บทที่ 9 บทที่ 4.1 เมินเฉย
เช้าวันต่อมาเมื่อไม่มีคำสั่งอะไรเข้ามาอย่างที่นางนึกหวั่นใจตั้งแต่เมื่อคืน หญิงสาวจึงยังคงไปปรนนิบัติรับใช้นายท่านของนางเหมือนเช่นที่ผ่านมา แม้ว่านางจะรู้สึกได้ว่านายท่านนั้นมีท่าทีเย็นชาและไว้ตัวกับนางมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นตอนนี้ที่นายท่านให้นางไปนั่งอยู่ข้างประตูห้องทำงาน แทนการนั่งอยู่ที่พื้นข้างๆ เก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ของเขาเวลาที่เขาทำงานเหมือนเช่นทุกครั้ง และนายท่านก็ไม่ค่อยเรียกใช้ให้นางคอยทำโน้นนี่ให้เหมือนที่ผ่านมาอีกด้วย
หญิงสาวหลุดจากภวังค์ความคิด เมื่อได้ยินเสียงเก้าอี้ตัวใหญ่เคลื่อนตัว พร้อมกับร่างกายกำยำกำลังเดินย่ำเท้าหนักแน่นมาตรงประตูที่นางนั่งอยู่
“นายท่านจะไปไหนหรือเจ้าคะ” หญิงสาวรีบเอ่ยถามทันที เมื่อเห็นว่านายท่านกำลังจะเดินออกไปที่ประตูแล้ว แต่นายท่านไม่แม้แต่จะบอกอะไรนางเลย
“ข้าจะไปธุระ เจ้าไม่ต้องตามมา แล้วก็กลับไปได้เลยไม่ต้องรอข้า”
หญิงสาวยังไม่ทันได้ตอบรับเลยด้วยซ้ำชายหนุ่มก็เดินออกไปทันทีอย่างไม่ใส่ใจอะไร
อดีตนางทาสหน้าหวานยังคงทำหน้าที่ดูแลรับใช้นายท่านของนางต่อไปแต่ละวันอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง แม้ว่าตอนนี้ในใจของนางจะเริ่มห่อเหี่ยวลงเรื่อยๆ แล้วก็ตามกับท่าทีเหินห่างที่นายท่านมีต่อนางมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่านางจะความจำเสื่อมแต่นางก็ทราบดีว่าสาเหตุนั้นมาจากอะไร เป็นตัวนางเอกที่ทำให้นายท่านเข้าใจผิดไปขนาดนั้น ทั้งๆ ที่นายท่านดีกับนางมากแท้ๆ จะมีใครที่ไหนกันที่จะช่วยคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทั้งยังให้คนไม่ได้เรื่องได้ราวอย่างนางมารับใช้ข้างกายและยังให้กินอยู่อย่างสุขสบายอีก แต่เพิ่งมาสำนึกตอนนี้แล้วนางจะทำอะไรได้กันล่ะ
อดีตทาสสาวได้เพื่อนใหม่มาหนึ่งคนชื่อว่า ฮันนา โดยฮันนานั้นเป็นนางกำนัลในตำหนักองค์รัชทายาท แต่จนถึงทุกวันนี้หญิงไร้ความทรงจำก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าคนรับใช้ที่เธอคิดนั้นก็คือนางกำนัล และนายท่านของนางนั้นก็คือองค์รัชทายาทที่จะขึ้นปกครองประเทศดิลฮามาเป็นองค์ต่อไป แต่ทุกคนในตำหนักแม้แต่ทหารองครักษ์ล้วนไม่มีใครถือสากับความไม่รู้ของนาง ไม่ใช่เหตุเพราะนางความจำเสื่อมแต่เพราะองค์รัชทายาทเจ้าของตำหนักที่เป็นเจ้านายของพวกเขาทั้งหลายนั้นไม่ได้ห้ามนาง ไม่บอกกล่าว รวมทั้งไม่มีการสั่งทำโทษนางแต่อย่างไร เพราะฉะนั้นข้ารับใช้อย่างเช่นเหล่านางกำนัลและทหารหรือจะมีสิทธิ์ไปว่ากล่าวตักเตือนนางได้
“ฮันนาเจ้าจะไปไหนเหรอ”
หญิงสาวเดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แม้ว่าเรื่องที่คิดทั้งหมดนั้นจะเกี่ยวข้องกับนายท่านของนางก็ตาม จนเดินมาถึงระแวกที่พักของฮันนา เพื่อนเพียงคนเดียวของเธอในตอนนี้
“ข้ากำลังจะไปเยี่ยมพ่อกับแม่ข้าข้างนอกวังน่ะ เจ้ามีอะไรรึเปล่า” ฮันนาถามอย่างสงสัยเพราะนี่ก็หกโมงแล้ว ทำไมเพื่อนความจำเสื่อมของนางถึงยังเดินมาถึงที่นี่อีก
