บทที่ 2 หนีไปรักษาตัว
สามเดือนผ่านไป
ด้านรมิดาก็เรียนการแสดงและร้องเพลง เพื่อจะเอาไปใช้ในละครที่เธอกำลังจะได้เล่นบทนางเอก จึงต้องปรับตัวและเรียนรู้ทุกๆอย่าง จนตอนนี้เธอดรอปเรียนเพื่อจะมาทำงานอย่างเต็มตัว เธอจึงนัดเพื่อนสาวทั้งสองคนที่เธอสนิทที่สุดมารับรู้การตัดสินใจของเธอในครั้งนี้
“ยัยฟ้า แกแน่ใจนะว่าจะดรอปเรียนอ่ะ อีกแค่สองปีพวกเราก็จะจบแล้วนะ ทำไมแกไม่เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยอ่ะ” มีนา หลานสาวคนเล็กของเจ้าสัวนิรุจ เอ่ยถามเพื่อนสาวออกไป เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่เพื่อนสาวทำ
“ปล่อยยัยฟ้าไปเถอะมีนา ขนาดฉันพูดจนปากจะแฉะอยู่แล้ว ยัยฟ้ามันยังไม่ฟังฉันเลย” เจนสุดา เพื่อนสาวของรมิดาเอ่ยพูดออกไป เพราะเธอก็ไม่ได้อยากจะให้เพื่อนสาวมาทำงานไปด้วยแล้วเรียนไปด้วย
“มันเหนื่อยไงแก อีกอย่างฉันดรอปแค่เทอมเดียวเองไม่มีปัญหาอะไรหรอกน่า แล้วนี่ปัญหาที่บ้านแกเคลียร์แล้วเหรอ ถึงได้มานั่งเฝ้าฉันได้เนี่ย” รมิดาเอ่ยถามออกไป เพราะตั้งแต่ที่ลูกพี่ลูกน้องของมีนาประสบอุบัติเหตุเข้าโรงพยายาบาลไปเมื่อสามเดือนก่อน เธอก็แทบจะเห็นหน้าเพื่อนสาวนับครั้งได้ เพราะมีนาไม่ค่อยว่างมาหาเธอสักเท่าไหร่
“อืม ตอนนี้ออกจากโรงพยาบาลไปรักษาตัวที่บ้านได้แล้วล่ะ ต่อไปฉันก็คงเรียนอย่างเดียวแล้วล่ะแก ยิ่งพี่รันมาสอนแบบนี้ฉันก็คงต้องตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ” มีนาเอ่ยบอกไป ก่อนจะพูดไปถึงลูกพี่ลูกน้องสาว ที่อายุห่างกันห้าปี จะมาเป็นอาจารย์สอนในคณะของเธอ
“อ่อ อาจารย์ที่มาใหม่เป็นพี่แกเหรอ เอ๊ะ แกมีพี่ชายไม่ใช่เหรอมีนา แล้วพี่รันนี่มาจากไหนยะ” เจนสุดาเอ่ยถามอย่างสงสัย เพราะตั้งแต่เป็นเพื่อนกันมา เธอก็รู้แค่ว่ามีนาคือหลานสาวของเจ้าสัวนิรุจ และมีพี่ชายแค่คนเดียว ก็คือธีทัต
“เป็นลูกพี่ลูกน้องกับฉันน่ะ พี่รันกับพี่ริกเขาเป็นลูกของอาฉันกับแหม่มฝรั่งน่ะ พึ่งกลับมาจากอิตาลี่เพราะว่าพี่ริกป่วย พี่รันก็เลยมาช่วยดูแล ตอนนี้ฉันก็เลยต้องคอยดูแลพี่รันไปด้วย เพราะยังไม่ชินทางในกรุงเทพ” มีนาเอ่ยบอกไปอย่างละเอียดจนเพื่อนสาวทั้งสองหายสงสัย
“อ่อ เป็นลูกครึ่งนี่เอง คงจะสวยจะหล่อใช่ย่อยเลย อิจฉาแกว่ะ” เจนสุดาเอ่ยไปก็ยิ้มอย่างเพ้อฟันตามประสาสาวช่างเพ้อ
“อิจฉาบ้าอะไร ไปกินข้าวกันได้แล้วไป วันนี้ฉันต้องไปหาพี่รันอีก” มีนาเอ่ยพูดก็พาเพื่อนสาวทั้งสองคนไปทานข้าวทันที
