บทที่ 1 วิวาห์พันธะมรณะ
บทที่ 1: วิวาห์พันธะมรณะ
เสียงดนตรีบรรเลงเพลงรักแผ่วเบาภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหราของโรงแรมชื่อดัง ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับเยียบเย็นและเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก อีฟ สุพิชชา ดาวมหาวิทยาลัยวัย 20 ปี ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงา ดวงตากลมโตคู่งามเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่เธอพยายามกักเก็บไว้ไม่ให้ไหลริน ร่างระหงสมส่วนในชุดเจ้าสาวที่เข้ารูปเน้นเอวคอดกิ่วและสัดส่วนโค้งเว้าได้รูปรับกับความสูงโปร่งระหง พร้อมด้วยผิวขาวอมชมพูเปล่งประกายตามแบบฉบับดาวค้างฟ้าของสถาบัน เธอกลังก้าวเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์กับชายวัยคราวพ่ออย่าง อัศวินทร์ วัย 55 ปี
เมื่อมองสะท้อนผ่านเงากระจก ชุดเจ้าสาวสีขาวสไตล์คลาสสิกที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตบรรจงยิ่งขับเน้นเรือนร่างอรชรให้ดูงดงามราวกับตุ๊กตาชั้นดี ท่อนบนเข้ารูปรับกับช่วงเอวคอดกิ่วสะโอดสะองตามสัดส่วนเป๊ะทุกองศา เผยให้เห็นแผ่นหลังเนียนนุ่มและเรียวไหล่บอบบางที่น่าทะนุถนอม เส้นผมยาวสลวยถูกจัดแต่งทรงให้อย่างงดงามรับกับใบหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตากลมโตคู่งามฉายแววตื่นตระหนกและอัดอั้นตันใจ ริมฝีปากอิ่มสีเรื่อเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหว ทว่าความงดงามเย้ายวนชวนฝันในชุดเจ้าสาวนี้ กลับสะท้อนความจริงอันแสนโหดร้ายในใจ เมื่อดวงตาคู่สวยจับจ้องภาพตัวเอง เธอกลับรู้สึกราวกับนักโทษประหารที่กำลังสวมชุดสวยเพื่อเดินไปรับทัณฑ์บน
เมื่อพิธีการดำเนินมาถึงช่วงเวลาสำคัญ อีฟก้าวเดินไปเคียงข้างเจ้าบ่าวด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ท่ามกลางสายตารังเกียจและเสียงซุบซิบนินทราจากแขกเหรื่อในงาน
อัศวินทร์หันมามองเจ้าสาวคนสวยด้วยแววตาอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความเอ็นดู มือหนายกขึ้นบรรจงหยิบแหวนเพชรเม็ดงามสวมลงบนนิ้วเรียวของอีฟ ชายวัยกลางคนส่งยิ้มอ่อนโยนพร้อมกับเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน "ขอบคุณนะหนูอีฟที่ยอมให้คนแก่คนนี้ได้ดูแล... ต่อไปนี้ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้วนะลูก ลุงจะปกป้องหนูเอง"
คำพูดที่จริงใจและอ่อนโยนทำให้อีฟรู้สึกตื้นตันจนเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอยิ้มรับบางๆ ด้วยความซาบซึ้งใจ
แต่สิ่งที่ทิ่มแทงหัวใจของเธอมากที่สุดในวินาทีนั้น คือสายตาคู่คมกริบของ อัคคี ภาสกร ลูกชายแท้ๆ ของอัศวินทร์ หนุ่มวิศวะปี 4 วัย 22 ปี ดีกรีนักฟุตบอลมหาวิทยาลัย รูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทเนี๊ยบ ทว่าแววตาคมเข้มบนใบหน้าหล่อเหลาผิวสีน้ำผึ้งคู่นั้นกลับแดงก่ำเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เผ็ดร้อน และเสียใจอย่างสุดซึ้ง อัคคีมองผู้เป็นพ่อที่กำลังสวมแหวนแต่งงานให้กับผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับเขา—ผู้หญิงที่เขาแอบมองและเก็บซ่อนความรู้สึกแอบชอบมาตั้งแต่เธอเข้าเรียนปี 1 แต่วันนี้เธอกลับกลายมาเป็น "แม่เลี้ยง" ของเขาอย่างไม่คาดฝัน ความโกรธเค้นและอคติพรั่งพรูขึ้นมาในอกจนมือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
