บทที่ 8 เจ้าเข้ามาทำอะไรที่นี่

ชายหนุ่มชะงักชักมือกลับทันทีที่รู้สึกได้ว่ามีความเคลื่อนไหวอยู่หน้าประตู เขายืดตัวขึ้น มือไพล่หลังและหันไปมองทางประตูราวกับรอคอย เพียงอึดใจบานประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างของสาวใช้ที่ประคองอ่างน้ำเข้ามาในห้อง

“คุณชาย” ชุนเอ๋อร์จะย่อกายคารวะ แต่จ้าวจิ่นสือยกมือห้ามไว้ก่อน 

“มีอะไรก็ทำเถอะ ข้าแค่แวะมาดูอาการนางเท่านั้น”

“เมื่อครู่แม่นางมู่ก็เข้ามาตรวจดูอาการคุณหนูแล้วเจ้าค่ะ” ชุนเอ๋อร์รายงาน 

“ท่านหมอไม่ได้มาตรวจเองรึ”

“เห็นว่าต้องไปรักษาคนเจ็บที่อื่น แม่นางมู่จึงมาดูอาการคุณหนูแทนเจ้าค่ะ”

ชายหนุ่มอยากถามอะไรต่อ แต่เห็นว่าอีกฝ่ายคงจะเตรียมเช็ดตัวให้หญิงสาวที่หลับใหล จึงได้แต่พยักหน้ารับรู้ กำลังจะเดินออกไป ก็มองเห็นขนมจินเดในจานที่วางบนโต๊ะ หัวคิ้วขมวดด้วยความสงสัยจนต้องเอ่ยปากถาม

“หลิ่งหลินยังไม่ฟื้น ไยมีขนมของหวานในห้องนี้ได้” จำได้ว่าพี่สาวต่างสายเลือดคนนี้โปรดกินขนมหวานนัก เรียกว่ากินแทนข้าวก็ยังได้ 

“เป็นของแม่นางมู่เจ้าคะ นางบอกว่าคุณหนูชอบขนมหวานนัก เผื่อได้กลิ่นจะได้กระตุ้นให้นางตื่นได้เร็วขึ้น”

ได้กลิ่นขนมนี่นะ? ความคิดแบบนี้เป็นหมอได้อย่างไรกัน?  

เขาส่ายหน้าไปมาแล้วก้าวเดินออกไปอย่างเงียบๆ เดินตรงไปทิศทางที่หอตำราตั้งอยู่

จ้าวจิ่นสือปีนี้อายุครบยี่สิบปีเต็ม เขาคือบุรุษผู้ครอบครองใบหน้าหล่อเหลาทรงเสน่ห์ รูปงามคมคาย มีคิ้วเข้มเรียงเป็นระเบียบ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบาง เมื่อยามแย้มยิ้ม รอยยิ้มก็เรียกความสดใสมีชีวิตชีวาให้แก่ผู้พบเห็น แต่นั่นแหละทำให้เขามักต้องตีสีหน้าเคร่งขรึมตลอดเวลา เขาไม่ต้องการถูกมองเป็นหนุ่มสำอาง เขามีตำแหน่งรองแม่ทัพย่อมต้องการให้คนเคารพยำเกรงมากกว่า

เขาเป็นถึงบุตรชายคนเดียวของแม่ทัพจ้าวซื่อก่วงผู้เกรียงไกร แต่บิดาไม่ค่อยให้เขาได้อยู่ในจวนใกล้ชิดนัก ยามเด็กเคยคิดว่าบิดาไม่รัก ผลักไสให้ใช้ชีวิตในเมืองหลวง ทว่าเมื่อได้ศึกษาเล่าเรียนและฟังคำสอนของท่านแม่ จึงค่อยๆ เข้าใจว่าท่านพ่อต้องการให้เขาเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ที่สำคัญต้องเก่งกาจด้วยความสามารถของตนเอง มิใช่เพราะเป็นลูกชายท่านแม่ทัพ นอกจากร่ำเรียนกับเหล่าราชนิกุลแล้ว ยังต้องฝึกฝนวรยุทธ์หนักหน่วง เขาเข้าสอบเหมือนคนทั่วไปไม่มีการเล่นเส้นสายใดๆ ไต่เต้าจนได้มาใกล้ชิดบิดาในตำแหน่งรองแม่ทัพเช่นนี้

เมื่อเดินไปหยุดที่หน้าบานประตูของหอตำรา เขาก็รู้สึกได้ว่ามีความเคลื่อนไหวอยู่ภายใน ในใจก็นึกไปว่าท่านแม่ให้บ่าวไพร่มาทำความสะอาด เขาจึงผลักบานประตูเข้าไปโดยไม่คิดเป็นอย่างอื่น ทว่าเมื่อกวาดสายตามองกลับไม่เห็นผู้ใด  นอกจากหญิงสาวที่นั่งบนบันไดสำหรับปีนขึ้นไปหยิบตำราที่วางอยู่ชั้นบน ร่างเล็กจดจ่อกับหนังสือในมือราวกับตนเองเป็นตุ๊กตาปั้นประดับอยู่ในห้อง ไม่รับรู้ถึงการเข้ามาของเขา แสงจากหน้าต่างที่ลอดผ่านเข้ามากระทบเสี้ยวหน้านั้นให้ความรู้สึกละมุนตา เท้าของเขาก้าวเข้าไปใกล้ แต่กระนั้นร่างเล็กก็ยังไม่มีท่าทีที่จะสนใจเขา จนเมื่อเขาหยุดยืนเบื้องหน้าก้มมองว่านางอ่านอะไรถึงได้สนใจนักหนา เจ้าของร่างบางรู้สึกว่ามีเงาทาบทับที่หน้ากระดาษนางจึงรู้สึกตัว สายตาเลื่อนจากตัวอักษรในหนังสือพบรองเท้าคู่งามที่ตัดเย็บประณีต พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่ามีดวงตาคู่คมจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว

“อ๊ะ!”

“เจ้าเข้ามาทำอะไรในนี้”

จ้าวจิ่นสือเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เพียงนางเงยหน้าขึ้นเขาก็จำได้ว่าเคยเจอหญิงสาวผู้นี้มาก่อน นางติดตามท่านหมอมู่มารักษาเคอหลิ่งหลิน ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นบุตรสาวของท่านหมอชื่อ...ชื่ออะไรนะ

อารามตกใจ มู่ฟางเหนียงรีบลุกขึ้น แต่เพราะรีบร้อนจึงไม่ระวัง เท้าที่เหยียบขั้นบันไดนั้นพลาดจนนางหน้าคะมำไปด้านหน้า นางห่วงหนังสือในมือจึงกอดมันแน่น ดวงตากลมหลับปี๋ปะทะกับแผงอกกำยำดุจกำแพงหินเข้าเต็มแรง 

จ้าวจิ่นสือมองกิริยาอาการของหญิงสาวแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด เจอผู้หญิงมารยาให้ท่ามาหลายต่อหลายครั้ง ทั้งแสร้งทำเป็นของตก เดินสะดุดหกล้ม จู่ๆ เป็นลมล้มพับ มารยาเหล่านี้ช่างน่าเบื่อนัก และเขาก็คิดว่าหญิงสาวคนนี้ก็ลงทุนเจ็บไม่น้อย เพราะเขาไม่ได้สะเทือนเลยสักนิด เห็นนางยังทรงตัวไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะอิงในอกของเขานานแค่ไหน จึงใช้สองมือจับไหล่สองข้างดันนางออกจากอกกว้างของเขา แล้วก็เห็นว่านางแนบหนังสือไว้กับอก หางตามีน้ำตาเม็ดเล็กใสเกาะอยู่ 

“ขออภัยเจ้าค่ะ” มู่ฟางเหนียงรีบพูดออกมา มือหนึ่งกอดหนังสือไว้ อีกมือยกขึ้นลูบปลายจมูกน้อยๆ ของตัวเอง นี่นางชนแผงอกหรือกำแพงหินเข้าไปล่ะเนี่ย กระดูกเคลื่อนหรือเปล่าหนอ ดั้งน้อยๆ ของนางยังอยู่ดีหรือไม่นะ

“เจ้าเข้ามาทำอะไรในนี้” เขาถามซ้ำเป็นรอบที่สอง แล้วปล่อยมือจากไหล่ของนาง สายตามองพิเคราะห์หญิงสาวเบื้องหน้า แม้จะสวมเสื้อผ้าแบบเรียบๆ หากแต่สีซีดจาง มีรอยปะชุนอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับน่าเกลียดนัก แต่...บ่าวไพร่ในจวนยังจะใส่เสื้อผ้าดีกว่านางด้วยซ้ำไป 

“ข้าน้อยมาดูอาการท่านหญิง แล้วฮูหยินอี้ซิ่วอนุญาตให้เข้ามายืมหนังสือในหอตำราไปอ่านได้เจ้าค่ะ”

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ท่านแม่ของเขาใจดีเสมอ หากถูกชะตาใครเข้าไปแล้วก็รักใคร่เอ็นดูเสียหนักหนาจนคนเป็นลูกแอบน้อยใจเป็นบางครั้ง

“ในนี้ไม่ค่อยมีนิยายรักประโลมโลกหรอกนะ”

“เอ่อ...” นางอ้าปากค้าง เขาคิดว่านางอ่านหนังสือประเภทไหนกัน นี่นางอ่านตำรารักษาอาการบาดเจ็บของแพทย์ทหารอยู่หรอกนะ สายตาที่มองนางก็มีความดูแคลนอยู่ อย่าบอกนะว่า...เขาคิดว่านาง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป