บทที่ 13 พร้อมรับคำสั่ง

คำถามซ้ำอีกครั้งย้ำให้แน่ใจ จ้าวจิ่นสือมิเคยหวาดกลัวสิ่งใด ยิ่งได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญนี้แล้วก็ยิ่งตระหนักได้ว่า ผู้เป็นพ่อไว้วางใจเขามากขึ้น มิใช่เพียงในฐานะพ่อกับลูก แต่ยังเป็นแม่ทัพกับรองแม่ทัพอีกด้วย

“ลูกพร้อมรับคำสั่ง”

“การศึกมิได้มีแค่จับดาบฟาดฟันศัตรู ตำราพิชัยยุทธ์จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อผู้เรียนรู้เข้าใจถ่องแท้ แม้ปีนี้เจ้าจะอายุยี่สิบแล้วแต่ก็ยังมีนิสัยมุทะลุวู่วามขาดความสุขุม เจ้ารู้ข้อบกพร่องของตนหรือไม่”

“ลูกจะปรับปรุงตนเองขอรับ”

“ดีแล้ว” แม่ทัพจ้าวพยักหน้ารับ “กลับมาเรื่องกองคาราวาน พ่อรู้ว่าตระกูลเหวินไม่ชอบยุ่งทางการเมือง แม้จะค้าขายกับราชสำนักมาสามชั่วอายุคนแล้วก็ตาม แต่อาศัยว่าเจ้าเป็นสหายกับเหวินเฮ่าหลัน คิดว่าคงไม่ยากที่จะแฝงตัวไปกับกลุ่มพ่อค้า”

“เรื่องนี้ลูกพูดคุยกับเฮ่าหลันแล้ว เขายินดีรับรองลูกเข้าร่วมกับกองคาราวานขอรับ”

“เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถิด ”

“ขอรับท่านพ่อ”

เขาประสานมือคารวะท่านพ่อแล้วหมุนตัวเดินออกไป ตัดใจไม่ไปห้องของเคอหลิ่งหลินแล้วตรงดิ่งเข้าห้องของตนเอง ทั้งที่เคอหลิ่งหลินยังไม่ฟื้น ท่านพ่อกลับส่งเขาแฝงตัวไปกับกองคาราวานขนสินค้า ทำให้เขาต้องอยู่ไกลคนที่เขาเป็นห่วง หรือท่านพ่อพยายามผลักไสให้เขาไปไกลจากเคอหลิ่งหลินเพื่อจะได้ตัดไฟเสียแต่ต้นลม

ชายผู้นั้นเป็นใครกัน ชายที่ได้ครอบครองหัวใจของเคอหลิ่งหลิน สองปีมานี้เขารู้ว่านางคงมีใครสักคนที่นางอยากเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อเขาคนนั้น แม้นิสัยนางจะกระโดกกระเดกโผงผางไปบ้าง แต่ก็คล้ายว่าจะพยายามทำตัวให้สุภาพอ่อนหวาน แต่ก็ยังห่างไกลคำว่ากุลสตรีนัก แน่นอนว่าเขาหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นนางเพียรฝึกฝนท่องโคลงกลอน เขียนภาพหรือแม้แต่ฝึกเล่นดนตรีซึ่งนางเลือกขลุ่ย แรกๆ นางขอร้องให้เขาสอนให้ ซึ่งเขาก็ยินดีสอน เขาเติบโตในรั้วในวังมาก่อนจะใช้ชีวิตชายแดน ได้ร่ำเรียนกับเหล่าองค์ชายองค์หญิง เรื่องพวกนี้กลายเป็นเรื่องสามัญปกติไปแล้ว แต่สำหรับเคอหลิ่งหลินเป็นสิ่งใหม่ที่นางเพิ่งฝึกฝน และนางก็เป็นนักเรียนที่แสนจะโง่งมที่ไม่มีแววด้านนี้เอาเสียเลย

“แล้วเจ้าเล่าไปถูกตาต้องใจบุรุษบ้านไหนเข้า ถึงขนาดฝึกเป่าขลุ่ย เขียนภาพ แถมยังอ่านตำราโคลงกลอนต่างๆ อีก”

จ้าวจิ่นสือยังจำได้ว่าเขาล้อนางในวันหนึ่ง ก่อนที่นางจะหลับใหลไม่ตื่นฟื้นเช่นนี้ เขายังจำแววตาเคืองโกรธของนาง ซ้ำยังถลึงตาใส่แถมยกหมัดขึ้นข่มขู่ แต่เขากลับหัวเราะร่าด้วยความดีใจที่ทำให้นางรู้ว่าเขารู้ความลับของนาง อย่างนางนะรึจะอยู่ดีๆ ลุกขึ้นมาทำตัวเป็นกุลสตรี ท่วงท่าการเดินหรือรับประทานอาหาร ตลอดจนฝึกดนตรีหรือเขียนภาพ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ท่านแม่เคยหาอาจารย์มาฝึกสอน แต่นางก็แทบไม่สนใจเลยสักนิด จนท่านแม่อ่อนใจยอมตามใจนาง ไม่ส่งใครมาอบรมนางอีก

“เอาน่าพี่สาว อยากให้ข้าส่งเกี้ยวขนาดแปดคนหามไปรับเจ้าบ่าวบ้านไหน ข้าก็ยินดีช่วยเหลือให้พี่สาวได้แต่งงานออกเรือน”

นางแสร้งก้มหน้ายกหลังมือขึ้นเช็ดที่ขอบตา เขาเพียงปรายตามองก็รู้ว่านางมารยาไปอย่างนั้น พอรู้ว่าลูกไม้ของนางใช้ไม่ได้กับเขาก็กลับมาเป็นเคอหลิ่งหลินคนเดิม นางกำมือแน่นข่มความโกรธ ก็แน่ละ เขามันทำตัวรู้ดีเกินไปแล้ว เคอหลิ่งหลินหันมาแล้วค่อยๆ ฉีกยิ้มหวานอย่างฝืนใจ แล้วเดินตรงออกไปโดยไม่ทันเห็นสีหน้าของเขา เขาเป็นห่วงนางเช่นพี่น้องห่วงใยกัน หลายปีมานี้เขาคอยเฝ้ามองดูนางเสมอ แม้คนอื่นจะไม่กล้ามองเต็มสองตาเพราะหวาดกลัวชื่อเสียงของนาง แต่กระนั้นนางก็เป็นคนที่จิตใจอ่อนโยนและขี้สงสารคนเป็นที่สุด นางยอมเจ็บตัวเองเสียดีกว่าจะต้องลงมือฆ่าใคร หากแต่เมื่อใดที่ต้องพรากลมหายใจของมันผู้นั้น นางก็กลับสงบนิ่งและดูเหี้ยมโหดอย่างที่ใครต่อใครลือกันไป

ชายหนุ่มถอนหายใจหนักหน่วงแล้วเดินตรงดิ่งกลับห้องพักไม่แวะไปที่ใดอีก เมื่อไปถึงก็สั่งบ่าวรับใช้ให้เตรียมน้ำสำหรับอาบ เพราะทำตัวให้คุ้นชินกับการอยู่ค่ายทหาร แม้ตอนนี้จะอยู่ในจวนแต่เขาก็จัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยตนเอง ขณะนั้นเขากลับคิดถึงดวงตาที่ถลึงตาจ้องมองอย่างไม่พอใจของหญิงสาวคนนั้น

“ใช่! ข้า-ต้อง-การ-งู-เป็น-เป็น”  

เสียงของนางแว่วเข้ามาในสมองของเขา เรียกเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่รู้ตัว ก่อนหน้านี้นางพูดจาอ่อนน้อมเรียกแทนตนเองว่า ‘ข้าน้อย’ ทุกคำ แสดงให้เห็นว่านางรู้ฐานะที่ต่ำกว่าเขา ก่อนหน้านี้นางอาจไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่เมื่อรู้แล้ว กลับไม่มีท่าทีจะยอมนอบน้อมเคารพเขาสักนิด ยิ่งสีหน้าที่เขาจัดการงูตัวนั้น เขากลับยิ่งประหลาดใจว่ามีหญิงสาวที่ไม่หวีดร้องยามเจออสรพิษ

อ้อ...ไม่นับเคอหลิ่งหลินที่เที่ยวนับคนนั้นคนนี้เป็นพี่เป็นน้องไปทั่ว 

กำลังจะเดินไปแช่ตัวในน้ำอุ่นก็นึกถึงบางสิ่งที่รบกวนเขาอยู่ เขาเดินไปที่ตู้เก็บของใช้ส่วนตัว เก็บของสะสมต่างๆ มือใหญ่ดึงลิ้นชักออกมาแล้วหยิบกลองป๋องแป๋งขึ้นมาดู เกือบครึ่งปีก่อน เขาได้ของขวัญประหลาดชิ้นนี้มาจากมือของเคอหลิ่งหลิน ภาพในอดีตก็หวนคืนอีกครั้ง

“อะไร?”

เขาถามด้วยความประหลาดใจที่จู่ๆ วันนั้น เคอหลิ่งหลินกลับมาจากที่ไหนสักที่ที่นางไม่เคยบอกผู้ใด เย็นนั้นเขากำลังซ้อมยิงธนูอยู่ตามลำพัง แล้วนางก็เดินตรงมาพร้อมยื่นสิ่งนี้ให้

“อะไรกัน เป็นถึงรองแม่ทัพดูไม่ออกว่านี่คืออะไรรึ” นางแกว่งมือไปมา เสียงกลองป๋องแป๋งก็ดังขึ้น

“ข้ารู้ว่ามันคือกลองป๋องแป๋ง แต่ยื่นให้ข้าทำไม” เขาหงุดหงิดในท่าทางพูดจากำกวมของนางนัก

“ของฝาก...มีคนฝากมาให้”

“ของฝาก? ฝากให้ข้านี่นะ!” เขาส่ายหน้าไปมา ไม่ยอมรับกลองป๋องแป๋งที่นางยื่นมาให้ 

“ไม่ได้นะ มีคนฝากมาให้เจ้า ข้ามีหน้าที่นำมาส่งให้เจ้า ก็ต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ที่สุด”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป