บทที่ 2 บทที่ 1.2 ขบวนค้าทาส
“กรี๊ดดด”
เจ้าของเสียงดุกระโดดลงจากหลังอูฐแล้วตรงเข้าตะครุบหญิงสาวที่วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตายจนล้มลงไปกับผืนทรายด้วยกันทั้งคู่ จนหญิงสาวที่โดนตะครุบตัวกรี๊ดลั่นด้วยความตกใจพร้อมกับหลับตาปี๋เมื่อคิดว่าหน้าของตัวเองคงต้องกระแทกจมลงกับผืนทรายแน่
“ทรงบาดเจ็บหรือไม่พะยะค่ะ” องครักษ์คนสนิทรีบกระโจนลงมาจากหลังอูฐเพื่อถามองค์รัชทายาท
“ข้าไม่เป็นอะไร”
องค์รัชทายาทหนุ่มตอบกลับองครักษ์ของตัวเองพร้อมกับลุกขึ้น โดยพยุงหญิงสาวที่หลับตาตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่ที่แผงอกเขาให้ลุกขึ้นมาพร้อมกัน
“เจ้าวิ่งหนีทำไม หรือว่าเจ้าเป็นพวกเดียวกันกับเจ้าพวกค้าทาส” เจ้าของน้ำเสียงดุดันเอ่ยถามทันทีเมื่อหญิงสาวลืมตาขึ้นมามองหน้าเขา
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้เป็นพวกเดียวกับมัน” นางทาสเบอร์หนึ่งตอบออกไปอย่างลนลานปากคอสั่นเพราะกลัวเหล่าชายฉกรรจ์ตรงหน้าเข้าใจผิด นางกลัวว่าชายพวกนี้เจ้าใจผิดคิดว่านางเป็นคนของพ่อค้าทาสแล้วจะโดนฆ่าตายเหมือนเหล่าชายโฉดพวกนั้น
“ทูลองค์รัชทายาทนางคนนี้สำเนียงแปลกยิ่งนัก ไม่เหมือนชาวดิลฮาม จะให้ทำยังไงกับนางดีพะยะค่ะ”
องครักษ์หนุ่มอีกคนเอ่ยถามขึ้นมาเพราะถึงแม้ว่าตอนนี้จะเห็นรูปร่างหน้าตาของหญิงสาวตรงหน้าไม่ชัดเจนนักเนื่องจากอยู่กลางทะเลทรายที่มีเพียงแสงจันทราสาดส่องลงมาเพียงเท่านั้น แต่พวกเขาก็สัมผัสได้ว่านางผู้นี้ไม่ใช่คนในประเทศนี้อย่างแน่นอน
“จัดการเรื่องที่สั่งเรียบร้อยหรือยัง”
“เรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ ตอนนี้ทางเราจับกุมตัวหัวหน้าพ่อค้าทาสไว้แล้ว และทหารส่วนหนึ่งกำลังดูอาการพวกนางบางคนที่มีอาการบาดเจ็บอยู่พะยะค่ะ”
“ดีมาก ถ้าอย่างนั้นนำตัวนางไปรวมกับพวกผู้หญิงที่เราช่วยไว้และเมื่อถึงพระราชวังข้าจะจัดการกับเรื่องนี้อีกครั้ง”
ดวงตาคมเข้มเหลือบมองหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นน้ำตาคลออยู่ตรงหน้าและตัดสินใจได้ในที่สุดว่าจะทำอย่างไรกับหญิงน่าสงสัยนางนี้ดีเพราะจากตอนที่ซุ้มดูอยู่กับทหารเมื่อครู่ ก็มีแค่นางคนเดียวที่ไม่ต้องบำเรอชายในขณะที่พวกทาสสาวคนอื่นๆ ล้วนไม่มีใครได้รับการยกเว้นเช่นนางเลย แต่หากนางเป็นผู้บริสุทธิ์เป็นทาสที่ถูกจับมาขายจริงเขาก็จะช่วยเหลือนางตามสมควรเหมือนกับที่ช่วยคนอื่นๆ แต่หากนางเป็นพวกเดียวกับพวกค้าทาส เขาก็จะไม่ละเว้นเช่นกัน
“พะยะค่ะ”
“เดี๋ยวค่ะท่าน เดี๋ยวก่อน ได้โปรดช่วยข้าด้วย”
นางทาสที่ยืนตัวสั่นน้ำตาคลอเมื่อครู่รีบทรุดลงกับพื้นกอดขาอ้อนวอนคนที่นางคิดว่าเขามีอำนาจที่สุดในที่นี้และที่สำคัญนางสัมผัสได้ว่าเขาไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายนาง
“รีบปล่อยมือของเจ้าออกซะถ้าไม่อยากรับโทษ” เสียงองครักษ์รีบเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่านางทาสผู้นี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกล้ามาแตะต้องพระวรกายขององค์รัชทายาท แต่องค์รัชทายาทกลับยกมือปรามองครักษ์ของตัวเองไว้
“ท่านค่ะ ได้โปรดเถอะค่ะพาข้าไปกับท่านด้วย ข้าไม่อยากไปอยู่รวมกับใครอีกแล้ว ได้โปรด ข้าไม่ใช่พวกค้าทาส”
นางทาสเบอร์หนึ่งยังคงร้องไห้กอดขาชายหนุ่มแน่นอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ว่าภายในหัวเธอจะยังว่างเปล่าแต่นางเชื่อว่าเขาไม่ใช่คนเลวแบบพวกที่นางเจอมาตลอด
“ท่านค่ะ ได้โปรดเถอะค่ะ”
เสียงสะอื้นไห้เปล่งออกมาอีกครั้งพร้อมกับเงยหน้าอ้อนวอนที่พึ่งสุดท้ายของนางด้วยน้ำตานองหน้า นางไม่อยากไปอยู่รวมกับใครอีกแล้ว นางกลัวเหลือเกินว่าจะมีพ่อค้าทาสคนอื่นมาจับนางไปอีก นางไม่อยากตกนรกทั้งเป็นอีกแล้ว
“แบ่งทหารออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ที่นี่เพื่อช่วยพวกผู้หญิงที่เหลือกับพ่อค้าทาสแล้วให้ออกเดินทางพรุ่งนี้ ส่วนทหารอีกส่วนหนึ่งให้ติดตามข้ามาตามกำหนดการเดิม”
หญิงสาวฟลุบลงกับผืนทรายอย่างหมดแรงเพราะนางเข้าใจคำสั่งของเขาว่าเขาดีว่าชายหนุ่มผู้นี้จะไม่พานางไปด้วย นางจะต้องกลับไปอยู่กับเหล่านางทาสเหมือนนางที่คนของเขาช่วยเหลือ
“แล้วเจ้าจะอยู่ที่นี่หรือไง”
องค์รัชทายาทที่ไม่เคยใจอ่อนกับใครหรือสตรีนางใดเอ่ยออกมาเสียงเข้มเมื่อเห็นว่าคนที่อ้อนวอนจะไปด้วยฟลุบหน้าลงไปร้องไห้สะอึกสะอื้นกับผืนทราย
“ถ้าอยากไปกับข้านักก็ตามมา”
นางทาสรีบเงยหน้าขึ้นด้วยความหวังทันทีเมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ นางจึงรีบลุกขึ้นวิ่งตามชายหนุ่มไปทันที
“รองเท้าไปไหน” ร่างกำยำที่ขึ้นไปบนหลังอูฐแล้วเอ่ยถามหญิงสาวที่วิ่งตามมายืนอยู่ข้างๆ อูฐ
“พ่อค้าทาสไม่ให้ใส่รองเท้าเวลาหยุดพักแต่ว่าข้าเดินเท้าเปล่าได้เจ้าค่ะ ขอเพียงท่านเมตตาให้ข้าได้ตามไปด้วยก็เพียงพอแล้ว และไม่ว่าท่านจะให้ข้าทำสิ่งใดเพื่อตอบแทนบุญคุณในครั้งนี้ข้าก็พร้อมยอมทำเพื่อท่านเจ้าค่ะ” หญิงสาวรีบเช็ดน้ำตาและเม็ดทรายที่เปรอะเปื้อนใบหน้างามออกและเงยหน้าตอบคนบนหลังอูฐ เจ็บปวดทรมานมากกว่านี้นางก็ผ่านมาแล้ว นับประสาอะไรกับแค่เดินเท้าเปล่าตามเขากลางทะเลทราย
เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นเป็นประกายกับรอยยิ้มอันโง่งมจากคนด้านล่างที่ส่งมาให้ คนที่นั่งอยู่บนหลังอูฐเช่นเขาจึงใช้มือตบที่สีข้างอูฐคู่ใจเบาๆ ให้มันย่อตัวนั่งลง จะให้นางเดินตามก็กระไรอยู่ จะให้ทหารไปหาอูฐมาให้นางยิ่งแล้วใหญ่เพราะดูท่าแล้วนางคงขี่ไม่เป็นและเขาก็ไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไร้สาระอีกแล้ว
“ขึ้นมา”
“ท่านจะให้ข้านั่งไปด้วยหรือเจ้าคะ” เจ้าของดวงตากลมโตเอ่ยถามออกไปอย่างซาบซึ้งในความมีเมตตาของเขา
“ใช่”
“ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่าน”
คนที่ถูกเรียกว่านายท่านเป็นครั้งแรกถึงกับกระตุกยิ้มที่มุมปากเพราะความขำกับคำเรียกที่ทาสสาวตรงหน้านี้เอ่ยเรียก นี่เขากลายเป็นเจ้านายของนางไปแล้วหรือ และนางไปอยู่ไหนมากันถึงไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร อีกอย่างนางไม่ได้ยินคำราชาศัพท์จากพวกองค์รักษ์เวลาคุยกับเขาหรอกหรือ
“นี่เจ้าจะรัดคออูฐของข้าให้ตายเลยหรืออย่างไร” เสียงเข้มเอ่ยถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหญิงสาวปีนขึ้นมาบนหลังอูฐแล้วแต่เพราะบังเหียนนี้ทำไว้สำหรับนั่งคนเดียวนางจึงบีบขึ้นมานั่งด้านหน้าบังเหียนและโน้มตัวลงไปกอดคออูฐคู่ใจเขาซะแน่น ดีนะเขาอยู่ด้วยไม่อย่างงั้นอูฐของเขาคงสลัดนางตกลงไปหลังหักแล้ว
“เปล่าเจ้าค่ะ ข้าแค่กอดเขาไว้เพราะกลัวตกเพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ” เสียงสั่นๆ ตอบกลับมาเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางเคยขึ้นขี่หลังอูฐ
“อุ๊ย นายท่านเจ้าคะ”
คนที่โน้มตัวกอดคออูฐอยู่ร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อเอวบางโดนรวบขึ้นและยกขึ้นไปนั่งบนบังเหียนที่เขานั่งอยู่
“นั่งแบบนั้นเวลาอูฐเดินเจ้าได้ตกลงไปหลังหักแน่”
“แต่นายท่านจะอึดอัด ข้าลงไปเดินได้เจ้าค่ะ ข้าจะเดินตามท่านให้ทัน” นางแย้งขึ้นเพราะตอนนี้นางนั่งอยู่ด้านหน้าเบียดเจ้าของอูฐจนแผ่นหลังของเธอแนบไปกับแผ่นอกกว้างของเขาอย่างไม่มีช่องว่าง
องค์รัชทายาทผู้ซึ่งไม่ค่อยสุงสิงกับสตรีนางใดนอกจากเรื่องบนเตียงเริ่มรำคาญกับคนที่ขอติดตามมาด้วยจึงกระตุกเชือกสั่งอูฐคู่ใจให้มันลุกออกวิ่งทันที
“กรี๊ดดดด”
ทาสสาวร้องขึ้นอย่างตกใจเมื่ออยู่ๆ อูฐก็ลุกขึ้นวิ่งจนทำให้นางเกือบหน้าคะมำเพราะไม่ทันตั้งตัวดีที่มีท่อนแขนแข็งแกร่งเอื้อมมาโอบเอวเธอไว้ได้ทัน
เมื่ออูฐวิ่งไปได้สักพักและนางก็เริ่มทรงตัวได้แล้ว นางจึงบอกให้ผู้มีพระคุณของนางปล่อยเอวนางด้วยความเกรงใจ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรรวมถึงไม่ยอมปล่อย นางจึงได้แต่นั่งเงียบไปตลอดทางเพราะกลัวว่าเขาจะรำคาญความเรื่องมากของนางและปล่อยนางไว้กลางทะเลทรายคนเดียว