ด้านริชาร์ทที่มาโรงพยาบาลตามที่หมอนัดก็คิดไม่ตกกับอาการที่เขาเป็นอยู่ เพราะตอนนี้เขาเริ่มเดินได้เหมือนปกติแล้ว แต่เขากลับรู้สึกว่าน้องชายของเขามันใช้งานไม่ได้ดังเดิมนี่สิ มันเรื่องแปลก
“อย่าพึ่งคิดมากนะไอ้ริก ตอนนี้แกต้องค่อยๆรักษาไปก่อน เดี๋ยวอาการมันก็จะดีขึ้น” ชยุตซึ่งเป็นหมอประจำตัวของริชาร์ทเอ่ยบอกเพื่อนหนุ่มออกไปอย่างให้กำลังใจ
“เรื่องนั้นฉันไม่กังวลหรอก แต่เรื่องที่ฉันกังวลมันคือเรื่องน้องชายของฉันต่างหาก มันเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย ขนาดฉันลองชักว่าวมันยังไม่แข็งเลยไอ้ยุต ฉันควรจะทำยังไงดีว่ะ” ริชาร์ทถามออกไปอย่างเครียดๆ เพราะมันถือเป็นชีวิตและจิตใจของเขา เขาจะต้องรักษามันให้หายให้ได้
“อะไรนะ นี่แกยังมีอาการเสื่อมสมรรถภาพอีกเหรอวะ ฉันขอตรวจแกแบบละเอียดก่อนได้ไหมวะ จะได้สรุปอาการได้ชัดเจน” ชยุตเอ่ยพูดออกไป เมื่อได้รู้อาการล่าสุดของเพื่อนหนุ่ม มันอาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุ แต่ก็ต้องใช้เวลาในการรักษานานพอสมควร จากนั้นชนยุตก็เริ่มถามรายละเอียดกับเพื่อนหนุ่ม ก่อนจะพาริชาร์ทไปตรวจแสกนร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง
“ผลตรวจร่างกายของแกก็ปกติดีนะไอ้ริก แต่เรื่องเสื่อมสมรรถภาพนี่สิวะมันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับแกได้” ชยุตเอ่ยพุดก็เอามือเกาหัวอย่างสงสัย ก่อนจะโทรหาอาจารย์หมอที่อเมริกาเพื่อปรึกษาเป็นกรณีพิเศษ ก่อนจะได้วิธีแก้ไขมาเพื่อช่วยเพื่อนหนุ่ม
“ไงไอ้ยุต ฉันต้องรักษาไอ้โรคบ้านี่ยังไง” ริชาร์ทเอ่ยถามอย่างลุ้นๆ เพราะเขาก็ไม่ได้อยากจะเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต
“เฮ้อ อาจารย์ฉันบอกว่าเคสแกเป็นหนึ่งในล้านเลยนะเว้ยที่จะเกิดขึ้นได้ แกต้องรักษาอาการนี้โดยมีพยาบาลคอยบำบัด แต่ที่นี่ไม่มีพยายาบาลที่จะไปบำบัดน้องชายแกหรอกนะเว้ย แกต้องไปหาเอาเอง” ชยุตเอ่ยบอกไป เพราะอาการที่เพื่อนของเขาเป็นจะต้องรักษาด้วยการกระตุ้นอวัยวะเพศทุกวัน จนกว่ามันจะมีอาการเป็นปกติ
“อะไรวะ แล้วยาล่ะ ไม่มีรึไง ถ้าคนอื่นรู้ฉันก็อายแย่สิวะ คาสโนว่าแบบฉันต้องมาเสื่อมไอ้นี่ โธ่โว้ย ” ริชาร์ทเอ่ยถามออกไปอย่างกล้ำกลืน เพราะถ้าจะให้เขามีพยาบาลแบบนั้นมันหาไม่อยากหรอก แต่เขาต้องการย่นเวลาให้มันเร็วขึ้น เพราะเขาไม่อยากจะให้ใครมารับรู้เรื่องน่าอับอายนี้ของเขา