“เปล่าหรอกฮันนา พอดีข้าว่างเลยคิดว่าจะมาช่วยงานเจ้าน่ะ” คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรทำตอบไปตามตรง
“วันนี้ข้าไม่มีงานอะไรต้องทำแล้วข้าก็ไม่มีเวรคืนนี้ด้วย ข้าเลยเพิ่งไปทำเรื่องขออนุญาตไปค้างด้านนอกมาน่ะ”
“งั้นเหรอ”
ร่างบางตอบรับด้วยน้ำเสียงหงอยๆ จนฮันนาอดอมยิ้มกับความขี้อ้อนไม่รู้ตัวของคนตรงหน้าไม่ได้ แต่ว่าวันนี้นางอยู่คุยเล่นกับคนตรงหน้าเหมือนอย่างทุกทีไม่ได้
“ข้าขอโทษที่ไม่ได้บอกเจ้าก่อน เพราะตอนแรกข้ากไม่คิดว่าพ่อกับแม่ของข้าจะอยู่บ้านวันนี้น่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก เจ้าไปเถอะเดี๋ยวข้าก็จะกลับไปพักแล้วเหมือนกัน”
หลังจากฮันนาไปแล้ว นางก็เดินเอื่อยๆ กลับที่พักของตนเอง สองอาทิตย์มานี้นางได้ฮันนาเป็นเพื่อนนางจึงไม่ค่อยรู้สึกโดดเดี่ยวเท่าไรนัก บ้านของนายท่านช่างใหญ่โตและมีคนอยู่อาศัยมากมาย นางไม่เคยออกไปนอกอาณาเขตที่ฮันนาบอกว่าเป็นบ้านส่วนตัวของนายท่านเลยเพราะฮันนาบอกว่านางอาจจะไปทำอะไรผิดพลาดหัดหูขัดตาเจ้านายคนอื่นจนอาจโดนลงโทษได้ นางจึงไม่ออกไปนอกบริเวณบ้านของนายท่านตามที่ฮันนาบอกเพราะนางไม่อยากทำให้นายท่านรำคาญใจหากว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
หญิงสาวเดินมาถึงตึกที่พักของตัวเอง และเห็นผู้ชายคนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องของนายท่านบ่อยๆ มาที่นี่วันนี้ก็คงไม่แคล้วมาพาสาวงามไปให้เจ้านายตัวเองเป็นแน่ แต่นางก็ไม่แปลกใจหรอกเพราะวันนี้นายท่านไล่นางกลับเร็วซะขนาดนั้น
นางทำทีเป็นเดินชมสวนดอกไม้ที่อยู่รอบๆ ตึกของนางบำเรอซึ่งเป็นตึกที่นางยังคงได้อาศัยอยู่ที่นี่ แม้ว่านางจะไม่ได้เป็นนางบำเรอของนายท่านก็ตาม
เมื่อเดินชมนกชมไม้ต่อไปได้สักพัก นางก็เห็นหญิงสาวสามคนหน้าตาสะสวยจมูกโด่ง ตาคม แพขนตางอนหนา รูปร่างเย้ายวนอวบอิ่มตามแบบฉบับของหญิงชาวดิลฮามเดินตามหลังเหล่าคนรับใช้ของนายท่านออกมาด้วยหน้าตาแช่มชื่นแม้ว่าพวกนางไม่ได้กำลังยิ้มอยู่ก็ตาม ผิดกับนางที่ต้องเดินแห้งเหี่ยวอยู่คนเดียวกลางสวนดอกไม้แสนสวยแห่งนี้
หลังจากตึงเครียดกับการทำงานมาทั้งวันรวมทั้งอารมณ์ปรารถนาตามธรรมชาติของบุรุษเพศที่ไม่ได้ปลดปล่อยมากว่าอาทิตย์ทำให้วันนี้องค์รัชทายาทหนุ่มเรียกนางบำเรอของตนเองให้มาปรนนิบัติถึงสามคน
เมื่อมาถึงนางบำเรอที่เป็นงานอย่างช่ำชองทั้งสามคนก็ไม่รอช้าเมื่อได้รับคำอนุญาตจากร่างองอาจที่นั่งอยู่บนแท่นบรรทมใหญ่
พวกนางต่างพากันนวดต้นคอ ไหล่หนาและท่อนแขนบึกบึนทั้งสองข้างอย่างเอาอกเอาใจ เพราะพวกนางได้รับคำสั่งมาจากนางกำนัลอีกทีว่าวันนี้องค์รัชทายาทของพวกนางต้องการสิ่งใด
เมื่อพวกนางนวดผ่อนคลายให้รัชทายาทหนุ่มรูปงามแล้วพวกนางก็ค่อยๆ ปลดเปลื้องฉลองพระองค์ขององค์รัชทายาทรัชทายาทออกตามด้วยชุดของพวกนาง จากนั้นทั้งสามคนก็พากันบำรุงบำเรอให้ชายหนุ่มอย่างเร่าร้อน
นางบำเรอคนหนึ่งคุกเข่าอยู่บนเตียงด้านหลังองค์รัชทายาทจากนั้นจึงลูบไล้แผ่นหลังกว้างอย่างปลุกเร้า รวมทั้งใช้ลิ้นอันช่ำชองไล้เลียแผ่นหลังกว้างไปด้วย
นางบำเรออีกคนหนึ่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง โน้มตัวลงไปไล้เลียแผ่นอกที่เป็นมัดกล้าม ยอดอกสีเข้ม รวมทั้งใช้มือโลมลูมหน้าทองลอนสวยอย่างยั่วเย้า
ส่วนนางบำเรอคนสุดท้ายนั้นนั่งคุกเข่าอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างและกำลังใช้ปากครอบครองแก่นกายแข็งขืนปูดโปนอยู่จนแก้มตอบ
นางบำเรอทั้งสามคนผลัดเปลี่ยนหมุดเวียนบำเรอให้องค์รัชทายาทของพวกนางอย่างหนักหน่วงและเร่าร้อน ขึ้นขย่มท่อนเอ็นแข็งขืนอย่างดุดันและผลัดกันป้อนทรวงอกอวบใหญ่ให้ชายหนุ่มบีบขยำดูดกลืนอย่างไม่ให้ขาดตอน
องค์รัชทายาทหนุ่มกระแทกกระทั้นสามร่างงามอย่างไม่ออมแรงจนพวกนางต่างพากันหวีดร้องอ่อนระทวยไปตามๆ กัน จนเมื่อการปลดปล่อยตามธรรมชาติครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลง นางบำเรอสองคนก็ช่วยกันรูดเครื่องป้องกันออกจากแก่นกายใหญ่โตขององค์รัชทายาทและผลัดกันดูดเลียกลืนกินน้ำสีขาวขุ่นที่ติดอยู่ตรงแก่นกายอย่างเอร็ดอร่อย
“เจ้าจะทำอะไร!”
เสียงกร้าวตวาดออกมาเมื่อระหว่างที่นางบำเรอสองคนกำลังแย่งกันกลืนกินแก่นกายของเขาอยู่นั้น กลับมีนางบำเรออีกคนใช้มือรั้งต้นคอหนาของเขาไว้และเผยอริมฝีปากอวบอิ่มเพื่อจะจูบ
“เอ่อ หม่อมฉัน หม่อมฉัน” คนที่เผลอตัวจะทำฝ่าฝืนกฎได้แต่อ้ำอึ้งอย่างตระหนก เพราะถึงแม้องค์รัชทายาทจะไม่ได้พระทัยดีมากนักแต่พระองค์ก็ไม่เคยตวาดเสียงแข็งใส่นางบำเรอคนไหนมาก่อนเวลาที่พวกนางถวายงานอยู่
“ออกไป”
“หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉัน”
นางบำเรอผู้ริอาจจะทำฝ่าฝืนกฏโดยการจะจูบองค์รัชทายาทละล่ำละลักขอประทานอภัยเพราะหากนางทำให้องค์รัชทายาทไม่พอใจนางอาจจะโดนปลดได้
“ข้าบอกให้ออกไป!” เสียงกร้าวตวาดออกไปอีกครั้งนึงเมื่อนางบำเรอไม่รู้ความยังคงนั่งพูดจาแก้ตัวน่ารำคาญไม่หยุด นางก็น่าจะอยู่มานานทำไมถึงไม่รู้ว่าคำสั่งคือคำสั่ง
นางบำเรอที่โดนไล่รีบลนลานออกไปนอกห้องทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งกายให้เรียบร้อยเลยด้วยซ้ำ แต่นางก็ไม่อยากเสี่ยงมัวทำตัวรีลาให้องค์รัชทายาทกริ้วมากไปกว่านี้อีกแล้ว
“องค์รัชทายาทเพคะ” หนึ่งในสองนางบำเรอที่เหลืออยู่เอ่ยขึ้นมาเสียงหวานพลางใช้มือปลุกเร้าแก่นกายยาวใหญ่ให้แข็งขืนขึ้นมาอีกครั้ง
“อย่ากริ้วเลยนะเพคะ” นางบำเรออีกคนรีบเอ่ยเสริมเสียงหวานพลางขยับร่างเย้ายวนเข้าไปใกล้ พร้อมทั้งแอ่นหยัดเต้าทรวงอวบอัดอย่างยั่วเย้า
“พวกเจ้าก็ออกไปด้วย!”
องค์รัชทายาทรูปงามถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายเมื่อเหล่านางบำเรอพากันออกไปหมดแล้ว
พวกนางคิดว่าจะใช้เรือนร่างออดอ้อนให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาได้หรือยังไงกัน ถ้าเขาตกบ่วงราคะของพวกนางง่ายๆ ป่านนี้เขาคงแต่งตั้งพวกนางเป็นชายาไปแล้ว ยิ่งกับนางบำเรอคนนั้นคิดยังไงถึงกล้าจะมาจูบเขา จะมาอ้างว่าลืมกฎได้ยังไงเพราะนางไม่ใช่เพิ่งเคยปรนนิบัติ สงสัยเขาจะใจดีกับพวกนางมากเกินไปเลยทำเป็นละเลยกฎ ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร
