข้า ตัดขาดกันแบบไม่เหลือแม้แต่เศษเงินให้ดูต่างหน้า ในเมื่อท่านไม่ให้สินสมรส ข้าก็ต้องหาเงินทุนมาสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเองนี่แหละ อีกอย่าง... ชีวิตของพญายมราชหน้าหยกอย่างท่าน มีค่าไม่ถึงหนึ่งหมื่นตำลึงทองงั้นหรือ?"
คำพูดประชดประชันที่ตอกกลับอย่างเจ็บแสบและเต็มไปด้วยเหตุผล ทำให้เซียวหยางถึงกับสะอึก เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง... เป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ท้าทาย และไม่ยอมก้มหัวให้ใคร
และแล้ว... ริมฝีปากบางเฉียบที่มักจะเม้มแน่นและเต็มไปด้วยความเย็นชา บัดนี้กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มมุมปาก... เป็นรอยยิ้มที่แม้แต่คนสนิทก็ยังแทบไม่เคยเห็น!
"มู่หรงซี... เจ้ามันจิ้งจอกจำแลงชัดๆ" เซียวหยางแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความโกรธเกรี้ยวเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย กลับมีเพียงความพึงพอใจและสนุกสนานกับความกล้าหาญของนาง
อ๋องหนุ่มล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบป้ายหยกประจำตัวและตั๋วเงินจำนวนห้าพันตำลึงทองที่พกติดตัวไว้วางกระแทกลงบนโต๊ะ
"นี่คือมัดจำล่วงหน้า อีกเจ็ดวันข้าจะมารับการรักษา... และหากเจ้ารักษาข้าไม่หาย ข้าจะพังโรงหมอแห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลองด้วยมือของข้าเอง" เซียวหยางประกาศกร้าว ก่อนจะลุกขึ้นยืน คว้าเสื้อคลุมมาสวมทับอย่างรวดเร็ว
"ยินดีที่ได้ทำธุรกิจกับท่านค่ะ... คุณลูกค้าระดับวีไอพี" หลินซียิ้มรับตั๋วเงินมาเก็บไว้อย่างว่องไว ไม่สนใจคำขู่ของเขาเลยสักนิด
เซียวหยางเดินไปที่ประตู ก่อนจะหยุดชะงักและหันกลับมามองสตรีที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้องปรุงยา "อ้อ อีกเรื่องหนึ่ง... ระวังตัวไว้ให้ดี จวนแม่ทัพกำลังเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ให้เจ้าในงานเทศกาลชมบุปผา หวังว่าจิ้งจอกน้อยอย่างเจ้า จะไม่พลาดท่าตายไปเสียก่อนที่ข้าจะมารับยานะ"
พูดจบ ร่างสูงใหญ่ของอ๋องเซียวหยางก็เร้นกายหายไปในความมืดและสายฝน ทิ้งให้หลินซียืนมองแผ่นหลังของเขาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
"เทศกาลชมบุปผางั้นหรือ..." หลินซีพึมพำ แววตาของซีอีโอสาวแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง "ในเมื่อพวกแกอยากจะเล่นสงครามจิตวิทยาและทำลายฉันในงานสังคม... ฉันก็จะใช้เวทีนั้นแหละ เปิดตัว 'ครีมไข่มุกหิมะ' และเหยียบพวกแกให้จมดินต่อหน้าคนทั้งเมืองหลวงไปเลย!"
ดูเหมือนว่าเกมกระดานแห่งอำนาจ การค้า และความรักที่กำลังก่อตัว... จะทวีความดุเดือดและเร่าร้อนขึ้นไปอีกขั้นเสียแล้ว!