เมื่อพิธีการอันน่าอึดอัดผ่านพ้นไป ค่ำคืนเข้าหอที่อัศวินทร์รอคอยก็มาถึง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอัศวินทร์ในชุดนอนผ้าฝ้ายสบายตัวเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับรอยยิ้มใจดีและแววตาอ่อนโยนที่ส่งมาให้ เพื่อลดทอนความตึงเครียดให้กับเด็กสาวตรงหน้า
"หนูอีฟ... ไม่ต้องกลัวลุงนะลูก" อัศวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มและอบอุ่น พลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้โซฟาใกล้ๆ เพื่อให้เธอบัดความกังวลออกไป "ลุงรู้ว่าหนูอึดอัดและแบกรับอะไรไว้หลายอย่าง ขอบใจมากนะที่ยอมมาเป็นคู่ชีวิตของลุงและเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวเรา... ถือซะว่าที่นี่คือบ้านของหนู นอนพักผ่อนตามสบายเถอะนะ ไม่ต้องเกร็ง"
อีฟส่งยิ้มบางๆ ให้ความอบอุ่นที่ได้รับ เธอยกมือขึ้นไหว้ด้วยความนอบน้อมก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวอย่างโล่งอก "ขอบคุณค่ะคุณลุง... เอ่อ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างจริงๆ นะคะที่เมตตาอีฟ"
"เรียกลุงว่าคุณพ่อก็ได้นะลูก ต่อไปนี้เราครอบครัวเดียวกันแล้ว" อัศวินทร์หัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี บรรยากาศรอบตัวจึงผ่อนคลายลงราวกับไม่มีความอึดอัดหลงเหลืออยู่เลย
คำพูดที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและเข้าใจหัวอกของเธอทำให้อีฟรู้สึกผ่อนคลายลงเปลาะหนึ่ง แววตากลัวเกร็งเจือความซาบซึ้งระคนโล่งอก เธอพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยความเคารพ "ค่ะ... คุณพ่อ"
เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือเพื่อผ่อนคลายอาการตื่นเต้นครั้งสุดท้าย อัศวินทร์ส่งยิ้มอ่อนโยนให้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะพยักหน้าเตรียมตัวลุกขึ้นไปพักผ่อน แต่ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่อัศวินทร์กำลังจะหันตัวเดินไปอีกฝั่ง ใบหน้าของอัศวินทร์กลับบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดอย่างกะทันหัน มือหนายกขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายแน่น ลมหายใจสะดุดก่อนที่ดวงตาจะเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก ร่างของอัศวินทร์ทรุดฮวบล้มฟาดลงกับพื้นห้องนอนเสียงดังสนั่น
"คุณพ่อ!"
อีฟกรีดร้องสุดเสียงด้วยความตกใจขีดสุด ร่างเพรียวพุ่งเข้าไปทรุดตัวลงคุกเข่าข้างๆ ร่างของอัศวินทร์ที่กำลังดิ้นรนเฮือกสุดท้าย หัวใจวายเฉียบพลันเล่นงานชายวัยกลางคนอย่างไม่ทันตั้งตัว นัยน์ตาของอัศวินทร์เหลือกลานก่อนจะปิดสนิทลง ลมหายใจอุ่นๆ ขาดห้วงและเงียบสนิทลงท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนแรกแห่งการวิวาห์ ทิ้งให้เจ้าสาวนั่งตัวสั่นเทาอยู่เคียงข้างร่างไร้ลมหายใจในชุดนอนสีชมพู โดยไม่รู้เลยว่ามหันตภัยครั้งใหญ่และความเข้าใจผิดอันดำมืดกำลังคืบคลานเข้ามาทำลายชีวิตเธอจนไม่เหลือชิ้นดี
