บทที่ 4 กรงทองแห่งการจองจำ
บทที่ 4: กรงทองแห่งการจองจำ
ควันธูปจากงานฌาปนกิจจางหาย ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและพวงหรีดที่เริ่มเหี่ยวเฉา ทว่าสำหรับอีฟ สุพิชชา มหันตภัยที่แท้จริงกลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้น ร่างระหงในชุดไว้ทุกข์ก้าวลงจากรถแท็กซี่ด้วยความเคว้งคว้าง เธอกลับเข้าสู่ประตูรั้วบ้านที่เคยให้สัญญาว่าจะต้อนรับในฐานะภรรยา แต่วันนี้สถานะของเธอกลับพลิกผันกลายเป็นนักโทษประหารที่รอรับทัณฑ์ทรมานจากซาตานร้ายผู้ไร้หัวใจ
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในตัวบ้าน ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิทของอัคคีก็ยืนดักรออยู่ก่อนแล้ว ดวงตาคมเข้มผิวสีน้ำผึ้งคู่นั้นแดงก่ำและเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความเคียดแค้นชิงชัง สันกรามคมคายขบเข้าหากันจนนูนเด่น บรรยากาศรอบตัวของหนุ่มวิศวะแผ่รังสีความเย็นยะเยือกออกมาจนน่ากลัว
"ยืนบื้ออยู่ทำไม เข้ามานี่!" เสียงทุ้มห้วนตวาดยลั่นโถงจนแม่บ้านสะดุ้งโหยงรีบหลบสายตา อีฟสะดุ้งสุดตัว น้ำตาเอ่อคลอเบ้าด้วยความหวาดผวา ก่อนก้าวเข้าไปด้วยท่าทีสั่นเทา "พี่อัคคี... มีอะไรหรือเปล่าคะ"
"อย่ามาเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงน่าขยะแขยงแบบนั้น!" อัคคีพุ่งเข้าประชิดตัวด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ "คิดว่างานศพพ่อฉันจบลงแล้ว จะลอยนวลใช้ชีวิตสุขสบายในฐานะคุณนายอย่างนั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!"
หัวใจดวงน้อยของอีฟหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ใบหน้าที่เคยงดงามซีดเผือดไร้สีเลือด "อีฟ... อีฟไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ อีฟรู้ว่าพี่อัคคีเกลียดอีฟ แต่คุณพ่อท่าน..."
"หุบปากซะ! อย่าเอาชื่อพ่อฉันมาอ้าง ริมฝีปากสกปรกของเธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยถึงท่าน!" อัคคีตะคอกเสียงกร้าว มือหนากำแน่นจนเส้นเลือดปูดด้วยความโกรธจัดที่พุ่งถึงขีดสุด ความแค้นสุมอกทำให้ไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ
ในขณะเดียวกัน ธัญญารัตน์ แม่เลี้ยงสาวพราวเสน่ห์ก้าวเข้ามาสมทบ ใบหน้าสวยเฉี่ยวด้านนอกฉายแววเห็นอกเห็นใจอย่างแนบเนียน ทั้งที่ในใจกำลังลิงโลดกับเกมที่กำลังรับชม
"อัคคี... ใจเย็นก่อนนะ สงสารน้องเถอะ เขาคงเสียใจไม่แพ้พวกเรา" ธัญญารัตน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจอมปลอม พร้อมเอื้อมมือแตะแขนแกร่งทำทีเป็นห้ามปราม
อัคคีปรายตามองแม่เลี้ยงแวบหนึ่งก่อนพ่นลมหายใจร้อนผ่าวระงับโทสะ "พี่รัตน์ไม่ต้องห่วงครับ ผมมีวิธีจัดการกับคนตระบัดสัตย์นี่เอง อยากแต่งเข้าบ้านผมนักใช่ไหม... งั้นก็รับผลกรรมไปให้สาสม!"
ชายหนุ่มหันกลับมาจ้องเขม็งที่อีฟ แววตาคมกริบราวกับมีดโกนอาบน้ำผึ้งที่พร้อมจะเฉือนเนื้อเถือหนังคนตรงหน้าให้ขาดเป็นชิ้นๆ
"ฟังคำประกาศิตของฉันให้ดีนะอีฟ... นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะก้าวขึ้นไปเหยียบชั้นบนของบ้านหลังนี้อีก สิทธิ์ในฐานะภรรยาพ่อฉันมันจบลงไปพร้อมกับความตายของท่านแล้ว และเพื่อชดใช้ให้กับความผิดที่เธอปลิดชีพพ่อฉัน... เธอจะต้องอยู่ที่นี่ในฐานะ 'คนใช้ส่วนตัวของฉัน' เท่านั้น!"
