บทที่ 12 กับดักกลางสายฝน (1)
กับดักกลางสายฝน
ซ่า!
เสียงฝนเม็ดขนาดใหญ่เทกระหน่ำลงมาประทับบนหลังคารถเก๋งญี่ปุ่นคันเก่าของพริมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
บรรยากาศรอบข้างบนถนนสายเปลี่ยวเวลากลางดึกสงัดมีเพียงแสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าข้างทาง หญิงสาวในชุดทำงานที่หลุดลุ่ยพยายามบิดกุญแจสตาร์ทรถเป็นรอบที่สิบ เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มอยู่พักหนึ่งก่อนจะดับสนิทลงไปพร้อมกับความหวังที่ริบหรี่
"มาเสียอะไรตอนนี้เนี่ย โธ่เอ๊ย"
พริมาทุบพวงมาลัยด้วยความอัดอั้น น้ำตาที่คลอเบ้าไหลปนไปกับหยดเหงื่อบนใบหน้า หลังจากที่เธอรีบวิ่งรอกไปดูอาการแม่นวลที่โรงพยาบาลช่วงเย็นจนอาการทรงตัว เธอก็ต้องรีบกลับมาเคลียร์เอกสารที่ออฟฟิศต่อจนดึกดื่น และตอนนี้รถคู่ใจดันมาทรยศในเวลาเกือบเที่ยงคืน
ท่ามกลางสายฝนที่บดบังทัศนียภาพ แสงไฟหน้ารถยนต์คันหนึ่งส่องสว่างวาบเข้ามาจากทางด้านหลัง รถยุโรปคันหรูสีดำขลับแล่นมาจอดเทียบข้างรถของเธออย่างนุ่มนวล กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มของประธานบริหารที่เธอพยายามหลบหน้ามาตลอดทั้งวัน
"รถเสียเหรอคุณพริมา" ภีมากรตะโกนถามแข่งกับเสียงฝน น้ำเสียงราบเรียบติดจะดุดัน
พริมาเลื่อนกระจกลงเล็กน้อยพลางตอบกลับ
"ค่ะ เครื่องยนต์น่าจะมีปัญหาค่ะท่านประธาน"
"ลงมา แล้วขึ้นมาบนรถผม" ภีมากรออกคำสั่งสั้นๆ ทรงพลัง
"ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันโทรเรียกช่างยกกรุงเทพฯ แล้ว อีกไม่นานคงมาถึง" พริมาปฏิเสธเสียงแข็ง เธอไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยงในพื้นที่ปิดกับเขาอีก
ภีมากรเปิดประตูรถก้าวลงมาทันทีโดยไม่สนสายฝนที่เทกระหน่ำ ร่างสูงใหญ่สาวเท้าไม่กี่ก้าวก็มาถึงฝั่งคนขับของรถเธอ เขาเปิดประตูออกแล้วก้มตัวลงมาสบตากับเธอในระยะประชิด
"จะขึ้นมาดีๆ หรือจะให้ผมอุ้มขึ้นไป เลือกเอา" ภีมากรยื่นคำขาด สายตาคมกริบไม่มีแววล้อเล่น
"ถ้าช่างยกมาถึงในสภาพที่ฝนตกหนักแบบนี้คงอีกสองชั่วโมง และผมไม่มีเวลามารอคุณเล่นตัวกลางถนนหรอกนะ"
พริมาเม้มปากแน่น รู้ดีว่าผู้ชายตรงหน้าบทจะรั้นก็ไม่มีใครเกิน เธอจึงจำใจคว้ากระเป๋าสะพายแล้วก้าวลงจากรถ วิ่งฝ่าสายฝนขึ้นไปนั่งบนเบาะหน้าฝั่งผู้โดยสารของรถหรูทันที
ภีมากรตามขึ้นมาประจำที่คนขับ ร่างกายของเขามีหยดน้ำเกาะพราว เช่นเดียวกับเธอที่เสื้อเชิ้ตสีขาวเปียกชุ่มจนแนบเนื้อ
ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศในรถผสมกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศหรูหราสร้างบรรยากาศที่น่าอึดอัด พริมานั่งตัวตรง มือบางกุมสายกระเป๋าไว้แน่นจนเล็บซีด
"เช็ดตัวซะ เดี๋ยวจะป่วยจนเสียงาน" ภีมากรส่งผ้าขนหนูผืนเล็กให้พลางออกรถ ท่าทางเบนสายตามองถนนอย่างตั้งใจ
"ขอบคุณค่ะท่านประธาน" พริปรับมาซับตามใบหน้าและลำคออย่างแกนๆ
รถยนต์แล่นไปบนถนนที่เจิ่งนองด้วยน้ำอย่างเงียบเชียบ ผ่านไปราวสิบนาที ภีมากรก็ทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเยาะหยัน
"ทำงานที่นี่มาสามปี ขึ้นแท่นท็อปเซลส์ที่ทำรายได้ให้บริษัทมหาศาล แต่กลับยังขับรถเก่าๆ ที่พร้อมจะพังได้ทุกเมื่อแปลกดีนะคุณพริมา"
คำประชดประชันทำเอาพริมาหน้าร้อนผ่าว
"เงินแต่ละบาทมีค่าไม่เท่ากันค่ะ บางคนเอาไปซื้อรถหรู บางคนมีภาระที่ต้องจ่ายมากกว่านั้น"
"ภาระงั้นเหรอ" ภีมากรเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง แววตาคมกริบแอบชำเลืองมองปฏิกิริยาของเธอ
"อย่างเช่นค่ารักษาพยาบาลของแม่คุณน่ะเหรอ"
พริมาสะดุ้งสุดตัว หันไปมองคนข้างกายทันที
"คุณ ท่านประธานรู้เรื่องนี้ได้ยังไงคะ"
"คุณศรีเลขาฯ ของผมบอกน่ะ" ภีมากรตอบเสียงเรียบ ใบหน้ายังคงนิ่งสนิท
"เห็นบอกว่าคุณรีบออกจากออฟฟิศไปโรงพยาบาลด่วนเพราะแม่มีภาวะแทรกซ้อน อาการเป็นยังไงบ้างล่ะ"
"ทรงตัวแล้วค่ะ ขอบคุณที่เป็นห่วง" พริมาตอบสั้นๆ พยายามควบคุมจังหวะหัวใจที่เต้นรัว ลางสังหรณ์บางอย่างที่เกวลินเคยเตือนแล่นเข้ามาในหัวสมอง
เขากำลังลองเชิงเธออยู่
"ผมไม่ได้ห่วง ผมแค่ถามในฐานะผู้บริหารที่ต้องดูแลสวัสดิภาพพนักงาน" ภีมากรเค่นเสียงต่ำ ปลดกระดุมเม็ดบนของเสื้อเชิ้ตออกอย่างอึดอัด
"แต่จะว่าไป โรคหัวใจโตและลิ้นหัวใจรั่วแบบที่แม่นวลเป็น มันต้องใช้เงินรักษาเยอะมากเลยนะ โดยเฉพาะการผ่าตัดด่วนเมื่อห้าปีก่อน"
คำพูดประโยคหลังของภีมากรเปรียบเสมือนระเบิดที่หย่อนลงมากลางความเงียบ พริมาหันขวับไปจ้องหน้าเขา ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความกลัวและสับสน
"ท่านประธานสืบเรื่องส่วนตัวของดิฉันงั้นเหรอคะ"
ภีมากรหักพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าจอดข้างทางที่ค่อนข้างมืด เขาดับเครื่องยนต์แต่ยังคงเปิดระบบไฟและเครื่องปรับอากาศไว้ ชายหนุ่มเอี้ยวตัวมาหาเธอ แขนแกร่งพาดอยู่บนพวงมาลัย แววตาที่เคยนิ่งเฉยบัดนี้ลุ่มลึกและเต็มไปด้วยการลองเชิงอย่างเห็นได้ชัด
"ผมแค่ดูประวัติพนักงานอย่างละเอียด โดยเฉพาะพนักงานที่มีสถิติน่าสนใจแบบคุณ" ภีมากรโน้มตัวเข้ามาใกล้ น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าเลือน
"แกรี่ เพื่อนหมอของผมที่โรงพยาบาลนั้นบอกว่า มีเคสผู้ป่วยคนหนึ่งรอดชีวิตมาได้เมื่อห้าปีก่อน เพราะมีญาติหอบเงินสดหนึ่งล้านบาทมาจ่ายค่าผ่าตัดทางด่วนได้ทันเวลาพอดี"
