บทที่ 8 เทศกาลชมบุปผาและเวทีเปิดตัวของจิ้งจอกสาว

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลงมายังลานกว้างของ 'โรงหมอไป๋เฉ่า' กลิ่นหอมละมุนของดอกไม้และสมุนไพรอวลไปทั่วบริเวณ 'หลินซี' ในร่างของมู่หรงซี นั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ปล่อยให้เสี่ยวชุ่ยช่วยเกล้าผมและประดับปิ่นหยกอย่างเบามือ วันนี้คือวันที่กำหนดไว้สำหรับงาน 'เทศกาลชมบุปผา' ที่องค์หญิงใหญ่เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่อุทยานหลวง

"คุณหนูเจ้าคะ บ่าวใจคอไม่ดีเลย" เสี่ยวชุ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะจัดแต่งชายกระโปรงสีฟ้าครามที่ตัดเย็บอย่างประณีต "ท่านอ๋องเซียวหยางเคยเตือนไว้ว่า จวนแม่ทัพกำลังเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ให้ท่านในงานเทศกาลชมบุปผา ฮูหยินรองกับคุณหนูรองต้องเตรียมแผนการร้ายมาฉีกหน้าคุณหนูต่อหน้าธารกำนัลแน่ๆ เจ้าค่ะ"

"กลัวอะไรกันเสี่ยวชุ่ย" หลินซีแย้มยิ้มบางๆ ผ่านกระจก แววตาของซีอีโอสาวผู้เคยผ่านสมรภูมิธุรกิจพันล้านเต็มไปด้วยความท้าทายและความมั่นใจ "ในโลกธุรกิจ การถูกคู่แข่งโจมตีกลางงานเปิดตัวสินค้า ถือเป็นเรื่องปกติ ยิ่งพวกนางสร้างเรื่องให้ข้าตกเป็นเป้าสายตามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อ 'สินค้า' ที่ข้าจะนำไปเสนอมากเท่านั้น"

หลินซีเลื่อนสายตาไปมองขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวมุกขนาดกะทัดรัดจำนวนสิบขวดที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ภายในนั้นบรรจุ 'ครีมบำรุงผิวไข่มุกหิมะ' ที่เธอใช้เวลาสามคืนเต็มในการคิดค้นและผสมผสานสมุนไพรพื้นฐานเข้ากับผงไข่มุกบดละเอียด ยางไม้หอม และสารสกัดจากว่านหางจระเข้ ครีมนี้ไม่เพียงแต่มีกลิ่นหอมหรูหรา แต่เมื่อทาลงบนผิวแล้วยังช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง กระจ่างใส และชุ่มชื้นขึ้นทันตาเห็น ซึ่งหลินซีได้ทดลองใช้กับตัวเองจนผิวพรรณที่เคยหมองคล้ำ กลับมาขาวผ่องดุจหิมะแรกฤดู

"เอาล่ะ เตรียมตัวให้พร้อม วันนี้เราจะไปทำให้พวกชนชั้นสูงตาค้างกัน" หลินซีลุกขึ้นยืน ท่วงท่าของนางสง่างามและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของผู้ทรงอำนาจ

...

ณ อุทยานหลวงแห่งเมืองหลวง บรรยากาศของเทศกาลชมบุปผาเต็มไปด้วยความตระการตา ดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานสะพรั่งรับฤดูใบไม้ผลิ เหล่าขุนนาง คหบดี และเชื้อพระวงศ์ต่างแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีสันสดใสราวกับจะประชันความงามกับหมู่มวลบุปผา

ใจกลางของงาน 'มู่หรงเยว่' น้องสาวต่างมารดาผู้เต็มไปด้วยความริษยา กำลังถูกห้อมล้อมไปด้วยคุณหนูจากตระกูลขุนนางต่างๆ วันนี้นางสวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนปักลายดอกท้อ ดูอ่อนหวานและบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม

"คุณหนูรองมู่หรง วันนี้ท่านช่างงดงามนัก สมแล้วที่เป็นสตรีอันดับหนึ่งแห่งจวนแม่ทัพ" คุณหนูตระกูลหลี่เอ่ยประจบประแจง

มู่หรงเยว่ยกพัดจีบขึ้นปิดบังรอยยิ้มเยาะหยัน "คุณหนูหลี่กล่าวเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงบุตรสาวคนรอง จะกล้ารับตำแหน่งสตรีอันดับหนึ่งได้อย่างไร ในเมื่อพี่สาวของข้า... อดีตพระชายาจวนอ๋องเซียวหยาง ก็ได้รับเทียบเชิญมางานนี้ด้วยเช่นกัน"

สิ้นคำพูดของมู่หรงเยว่ วงสนทนาก็เงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงซุบซิบนินทาอย่างออกรสออกชาติ

"สตรีไร้ค่าผู้นั้นนะหรือ? นางถูกท่านอ๋องไล่ตะเพิดออกจากจวนตั้งแต่คืนเข้าหอมิใช่หรือ?" "ข้าได้ยินมาว่า นางสิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องไปเปิดโรงหมอหลอกลวงผู้คนที่ตรอกสลัมท้ายตลาด น่าเวทนาเสียจริง" "สตรีที่ถูกตราหน้าว่าร้ายกาจและวางยาพิษทำร้ายผู้คนเช่นนาง องค์หญิงใหญ่ทรงส่งเทียบเชิญไปได้อย่างไร ช่างเป็นเสนียดแก่งานมงคลเสียจริง!"

ขณะที่เหล่าคุณหนูกำลังรุมทึ้งชื่อเสียงของมู่หรงซีอย่างสนุกปาก เสียงขันทีก็ประกาศก้องขึ้น

"คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่หรง... มู่หรงซี มาถึงแล้ว!"

ทุกสายตาในอุทยานหลวงต่างหันขวับไปมองที่ทางเข้าอย่างพร้อมเพรียง หลายคนเตรียมสายตาดูแคลนและคำพูดถากถางไว้รอท่า ทว่า... ภาพที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้ทุกคนต้องสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง!

สตรีที่ก้าวเดินเข้ามา ไม่ใช่หญิงสาวที่ดูอมทุกข์ ซีดเซียว หรือแต่งกายมอซออย่างที่ทุกคนจินตนาการไว้ นางสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าครามเรียบหรูที่ตัดเย็บอย่างเข้ารูป ขับเน้นทรวดทรงองเอวที่เย้ายวน เส้นผมสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบง่ายประดับด้วยปิ่นหยกเพียงชิ้นเดียว แต่สิ่งที่สะกดสายตาทุกคู่ คือใบหน้าที่งดงามหยดย้อยราวกับเทพธิดาจำแลง และผิวพรรณที่ขาวผ่อง เปล่งประกายออร่าท้าแสงแดดดุจไข่มุกเม็ดงาม!

นางเดินนวยนาดเข้ามาด้วยแผ่นหลังที่ตั้งตรง ท่วงท่าสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างประหลาด แววตาหงส์กวาดมองไปรอบๆ งานอย่างไม่ยี่หระต่อสายตานับร้อยที่จ้องมองมา ราวกับนางคือราชินีที่กำลังเดินตรวจตราอาณาจักรของตนเอง

"นะ... นั่นมู่หรงซีจริงๆ หรือ? เหตุใดนางจึงดู... งดงามและผุดผ่องถึงเพียงนี้?" คุณหนูตระกูลหลี่เผลอหลุดปากออกมา

มู่หรงเยว่กำพัดจีบในมือแน่นจนข้อขาว เล็บจิกเข้าไปในเนื้อไม้ด้วยความริษยาที่ลุกโชน นังเด็กไร้ค่านั่นถูกไล่ออกจากจวนไปแล้วแท้ๆ เหตุใดมันถึงไม่ตกต่ำและตรอมใจตาย!