คำประกาศกร้าวทำให้ขาทั้งสองข้างของอีฟอ่อนยวบลงทันที ความจริงที่กระแทกเข้าใส่หน้ามันโหดร้ายยิ่งกว่าความตาย ร่างบางสั่นเทิ้มด้วยความตกใจและหวาดผวา "คนใช้เหรอคะ... แต่ว่าอีฟ..."
"ไม่ต้องมาต่อรอง!" อัคคีตวาดย้ำเสียงกร้าว แววตาไร้ซึ่งความเห็นใจใดๆ สิ้นสุดความอดทน "เธอไม่มีสิทธิ์มาต่อรองอะไรทั้งสิ้น! ห้องหอที่เธอเคยนอนสุขสบายบนชั้นสองถูกรื้อทิ้งหมดแล้ว ข้าวของเครื่องใช้ของเธอก็ถูกย้ายลงมาข้างล่างนี่แล้วเหมือนกัน ต่อไปนี้... ห้องนอนของเธอคือห้องพักคนใช้ ใต้บันไดหลังบ้านที่แคบนั่นแหละที่ที่เธอควรอยู่!"
อีฟหันไปมองทางเดินไปหลังบ้านด้วยความตื่นตระหนก หัวใจดวงน้อยบีบรัดเข้าหากันจนเจ็บแปลบ ห้องเล็กๆ ใต้บันไดที่เอาไว้เก็บของและให้คนใช้พักอาศัย บัดนี้มันกลายเป็นกรงขังมืดมนที่เธอต้องก้าวเข้าไปซุกซ่อนตัวจากโลกภายนอก
"ส่วนชีวิตข้างนอก..." อัคคีเหยียดยิ้มหยัน "อย่าฝันว่าจะได้ไปรื่นเริงที่ไหน! ฉันอนุญาตให้ไปแค่มหาวิทยาลัยกับไปเยี่ยมแม่เท่านั้น นอกเหนือจากนี้... ถ้าฉันรู้ว่าเธอแอบไปเหยียบที่อื่นแม้แต่ก้าวเดียว ฉันจะทำให้ชีวิตเธอและแม่พังพินาศยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น!"
คำขู่ที่เฉียบขาดและเต็มไปด้วยอำนาจมืด ทำให้อีฟรู้ซึ้งทันทีว่าเธอไม่อาจต่อกรอะไรกับอัคคีได้เลย ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่รุ่นพี่หรือเพื่อนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอีกต่อไปแล้ว แต่เขาคือซาตานร้ายในคราบมนุษย์ผู้พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้มอดไหม้
"เข้าใจที่ฉันพูดไหม!" อัคคีกระชากเสียงถามด้วยความโมโหเมื่อเห็นเธอยังคงยืนนิ่งเงียบ
อีฟสะดุ้งสุดตัว หยาดน้ำตาใสๆ ไหลรินอาบแก้มนวลอย่างน่าเวทนา เธอพยักหน้ารับช้าๆ ด้วยความจำนนต่อโชคชะตา "ค่ะ... อีฟเข้าใจแล้วค่ะ"
"ดี! ถ้ารู้แล้วก็ไสหัวไปเก็บของแล้วเริ่มทำงานบ้านซะ!" อัคคีสะบัดหน้าหนีด้วยความรังเกียจ ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เดินขึ้นบันไดหนีหายไปปล่อยให้ความอึดอัดเข้าครอบงำพื้นที่ตรงนั้น
ธัญญารัตน์ลอบยิ้มร้ายใต้ใบหน้าเศร้าสร้อย ก่อนโน้มตัวกระซิบเบาๆ กับอีฟที่ทรุดสะอื้น "อดทนหน่อยนะจ๊ะ... ในเมื่อเลือกเดินเข้ามาด้วยความโลภ ก็ต้องยอมรับชะตากรรมในกรงทองที่อัคคีสร้างให้ดีล่ะ... หึๆ"
พูดจบเธอก็ผละออกไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้อีฟพยุงร่างอันเหนื่อยล้าเข้าสู่ห้องพักใต้บันไดที่คับแคบและอับทึบ ภายในมีเพียงเตียงไม้เก่า ฟูกบาง และตู้เสื้อผ้าพุพัง สภาพแวดล้อมที่พลิกผันราวฟ้ากับเหวทำให้หัวใจแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี
อีฟทรุดตัวคุกเข่าซบหน้ากับฝ่ามือ ปล่อยให้น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลรินอย่างไร้เสียงสะอื้น คืนแรกของการเป็นคนใช้ในกรงทองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ท่ามกลางอคติและความเคียดแค้นที่พร้อมกลืนกินเธอให้ตายทั้งเป็นในทุกวินาทีต่อจากนี้