“ ยาน่ะมี อาจารย์ฉันจะส่งมาให้ในอีกสองอาทิตย์ ฉันว่าแกต้องไปหาที่รักษาตัวแล้วล่ะว่ะ ถ้าไม่อยากจะให้ใครรู้เรื่องของแก จะให้ดีนะ ไปในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ร่างกายแกจะได้พักผ่อนไปด้วย” ชยุตแนะนำไปตามที่เขาคิด
“ฮ้อ มันเวรกรรมอะไรของฉันวะเนี่ย” ริชาร์ทพูดไปก็ทำหน้าเซ็ง เมื่อต้องรักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพที่ไม่มีใครอยากจะเป็น
หลังจากที่คุยกับเพื่อนหนุ่มเสร็จ ริชาร์ทก็ตัดสินใจขอปู่ของเขาไปรักษาตัวที่ไร่ชนาธรที่อยู่กลางหุบเขาในเขตจังหวัดเชียงราย เพราะเป็นไร่ที่ปู่ของเขาทำไว้สมัยยังหนุ่มๆ
สองปีผ่านไป
ณ ร้านอาหารในโรงแรมสุดหรูใจกลางเมืองกรุงเทพที่ลายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย แต่มีห้องอาหารส่วนตัวที่ท่านอัคชัย ธนาวัตรได้จองไว้ สำหรับคุยธุระกับลูกสาวของเขา ด้วยความที่เขานั้นเป็นลูกผู้ดีอยู่ในสังคมไฮโซ จึงทำให้เขาไม่สามารถยกย่องดาหลัน ภรรยาของเขาที่เป็นเพียงแค่ลูกสาวชาวนาออกนอกหน้านอกตาได้ จนวันหนึ่งแม่ของเขาได้ไล่ลูกและเมียของเขาออกจากบ้านไป โดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ห่างๆเท่านั้น จนกระทั่งแม่ของเขาเสียไปเมื่อสองปีก่อน เขาจึงอยากจะพาลูกสาวของเขาไปอยู่ที่บ้านด้วย แต่รมิดาก็ไม่ยอม เพราะยังไม่ให้อภัยเขาเรื่องที่ทำให้ดาหลันต้องตรอมใจตาย มาจนถึงวันนี้เขาได้นัดลูกของเขาให้มา เพื่อจะตักเตือนเรื่องข่าวที่กำลังดังกระช่อนไปทั่วประเทศ
“สวัสดีค่ะ” รมิดา เอ่ยสวัสดีพ่อผู้ให้กำเนิดก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ โดยมีบอดี้การ์ดของพ่อเธอเป็นคนดึงเก้าอี้ออกให้เธอนั่ง
“เมื่อไหร่ฟ้าจะเลิกทำตัวแบบนี้สักที รู้ไหมว่าพ่อเหนื่อยแค่ไหนกับการต้องแก้ข่าวพวกนี้ให้” อัคชัยเอ่ยถามลูกสาวออกไป เพราะรมิดากลายเป็นดาราชื่อดังไปแล้ว และตอนนี้ก็กำลังเป็นข่าวพัวพันกับเรื่องรักสามเศร้ากับช่างภาพคนหนึ่งอยู่
“ฟ้าก็ไม่เคยบอกให้ท่านแก้ข่าวพวกนี้ให้นิคะ อีกอย่างฟ้าจะดูไม่ดียังไงก็ไม่ทำให้ท่านรัฐมนตรีอย่างท่านต้องเสียชื่อเสียงหรอกค่ะ เพราะใครๆเขาก็คงไม่รู้ว่าท่านซุกลูกนอกคอกแบบฟ้าไว้ ไหนๆก็ปิดมาได้ตั้งนานก็ทำต่อไปสิคะ” รมิดาเอ่ยประชดออกไป เพราะพ่อของเธอเป็นรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่ง จึงมีข่าวทำให้ท่านเสื่อมเสียไม่ได้
“นี่ฟ้าจะทำให้พ่อโมโหไปถึงไหน ห้ะ” อัคชัยเริ่มโมโห เมื่อลูกสาวพูดออกมาอย่างไม่รักษาน้ำใจของเขา
“คุณท่านครับ ผมว่าใจเย็นๆก่อนดีกว่านะครับ คุณหนูเธอยังเด็กครับ” มานพคนสนิทของอัคชัยเอ่ยห้ามออกไป เพราะเขารู้ดีว่าที่รมิดาพูดไปนั้น ก็แค่เรียกร้องความสนใจตามประสาคนเอาแต่ใจก็เท่านั้น
“ฟ้าไม่ใช่เด็กแล้วค่ะลุงนพ ฟ้าโตแล้ว โตพอที่จะดูแลตัวเองได้ และรู้ว่าอะไรเป็นอะไร และใครที่ทำให้แม่ของฟ้าต้องตรอมใจตาย” รมิดาเอ่ยพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเข้ม เธอยังจำวันนั้นได้ดี วันที่แม่ของเธอต้องตรอมใจตาย เพราะพ่อของเธอสัญญาว่าจะกลับมาหา แต่ท่านก็ไม่กลับมา และพ่อของเธอก็แต่งงานกับวิชุนีซึ่งเป็นไฮโซที่ย่าของเธอหามาให้ และพ่อของเธอก็ยกย่องออกหน้าออกตา จนแม่เธอเสียใจอย่างหนักก่อนจะตายไปในที่สุด
พ่อก็เสียใจไม่ต่างกัน พ่อถึงพยายามดูแลฟ้าให้ดีที่สุดไง แต่ฟ้ากลับ เอาแต่สร้างเรื่องปวดหัวให้พ่อไปวันๆ ” อัคชัยพูดไปก็ทำหน้าจริงจัง ไม่ใช่ว่าเขาไม่เสียใจ ตั้งแต่ดาหลันตายเขาก็รู้สึกผิดมาตลอด เขาจึงแอบส่งเงินค่าเลี้ยงดูรมิดาให้กับดวงพร พี่สาวของดาหลันที่คอยดูแลรมิดาแทนหลังจากที่ดาหลันตายไปอย่างไม่ขาด
“ ท่านเรียกฟ้ามาคุยแค่นี้ใช่ไหมคะ ฟ้าจะได้กลับ ฟ้าไม่อยากมานั่งทะเลาะกับท่านแล้วค่ะ ฟ้าเหนื่อย” รมิดาเอ่ยพูดไป เพราะในใจของเธอนั้นอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ แล้วกอดผู้เป็นพ่อไว้ แต่มันก็ทำได้แค่ความคิด เมื่อทิฐิในใจยังคงมีอยู่
“พรุ่งนี้ไปงานเลี้ยงที่บ้านของเจ้าสัวนิรุจกับพ่อ ทุกคนจะได้รู้ว่าฟ้าน่ะเป็นลูกของพ่อไม่ใช่เมียน้อยแบบที่เป็นข่าวออกไป” อัคชัยเอ่ยบอกไป เพราะเขาก็ตกเป็นข่าวกับลูกสาวเช่นกัน เขาจึงอยากจะพารมิดาไปเปิดตัวให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
“เฮ้อ ฟ้าขออยู่แบบเงียบๆนะคะ ตอนนี้ข่าวของฟ้าไม่ดีจะไปกระทบกับงานของท่านเปล่าๆ ไว้ท่านออกจากงานหรือหย่ากับเมียท่านได้เมื่อไหร่ ค่อยเปิดตัวว่าฟ้าเป็นลูกนะคะ ถือว่าฟ้าขอ” รมิดาเอ่ยบอกไป เพราะเธอจะไม่ยอมบอกใครว่าเธอเป็นลูกของท่านอัครชัยนักการเมืองชื่อดังที่ใครๆต่างก็รู้จัก เธอจะปล่อยให้มันเป็นข่าวไปแบบนี้แหละ ให้ยัยวิชุนีกระอักไปเลยอยากมาแย่งพ่อไปจากแม่ของเธอดีนัก จะได้รู้ซะบ้างว่าแม่ของเธอต้องเสียใจแค่ไหน
“งั้นก็แล้วแต่ฟ้าก็แล้วกัน พ่อจะปิดข่าวให้ก็แล้วกัน อ่ะ นี่ของขวัญวันเกิด หวังว่าฟ้าจะใช้มันไปทำงานนะ ไม่ใช่ขับไอ้รถโกโรโกโสนั่น แล้วก็นี่คอนโดใหม่ ย้ายเข้าไปอยู่ได้เลย พ่อคุยเรื่องนี้กับดวงพรและดนุภพแล้ว สองคนนั้นอนุญาตให้ฟ้าไปอยู่คอนโดได้แล้ว ที่นี่ปลอดภัยและก็สะดวกพอที่ฟ้าจะให้เพื่อนมาอยู่เป็นเพื่อนได้ แล้วก็นี่บัตรเครดิตใช้ให้มันประหยัดๆล่ะ ” อัคชัยเอ่ยพูดก็ส่งกุญแจรถสปอร์ตให้กับลูกสาว พร้อมกับเอกสารของคอนโดที่เขาซื้อให้ ก่อนจะส่งบัตรเครดิตให้อีกหนึ่งใบ เขาเห็นว่าตอนนี้ลูกสาวของเขาก็โตพอที่จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาถึงยอมให้ไปอยู่คอนโด เพราะรมิดาเคยมาขอเขานานแล้ว แต่เขาไม่โอเค จึงสั่งห้ามดนุภพและดวงพรห้ามตามใจลูกสาวของเขาจนเกินเหตุ จนตอนนี้ลูกสาวของเขาใกล้จะเรียนจบแล้ว เขาจึงอยากจะให้อะไรกับลูกบ้าง
“จริงเหรอคะ ท่านให้ฟ้าจริงๆเหรอคะ” รมิดาเอ่ยถามออกไปอย่างตื่นเต้น เพราะเธออยากจะใช้ชีวิตแบบนี้นานแล้ว แต่ป้าและลุงของเธอไม่ยอมสักที เพราะเอาแต่รอให้เธอเรียนจบมหาลัยก่อน แต่เธอทำงานไปด้วยแบบนี้มันจึงทำให้เธอจบช้าไปกว่าเพื่อนๆ
“อืม แล้วต่อไปก็ทำตัวดีๆล่ะ หัดฟังที่พ่อว่าที่พ่อเตือนบ้าง แล้วเลิกเรียกพ่อว่าท่านสักที พ่อขอแค่นี้ได้ไหม ขอให้เราสองคนพูดดีๆใส่กันเหมือนพ่อลูกคนอื่นๆเขา” อัคชัยเอ่ยพูดก็แกล้งตีหน้าเข้มออกไป เพราะกลัวลูกสาวจะจับได้ว่าเขานั้นแกล้งทำหน้าเข้ม ต่อไปเขาจะพยายามพูดดีๆกับลูกสาวให้มากกว่านี้ ยัยลูกสาวตัวแสบจะได้รู้สักทีว่าเขานะห่วงเธอแค่ไหน
“ขอบคุณนะคะ พ่อ พ่อน่ารักที่สุดเลยค่ะ” รมิดาเอ่ยพูดไปก็ยิ้มให้พ่อของตัวเอง เธอรู้ว่าพ่อของเธอพยายามจะไถ่โทษกับเรื่องราวที่ผ่านมา แต่เธอแค่ยังทำใจไม่ได้ เพราะยิ่งเห็นหน้าของวิชุนีภรรยาใหม่ของพ่อ มันก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึงอดีต แต่เอ๊ะ ถ้ายัยป้านั่นรู้ว่าพ่อซื้อรถและคอนโดให้เธอจะเป็นยังไงนะ แบบนี้ต้องเล่นอะไรสนุกๆกันหน่อยแล้ว รมิดาคิดในใจอย่างนึกสนุก
“ทีแบบนี้ล่ะเรียกพ่อเต็มปากเต็มคำเชียวนะ” อัคชัยเอ่ยแซวลูกสาวออกไปก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ มานพลูกน้องคนสนิทเห็นก็พลางโล่งอกที่ทั้งสองคนคุยกันดีๆได้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งสองก็ทะเลาะกันแบบนี้เป็นประจำจนเขาชินแล้ว
“งั้นทานข้าวกันดีกว่าค่ะ วันนี้ฟ้าอารมณ์ดีแล้ว มีแต่ของโปรดฟ้าทั้งนั้นเลย” รมิดาพูดไปก็เริ่มตักอาหารใส่จานของเธอ ก่อนจะตักอาหารให้ผู้เป็นพ่ออย่างเอาใจ เพราะเธอไม่เคยเห็นพ่อเธอพูดจาแบบนี้มาก่อน ท่านคงจะเสียใจที่เธอไม่เรียกท่านว่าพ่อ ไหนๆท่านก็คอยดูแลเธออย่างดี เธอก็จะให้โอกาสพ่อของเธอได้ทำหน้าที่ของท่าน และเธอก็จะพยายามเป็นลูกที่ดีให้ได้