"พี่ใหญ่!" มู่หรงเยว่ปรับสีหน้าอย่างรวดเร็ว แสร้งทำเป็นดีใจก่อนจะเดินเข้าไปหาหลินซี "ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านยอมมาร่วมงาน ข้าเป็นห่วงท่านแทบแย่ ได้ยินว่าท่านต้องไปตกระกำลำบาก เปิดโรงหมอเล็กๆ อยู่ท้ายตลาด... หากท่านขาดเหลือเงินทองใดๆ ก็บอกน้องได้นะเจ้าคะ อย่าได้ไปทำเรื่องหลอกลวงชาวบ้านให้ตระกูลของเราต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเลย"

คำพูดของมู่หรงเยว่ดูเหมือนจะห่วงใย แต่แท้จริงแล้วคือการจงใจแฉเรื่องที่นางเปิดโรงหมอหลอกลวงผู้คนต่อหน้าสาธารณชน!

เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง หลินซีปรายตามองน้องสาวต่างมารดา แววตาของซีอีโอสาวแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง

"น้องรองช่างมีน้ำใจเสียจริง" หลินซีแย้มยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่น่าขนลุก "แต่เจ้าคงสืบข่าวมาผิดพลาดแล้วกระมัง 'โรงหมอไป๋เฉ่า' ของข้า ไม่ได้เล็กและไม่ได้ตกระกำลำบากแม้แต่น้อย ยอดขายของข้าพุ่งกระฉูดทะลุเป้าภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ตอนนี้ข้ามีเงินทองมากพอที่จะซื้อจวนแม่ทัพของเจ้าได้ทั้งหลังด้วยซ้ำ... อ้อ แล้วเรื่องหลอกลวงชาวบ้าน หากวิชาแพทย์ของข้าเป็นของปลอม คุณชายจินแห่งตระกูลคหบดีใหญ่คงไม่มอบตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงทองให้ข้าเป็นค่าตอบแทนหรอกจริงไหม?"

คำตอบที่ฉะฉานและเต็มไปด้วยหลักฐานของหลินซี ทำให้ฝูงชนที่กำลังนินทาถึงกับใบ้กิน มู่หรงเยว่หน้าม้านไปชั่วขณะ นางไม่คิดว่ามู่หรงซีที่เคยหัวอ่อนและโง่งม จะกล้าต่อปากต่อคำแถมยังตอกกลับจนนางไปไม่เป็น!

"พี่ใหญ่... ท่าน..."

"เอาล่ะ เลิกพูดเรื่องฐานะของข้าเสียที" หลินซีก้าวเข้าไปใกล้มู่หรงเยว่อีกก้าว หรี่ตามองใบหน้าของน้องสาวอย่างพิจารณา "ว่าแต่น้องรอง... ช่วงนี้เจ้าคงเครียดเรื่องการหาบุรุษมาแต่งงานด้วยมากสินะ ใต้ตาของเจ้าถึงได้ดำคล้ำ ผิวพรรณก็ดูหยาบกร้าน แม้จะโบกแป้งหนาเตอะสักเพียงใด ก็ปิดบังความร่วงโรยเอาไว้ไม่อยู่เลยจริงๆ น่าสงสารเสียจริง"

"เจ้า!" มู่หรงเยว่หน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธจัด สตรีในสังคมชั้นสูงถือเรื่องความงามเป็นชีวิตจิตใจ การถูกทักว่าหน้าแก่และพอกแป้งหนาต่อหน้าผู้คน ถือเป็นการหยามเกียรติขั้นรุนแรง!

เหล่าฮูหยินและคุณหนูที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างพากันใช้พัดปิดปากกลั้นหัวเราะ และเริ่มหันไปพิจารณาใบหน้าของหลินซีแทน

"แม่นางมู่หรง... เอ่อ ข้าขอเสียมารยาทถามได้หรือไม่" ฮูหยินจากตระกูลเสนาบดีผู้หนึ่งทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว "เหตุใดผิวพรรณของท่านถึงได้ดูผุดผ่องและอ่อนเยาว์ถึงเพียงนี้? ท่านมีเคล็ดลับการบำรุงผิวอย่างไรหรือ?"

นั่นไง! ปลาฮุบเหยื่อแล้ว!

หลินซีลอบยิ้มในใจ ซีอีโอสาวไม่รอช้าที่จะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสกอบโกยเงินทอง เธอหันไปสั่งเสี่ยวชุ่ยให้นำถาดไม้ที่บุด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงออกมา ภายในถาดมีขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวมุกวางเรียงรายอยู่อย่างหรูหรา

"ฮูหยินท่านนี้ช่างตาแหลมคมนัก" หลินซีหยิบขวดกระเบื้องขึ้นมาหนึ่งขวด เปิดฝาออกเพื่อให้กลิ่นหอมละมุนของยางไม้หอมและดอกไม้ลอยไปแตะจมูกของผู้คนรอบข้าง "นี่คือ 'ครีมบำรุงผิวไข่มุกหิมะ' สินค้าตัวใหม่ล่าสุดจากโรงหมอไป๋เฉ่าของข้า มันถูกสกัดจากสมุนไพรหายาก ผสมผสานกับผงไข่มุกบดละเอียดและว่านหางจระเข้ ช่วยลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสและนุ่มนวลราวกับผิวเด็กแรกเกิด ที่ข้ามีผิวพรรณเช่นนี้ได้ ก็เพราะใช้ครีมตัวนี้ทาทุกเช้าเย็น"

เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที เหล่าสตรีที่ปรารถนาและยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อรักษาความงาม ต่างตาลุกวาวเมื่อได้ยินสรรพคุณและได้เห็นผลลัพธ์จากใบหน้าของหลินซีอย่างชัดเจน

"ข้าขอซื้อ! ราคาเท่าไหร่ ข้าก็สู้!" "ข้าด้วย! ข้าขอเหมาสามขวดเลย!"

"ช้าก่อนทุกท่าน!" เสียงทรงอำนาจของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งดังแทรกขึ้นมา ฝูงชนรีบแหวกทางให้พร้อมกับคุกเข่าทำความเคารพ 'องค์หญิงใหญ่' พระเชษฐภคินีของฮ่องเต้ ผู้เป็นเจ้าภาพของงานเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบตึง

มู่หรงเยว่เห็นโอกาสทอง นางรีบถลันเข้าไปคุกเข่าเบื้องหน้าองค์หญิงใหญ่ "ทูลองค์หญิงใหญ่ โปรดอย่าไปหลงเชื่อนางนะเพคะ! นางคือสตรีหมื่นพิษที่เคยถูกใส่ร้ายว่าวางยาทำร้ายผู้คน! ครีมบำรุงผิวอะไรนั่น ต้องมีส่วนผสมของยาพิษซ่อนอยู่แน่ๆ นางจงใจนำมันมาหลอกขายเพื่อทำร้ายเหล่าฮูหยินในงานเพคะ!"

คำกล่าวหาของมู่หรงเยว่ทำให้ทุกคนชะงักไป ความหวาดกลัวเริ่มกลับมาเกาะกุมจิตใจอีกครั้ง

องค์หญิงใหญ่หันไปมองหลินซีด้วยสายตาจับผิด "ที่นางพูดมาเป็นความจริงหรือไม่ มู่หรงซี? หากเจ้ากล้านำของมีพิษเข้ามาในงานของข้า ข้าจะสั่งประหารชีวิตเจ้าเดี๋ยวนี้!"

หลินซีไม่สะทกสะท้าน นางเพียงแค่ย่อเข่าทำความเคารพอย่างงดงาม "ทูลองค์หญิงใหญ่ หม่อมฉันเป็นหมอ ย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดเป็นยา สิ่งใดเป็นพิษ... หากพระองค์ทรงคลางแคลงใจ หม่อมฉันยินดีพิสูจน์ให้เห็นเดี๋ยวนี้เพคะ"

พูดจบ หลินซีก็ใช้นิ้วก้อยป้ายเนื้อครีมสีขาวมุกขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะส่งเข้าปากตัวเองและกลืนลงไปต่อหน้าต่อตาทุกคน!

"คุณหนู!" เสี่ยวชุ่ยร้องเสียงหลง แต่หลินซียกมือห้ามไว้

"ครีมไข่มุกหิมะของหม่อมฉัน สกัดจากธรรมชาติแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไร้ซึ่งสารพิษตกค้าง แม้แต่กลืนกินลงไปยังไม่เป็นอันตราย แล้วจะนับประสาอะไรกับการนำมาทาผิวเล่าเพคะ?" หลินซีอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน "หากองค์หญิงใหญ่ทรงประทานอนุญาต หม่อมฉันขอทดลองทาครีมลงบนหลังพระหัตถ์ของพระองค์ เพื่อให้พระองค์ทรงสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงด้วยองค์เองเพคะ"

องค์หญิงใหญ่ผู้มีปัญหาผิวแห้งกร้านตามวัย ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยื่นหลังพระหัตถ์ออกไปอย่างระแวดระวัง หลินซีทาเนื้อครีมลงไปอย่างเบามือ เพียงเสี้ยววินาที เนื้อครีมก็ซึมซาบเข้าสู่ผิว ทิ้งไว้เพียงความชุ่มชื้น กลิ่นหอมหรูหรา และผิวที่ดูเปล่งปลั่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในทันที!

"สวรรค์... นี่มันวิเศษมาก! ผิวของข้าชุ่มชื้นขึ้นทันตาเห็นจริงๆ!" องค์หญิงใหญ่เบิกพระเนตรกว้างด้วยความปีติยินดี ความระแวงที่มีหายเป็นปลิดทิ้ง "มู่หรงซี! ครีมของเจ้าช่างล้ำค่ายิ่งนัก ข้าขอรับไว้ทั้งหมดสิบขวดนี้เลย!"

เมื่อองค์หญิงใหญ่ซึ่งเป็นผู้นำแฟชั่นและทรงอิทธิพลที่สุดในหมู่สตรีชั้นสูงทรงออกโรงการันตีด้วยองค์เอง บรรดาฮูหยินและคุณหนูที่เหลือต่างก็แทบจะเก็บอาการไม่อยู่ พากันกรูเข้ามาที่เสี่ยวชุ่ยเพื่อขอสั่งจองสินค้าล่วงหน้ากันอย่างบ้าคลั่ง!

มู่หรงเยว่ยืนอ้าปากค้าง แผนการฆ่าคนด้วยมีดที่มองไม่เห็นของนางและมารดา ไม่เพียงแต่ถูกทำลายจนป่นปี้ แต่มันยังกลายเป็นการส่งเสริมให้มู่หรงซีผงาดขึ้นเป็นแม่ค้าอันดับหนึ่งในหมู่สังคมชั้นสูงไปเสียอีก!

ท่ามกลางความวุ่นวายและเสียงสั่งจองสินค้าที่ดังระงม บนศาลาริมน้ำที่ตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล...

ร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ยืนเอามือไพล่หลังมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาคมกริบสีนิลกาฬ 'อ๋องเซียวหยาง' ผู้ที่เพิ่งเดินทางมาร่วมงาน มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและสนุกสนานกับความกล้าหาญของอดีตชายา

"มู่หรงซี... เจ้ามันจิ้งจอกจำแลงชัดๆ" เซียวหยางพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว

ภาพจิ้งจอกสาวจอมเจ้าเล่ห์ที่กำลังปั่นป่วนเมืองหลวงและยั่วยุคนจากจวนแม่ทัพได้อย่างเจ็บแสบ ยิ่งดึงดูดให้พญายมราชหน้าหยกผู้นี้ ถลำลึกเข้าสู่เกมกระดานของนางโดยที่เขาเองก็ไม่อาจถอนตัวได้อีกต่อไป!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป