บทที่ 9 พินัยกรรมและเงื่อนงำบาดใจ
บทที่ 9: พินัยกรรมและเงื่อนงำบาดใจ
บรรยากาศภายในห้องประชุมใหญ่ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังในเครือตึงเครียดเสียจนแทบหายใจไม่ออก แสงไฟสีนวลจากโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับสะท้อนลงบนโต๊ะประชุมตัวยาวทำด้วยไม้มะฮอกกานีชั้นดี ทว่ากลับไม่สามารถขับไล่ความหนาแน่นและกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากผู้คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะได้เลยแม้แต่น้อย
อัคคีนั่งไขว่ห้างอยู่ตรงหัวโต๊ะด้วยท่าทีนิ่งขรึม ใบหน้าคมคายไร้รอยยิ้ม สันกรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ดวงตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องอย่างเยียบเย็น ขณะที่อีฟ... หญิงสาวร่างบางในชุดกระโปรงสีดำสนิทสำหรับไว้ทุกข์ ซึ่งถูกบังคับให้ติดตามมาร่วมฟังในวันนี้ นั่งตัวลีบอยู่บนเก้าอี้มุมอับ เธอกำมือประสานกันแน่นบนตักด้วยความรู้สึกว้าเหว่และหวาดหวั่นพรพรวนในอก หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึก เพราะรู้ดีว่าการเปิดพินัยกรรมในวันนี้จะเป็นตัวชี้ชะตาชีวิตของเธอ ว่านรกที่เธอกลังเผชิญอยู่จะทวีความโหดร้ายขึ้นอีกสักแค่ไหน
ไม่ไกลกันนัก ธัญญารัตน์ แม่เลี้ยงสาวพราวเสน่ห์นั่งตีหน้าเศร้าสร้อยเคลียคลอด้วยคราบน้ำตาจอมปลอม โดยมี กรวิชญ์ ทนายความหนุ่มใหญ่หน้าตาคมสันวัย 32 ปี ซึ่งเป็นทนายประจำตัวของคุณภานุพงศ์ นั่งประกบข้างพร้อมกับเอกสารกองโตในแฟ้มหนังสีดำสนิท
"เอาล่ะครับ ในเมื่อทุกคนพร้อมกันแล้ว..." กรวิชญ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่นิ่งเรียบ เขากวาดสายตาผ่านแว่นกรอบทองมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน ก่อนจะผายมือเปิดแฟ้มเอกสารสำคัญ "ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจและผู้จัดการมรดกของคุณภานุพงศ์ เดชอัครอนันต์ ผู้ล่วงลับ ผมขอทำหน้าที่เปิดพินัยกรรมฉบับสุดท้ายที่ท่านได้ทำไว้ก่อนเสียชีวิตอย่างเป็นทางการครับ"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศในห้องก็เงียบกริบลงทันที ทุกสายตาต่างพุ่งเป้าไปที่เอกสารในมือของทนายกรวิชญ์ ธัญญารัตน์แอบส่งสายตารู้กันกับกรวิชญ์แวบหนึ่งอย่างรวดเร็วด้วยความมั่นอกมั่นใจว่า ส่วนแบ่งมรดกและอำนาจบริหารส่วนใหญ่จะต้องตกเป็นของเธอและชู้รักอย่างแน่นอน เพื่อที่พวกเขาจะได้ฮุบสมบัติทั้งหมดได้อย่างราบคาบ
กรวิชญ์เริ่มไล่อ่านรายละเอียดในพินัยกรรมทีละข้อด้วยน้ำเสียงฉะฉาน ชัดเจน และเป็นทางการ ท่ามกลางความลุ้นระทึกของคนฟัง
ข้อความในพินัยกรรมระบุชัดเจนว่า ในส่วนของหุ้นส่วนใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการดำรงตำแหน่ง "ประธานกรรมการบริหาร" ของบริษัท จะตกเป็นของ อัคคี เดชอัครอนันต์ บุตรชายคนโตตามคาด เพื่อสืบทอดกิจการของครอบครัวต่อไป โดยมีเงื่อนไขว่าในระหว่างที่อัคคียังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 และยังไม่จบการศึกษาอย่างเป็นทางการ ธัญญารัตน์ ผู้เป็นแม่เลี้ยง จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง "รองประธานบริหาร" เพื่อคอยช่วยเหลือกำกับดูแลงานในบริษัทชั่วคราว ทว่าไม่มีสิทธิ์ถือครองหุ้นใหญ่ในส่วนนี้ โดยมี ทนายกรวิชญ์ คอยช่วยเหลือจัดการและให้คำปรึกษาด้านข้อกฎหมายอย่างใกล้ชิด
เมื่อได้ยินดังนั้น ธัญญารัตน์ก็แอบกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ แม้จะไม่ได้หุ้นทั้งหมดในทันที แต่อย่างน้อยตำแหน่งรองประธานและอำนาจในมือก็เพียงพอที่จะให้เธอชักใยอะไรๆ ได้ง่ายขึ้น
ทว่า... เมื่อทนายกรวิชญ์เปิดอ่านหน้าถัดไปเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนบุคคลและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหุ้นย่อยและเงินสดสำรอง บรรยากาศในห้องก็ต้องพลิกผันอย่างกะทันหัน
"และในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัว คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง พร้อมเงินกองทุนสำรองจำนวนหนึ่ง..." กรวิชญ์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองธัญญารัตน์ "...ถูกยกกรรมสิทธิ์ให้แก่ คุณธัญญารัตน์ เดชอัครอนันต์ ตามความประสงค์ครั้งสุดท้ายของผู้ตาย"
ธัญญารัตน์ยิ้มกว้างขึ้นด้วยความลิงโลดใจ นึกว่าทรัพย์สินก้อนโตกำลังจะตกเป็นของเธอ แต่ทว่า... ทนายกรวิชญ์กลับกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น พร้อมหยิบเอกสารอีกฉบับขึ้นมาประกอบ
"อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในพินัยกรรมหลักยังมิได้มีการระบุชื่อของคุณอีฟเอาไว้ เนื่องจากเป็นฉบับที่ร่างไว้ก่อนหน้านานแล้ว... แต่ทางเรามี "บันทึกท้ายพินัยกรรมและหลักฐานการจดทะเบียนสมรส" ที่ท่านภานุพงศ์ได้ทำเรื่องไว้ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันครับ"
ทนายกรวิชญ์กวาดสายตามองทุกคนในห้องก่อนจะประกาศชัดถ้อยชัดคำ "ส่งผลให้ คุณอีฟ สุพิชชา มีสถานะทางกฎหมายเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และได้ทำการเปลี่ยนมาใช้นามสกุล เดชอัครอนันต์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ..."
