บทที่ 11 ข้าควรได้รับคำขอบคุณหรือไม่

“เสี่ยวจิงไปเอาน้ำมันหมูมาเร็ว” นางสั่งเด็กชาย เสี่ยวจิงรีบวิ่งไปทันที “ช่วยกันจับแม่วัวให้ดี ข้าต้องล้วงไปดึงขาลูกวัวเสียก่อน”   

นางม้วนแขนเสื้อขึ้นจนถึงโคนแขนทั้งสองข้าง ท่อนแขนกลมเล็กดุจลำเทียน เมื่อเสี่ยวจิงถือหม้อใส่น้ำมันมาถึง นางก็ให้เด็กชายชโลมทั่วมือและแขน นางสบตากับผู้ใหญ่ที่ช่วยกันจับแม่วัวเป็นเชิงให้สัญญาณแล้วสอดมือเข้าไปในช่องคลอดของวัว ลูบคลำจนรู้ว่าไหล่วัวติดอยู่ นางจึงออกแรงดึงขาหน้าของวัวให้ค่อยๆ ออกมาอย่างช้าๆ 

“ออกมาแล้วๆ” เด็กชายร้องอย่างดีใจที่เห็นลูกวัวหลุดออกมา แม่วัวร้องอย่างเจ็บปวดสะบัดไปมาจะเหยียบลูกเข้าให้ นางต้องรีบลากออกมาให้พ้นรัศมีเท้าของมัน แม่วัวสาวท้องแรกยังตื่นตกใจไม่ยอมมาเลียลูกวัว มู่ฟางเหนียงมองหาเศษผ้าสักผืน แต่ด้วยความร้อนใจ นางจึงฉีกชายกระโปรงของตนรีบเช็ดเมือกออกจากตัวลูกวัว 

“โชคดีที่ไม่มีเมือกอุดรูจมูก” นางพึมพำ ไม่นานนักลูกวัวก็ค่อยๆ ยืนขึ้น แม้แข้งขาจะสั่นก็ตาม แม่วัวเริ่มใจเย็นแล้วเดินมาเลียลูกของตน ลูกวัวเดินมุดเข้าไปดูดนมจากเต้าของแม่ทันที

“เย้ๆ วัวของข้า” เสี่ยวจิงดีใจกระโดดโลดเต้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาร้องไห้จนตาบวมช้ำ

“ขอบคุณแม่นางมู่ ลำบากเจ้าจริงๆ”

“ไม่เป็นไร ข้าทำเท่าที่พอทำได้” นางถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วก็ก้มมองสภาพตัวเองที่เปื้อนเปรอะคราบคาวเลือดกับน้ำคร่ำของแม่วัว

“เชิญเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด เอาชุดของลูกสะใภ้ข้าก็ได้ นางกับเจ้ารูปร่างพอๆ กัน”

“เห็นทีต้องรบกวนแล้ว” ดูสภาพนางตอนนี้แล้วคงกลับบ้านไปแบบนี้ไม่ได้แน่ นางยิ้มน้อยๆ แล้วเดินตามมารดาของเสี่ยวจิงไปในบ้าน นางเช็ดเนื้อตัวเอาคราบคาวออกแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่  

“ข้าซักเสื้อผ้าชุดนี้แล้วจะเอามาคืนนะ” นางเอ่ยบอกเมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว

“ถ้าไม่รังเกียจก็ขอยกชุดนี้ให้เจ้า ตอบแทนที่เจ้าอุตส่าห์มาช่วยทำคลอดแม่วัวให้”

“ข้าไม่ได้รังเกียจแต่ข้าเกรงใจ ข้าเห็นเสี่ยวจิงร้องไห้อย่างนั้นจะไม่ช่วยก็ไม่ได้” นางหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงเด็กผู้ชายคนนั้นที่พยายามทำเข้มแข็งแต่ร้องไห้จนมอมแมมไปหมด

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เสี่ยวจิงไปส่งเจ้า”  

มู่ฟางเหนียงยิ้มฝืด เรื่องนางเป็นคนหลงทิศหลงทางนั้นเป็นที่รู้กันไปทั่ว อยากจะห้ามแต่แม่ของเสี่ยวจิงก็เดินเร็วๆ ไปตามลูกชายแล้ว เด็กชายรีบวิ่งมาหาพร้อมรอยยิ้ม 

“ขอบคุณพี่ฟางเหนียง”

“เรื่องเล็กน้อย” นางยิ้มเอ็นดูเด็กชาย “เสี่ยวจิง คราวนี้ไม่มุดรั้วอีกแล้วนะ เดี๋ยวเสื้อผ้าของแม่เจ้าจะขาดเป็นริ้วๆ ข้าเย็บแผลคนได้ แต่เย็บผ้าไม่เก่งเท่าแม่ของเจ้า”

“ข้าทราบแล้ว”  

เขายื่นมือไปจับปลายนิ้วมือของนางแล้วจูงให้เดินไปด้วยกัน หญิงสาวหัวเราะเสียงใสออกมาแต่ก็ยอมเดินตามอย่างว่าง่าย มือข้างหนึ่งของนางจึงมีมือของเสี่ยวจิงจับไว้ ส่วนอีกข้างนางก็ถือเสื้อผ้าชุดเดิมออกมาด้วย 

“เสี่ยวจิงเจ้าไม่ต้องจูงมือข้าก็ได้” 

“เดี๋ยวพี่สาวหลงทาง”

“เจ้าเดินข้างๆ แบบนี้ ข้าไม่หลงหรอกนะ” นางหัวเราะแต่ก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนดี ไม่ล้อนางเหมือนผู้อื่น

“ท่านพ่อกับท่านแม่บอกว่าท่านเป็นหมอหญิงที่เก่งมาก ทำไมท่านกลับจำเรื่องเส้นทางไม่ได้ล่ะ” เขาถามด้วยความอยากรู้

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” นางยิ้มเศร้าออกมา ก็พยายามแล้วนะ ขนาดใกล้แค่นี้นางยังจำไม่ได้ว่าต้องเลี้ยวซ้ายก่อนหรือเลี้ยวขวาก่อนกันแน่

“คงเพราะแบบนี้กระมัง พี่สาวถึงยังไม่แต่งงาน”

“หือ” นางเลิกคิ้วอย่างงุนงง “เจ้าว่าอะไรนะ”

“พี่สาวก็สวยนะ แต่ยังไม่แต่งงาน คงเพราะพี่สาวหลงทางง่ายนี่เอง”

“คงจะใช่กระมัง” นางเออออไปอย่างนั้น แต่ก็อดขำกับความคิดของเด็กชายไม่ได้ 

“แต่พี่สาวไม่ต้องห่วงนะ รอข้าโตกว่านี้อีกนิด ข้าจะแต่งงานกับท่านเอง”

“เจ้าแน่ใจที่พูดแล้วรึ” นางกลั้นหัวเราะ ยิ่งเห็นท่าทางจริงจังของเขาแล้ว นางก็ต้องกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น นี่นางคงไปอวดบิดาให้สบายใจได้แล้วกระมังว่ามีหนุ่มน้อยมาขอนางแต่งงานแล้ว

“เอาละ เจ้าส่งข้าแค่นี้ก็พอแล้ว” นางเอ่ยบอกเมื่อเดินพ้นสี่แยกแล้ว 

“ได้อย่างไร ข้าต้องไปส่งพี่สาวถึงบ้าน”

“เดินตรงไปนี่ก็ถึงบ้านของข้าแล้ว ข้าไม่หลงหรอก” นางส่ายหน้าไปมา แค่เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็ถึงบ้านนางแล้ว ไม่ได้มีทางแยกให้นางสับสนเสียหน่อย “เจ้ารีบกลับไปดูลูกวัวของเจ้าเถิด เลี้ยงดูมันให้ดีจะได้มีสินสอดมาสู่ขอข้า”

“ได้ๆ เช่นนั้นข้ากลับก่อนนะพี่สาว”

“ไปเถิดๆ”  

นางโบกมือไล่ เห็นเขาหมุนตัววิ่งกลับไปแล้วนางก็หมุนเท้าเดินกลับมาทางเดิมของตน นึกถึงคำพูดของเด็กชายตัวน้อยแล้วอดยิ้มไม่ได้ ปีนี้นางอายุสิบหก ส่วนเขาสิบขวบเท่านั้น กว่าเขาจะอายุสิบหก นางก็อายุยี่สิบสอง ถึงตอนนั้นเด็กน้อยคงลืมคำพูดกับท่าทีจริงจังนั้นไปแล้ว โลกของเด็กมักเป็นเช่นนี้ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่ต้องระแวงระวังอันใด ส่วนนางเองก็คงไม่ต้องไปใส่ใจกับคำพูดของเด็กน้อย ได้แต่เก็บมาคิดให้ยิ้มขำเป็นเรื่องเล่าตลกของวันวานก็พอ

พอเดินคนเดียวแล้วนางก็อดท่องอาการคนป่วยไม่ได้ นางเป็นอย่างนี้เสมอ เดินพึมพำคนเดียว คงเพราะแบบนี้ทำให้นางมักใจลอยคิดเรื่องอื่นจนลืมเส้นทางที่แม้จะเดินประจำก็ยังหลงออกบ่อยไป

“ฝ่ามือบอกโรค ฝ่ามือต้องรู้สึกนุ่มนิ่ม สบาย ไม่เปียก ไม่ร้อน ไม่เย็น ฝ่ามือร้อน มาจากอาการหยินพร่องของไตและหัวใจ ความหงุดหงิด ร้อนใน นอนไม่หลับ หรือฝันบ่อย ฝ่ามือเย็น มาจากอาการพร่องของม้ามหรือไตหยาง ร่างกายอ่อนแอกลัวหนาว การดูดซึมอาหารไม่ดีเท่าที่ควร ฝ่ามือชื้นเปียกมาจากหัวใจและม้ามพร่อง ไฟในหัวใจร้อน ทำให้มีความรู้สึกตื่นเต้น และเป็นคนที่เหนื่อยง่าย ฝ่ามือแห้งมาจากอาการพร่องของม้ามและปอด ผิวจะแห้งกร้าน และไม่สบายง่ายด้วย...”

เสียงหวานชะงักไปเมื่อเห็นงูตัวยาวกำลังเลื้อยผ่าน เท้าทั้งสองหยุดนิ่งและดวงตาสีนิลหรี่ตามองว่าเป็นงูชนิดใดและจะหาทางจับมันกลับบ้านด้วย ทันใดนั้น มีดสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งฝ่ากระแสลมปักฉึกที่หัวงู! งูตัวยาวดิ้นรนอย่างน่าเวทนาเพียงอึดใจก็แน่นิ่งไป หญิงสาวอ้าปากค้าง พอได้สติก็หันขวับไปทางด้านหลัง เงาร่างของบุรุษอยู่บนหลังม้าทาบทับร่างของนาง หญิงสาวจ้องเขม็งจึงเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป