บทที่ 3 เงาทมิฬในงานอวมงคล

บทที่ 3: เงาทมิฬในงานอวมงคล

บรรยากาศภายในศาลาวัดชื่อดังตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นธูปเทียนและดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ที่ถูกจัดประดับประดาอย่างสมเกียรติ ทว่าความโศกเศร้าที่ปกคลุมอยู่กลับหนาทึบและเยียบเย็นเสียจนผู้มาร่วมงานแทบไม่กล้าส่งเสียงดัง ราวดั่งความตายของ อัศวินทร์ ประธานบริษัทผู้กว้างขวางได้พรากเอาความสดใสไปจากคฤหาสน์ตระกูลอัสวินทร์จนหมดสิ้น ภาพของหีบศพสีขาวมุกตั้งตระหง่านอยู่กลางศาลาท่ามกลางพวงหรีดแสดงความเสียใจจากนักธุรกิจและคนดังมากมาย

แขกเหรื่อต่างพากันเดินเข้ามาแสดงความเสียใจและร่วมฟังสวดพระอภิธรรมด้วยความอาลัย ทว่าจุดศูนย์กลางของความอึดอัดทั้งหมดกลับพุ่งตรงมาที่หญิงสาวร่างบางในชุดไว้ทุกข์สีดำสนิท อีฟ สุพิชชา ดาวมหาวิทยาลัยวัย 20 ปี ยืนก้มหน้านิ่งอยู่ริมสุดของพื้นที่จัดงาน ดวงตากลมโตคู่สวยบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักติดต่อกันหลายวัน ผิวขาวอมชมพูซีดเซียวไร้เลือดฝาด ร่างระหงดูบอบบางและสั่นเทิ้มราวกับจะแหลกสลายลงได้ทุกเมื่อ ความรู้สึกผิด ความเคว้งคว้าง และความเสียใจต่อการจากไปกะทันหันของผู้มีพระคุณอย่างอัศวินทร์ยังคงกัดกินหัวใจเธอไม่ต่างจากกรดร้อน เธอยังจำรอยยิ้มและคำพูดอันอบอุ่นในคืนวันแต่งงานได้ดี ไม่คิดเลยว่าคืนนั้นจะกลายเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเขา

แต่สิ่งที่ทิ่มแทงหัวใจและสร้างความหวาดผวาให้อีฟมากยิ่งกว่าสายตาของคนรอบข้าง คือสายตาคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นระอุของ อัคคี ภาสกร ลูกชายแท้ๆ ของผู้ตาย

อัคคีในชุดสูทสีดำสนิท รูปร่างสูงโปร่งและกำยำตามแบบฉบับนักกีฬา ยืนต้อนรับแขกด้วยใบหน้าบึ้งตึงและเย็นชา สันกรามคมคายขบเข้าหากันจนนูนเด่น ดวงตาคมเข้มผิวสีน้ำผึ้งที่แดงก่ำจากการร้องไห้ในคราแรก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความแค้นฝังหุ่นที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิง ทุกครั้งที่หางตาของเขาเหลือบไปเห็นร่างบางของอีฟที่ยืนร้องไห้อย่างหนักอยู่มุมห้อง มือหนาของอัคคีจะกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน รอยน้ำตาแห่งความเสียใจเมื่อไม่กี่วันก่อนแห้งเหือดหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเกลียดชังขั้นสุดยอด ในสายตาของเขา หยาดน้ำตาและความโศกเศร้าของอีฟเป็นเพียงแค่ "ละครฉากใหญ่" ของฆาตกรหน้าเงินที่แสร้งบีบน้ำตบตาผู้คน เพื่อปกปิดความชั่วช้าที่เธอเป็นคนวางแผนปลิดชีพพ่อของเขาลงคาเตียงในคืนวันแต่งงาน

“เธอร้องไห้ทำไม... ร้องให้ให้กับความตายที่เธอเป็นคนก่อเนี่ยนะ อีผู้หญิงหน้าเนื้อใจเสือ!” อัคคีขบกรามกรอดในใจ ความแค้นสุมอกจนเขาแทบอยากจะพุ่งเข้าไปกระชากหน้ากากจอมปลอมของเธอให้คนทั้งงานได้เห็น ทว่าเขากลับต้องอดกลั้นไว้ด้วยมารยาททางสังคมและรอเวลาที่จะทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้เป็นพ่อด้วยวิธีของเขาเอง

ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางความตึงเครียดและกระแสความเกลียดชังที่พัดโหมกระหน่ำใส่อีฟ ธัญญารัตน์ แม่เลี้ยงวัย 30 ปีผู้มีใบหน้าสะสวยและแววตานิ่งสงบ กลับเดินเข้ามาใกล้ร่างสูงของอัคคีด้วยท่าทางอ่อนโยน ธัญญารัตน์ในชุดไว้ทุกข์เข้ารูปที่ขับเน้นสัดส่วนเย้ายวนสมวัย 30 ปี แสร้งทำทีเป็นเศร้าโศกเสียใจไม่แพ้ใคร มือเรียวเนียนเอื้อมไปเกาะแขนแกร่งของอัคคีไว้อย่างแนบเนียน พร้อมกับออกแรงบีบเบาๆ เพื่อปลอบประโลมลูกเลี้ยงหนุ่ม

"อัคคี... ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ ตั้งสติไว้ เพื่อคุณพ่อ..." ธัญญารัตน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ใบหน้าสวยหวานฉายแววความห่วงใยและน่าสงเคราะห์จนคนภายนอกมองเข้ามาต่างก็ชื่นชมในความใจดีของแม่เลี้ยงสาว ที่พยายามทำหน้าที่ดูแลลูกเลี้ยงในยามสูญเสีย

อัคคีหันมามองธัญญารัตน์แวบหนึ่ง ความโกรธในใจผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเกลียดชังอันมหาศาลที่มีต่ออีฟ เขายอมให้อีกฝ่ายเกาะแขนปลอบโยนและพึ่งพิงความอบอุ่นในยามวิกฤต โดยไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่า ภายใต้ใบหน้าเศร้าสร้อยและท่าทีแสนดีที่ธัญญารัตน์จงใจแสดงออกมานั้น แทบจะซ่อนรอยยิ้มพึงพอใจและแววตาเจ้าเล่ห์อำมหิตเอาไว้เบื้องหลังอย่างมิดชิดไร้ร่องรอย

ธัญญารัตน์ลอบมองอีฟที่ยืนร้องไห้อย่างโดดเดี่ยวด้วยความสมเพชเวทนาในใจ แผนการชั่วร้ายที่เธอร่วมมือกับ กรณ์ ทนายความหนุ่มใหญ่ผู้เป็นชู้รักลับๆ ในการแอบวางยาพิษอย่างช้าๆ ในอาหารและเครื่องบำรุงของอัศวินทร์ เพื่อหวังฮุบสมบัติมหาศาลของตระกูล กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้รอยแผล เพราะความตายที่ถูกจัดฉากให้ดูเหมือนอาการ "หัวใจวายเฉียบพลัน" นั้น แนบเนียนเสียจนแพทย์และตำรวจไม่มีใครสงสัย และที่สำคัญ... ความซวยทั้งหมดทั้งมวล รวมถึงความผิดในฐานะฆาตกร ได้ถูกโยนความรับผิดชอบและป้ายสีลงบนหัวของเด็กสาวใสซื่ออย่างอีฟไปเรียบร้อยแล้วโดยสมบูรณ์

แผนการขั้นแรกสำเร็จลุล่วงอย่างงดงาม ธัญญารัตน์ลอบชายตากลับไปสบตากับกรณ์ที่ยืนปะปนอยู่กับแขกเหรื่อมุมศาลา ทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันบางๆ อย่างรู้กัน โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า งานศพอันแสนโศกเศร้านี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเกมทมิฬและการแก้แค้นอันเลือดเย็น ที่กำลังจะแผดเผาทุกชีวิตให้จมดิ่งลงสู่ขุมนรกทั้งเป็น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป