บทที่ 13 กับดักกลางสายฝน (2)
กับดักกลางสายฝน
พริมาลมหายใจสะดุด มือบางกุมกันแน่นจนสั่นสะท้าน เธอรู้แล้วว่าภีมากรกำลังต้อนเธอให้จนมุม เขาไม่ได้อยากรู้เรื่องงาน แต่เขากำลังขุดคุ้ยอดีตเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง
"มันเป็นเงินเก็บของครอบครัวดิฉันค่ะ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน" พริมาโกหกคำโต บังคับเสียงไม่ให้สั่น
"เงินเก็บของครอบครัวคนธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำเนี่ยนะพริมา!"
ภีมากรหลุดเรียกชื่อเล่นของเธอเสียงดัง ลืมคราบเจ้านายผู้สูงส่งไปจนหมดสิ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความอัดอั้น
"เงินหนึ่งล้านบาทโผล่มาในบัญชีคุณ วันเดียวกับที่คุณเดินมาบอกเลิกผม วันเดียวกับที่คุณบอกว่าเบื่อผู้ชายจนๆ ไม่มีอนาคตอย่างผม แล้วเลือกที่จะเดินจากไป!"
"ท่านประธานคะ ดิฉันบอกแล้วไงว่าเราไม่เคย"
"หยุดโกหกซักที!" ภีมากรตวาดลั่น มือหนาเอื้อมไปจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอแล้วดึงเข้าหาตัวเบาๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่เก็บกดมานานห้าปี
"มองตาผมแล้วตอบมาตรงๆ เงินหนึ่งล้านบาทในวันนั้น คุณได้มาเพราะขายความรักของเราให้พ่อของผมใช่ไหม พริก!"
คำถามสุดท้ายแทงทะลุหัวใจของพริมาจนแหลกสลาย หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักลงมาอาบแก้ม เธอสบตาคมกริบที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาคู่นั้นของเขา ความจริงอยู่แค่เอื้อม แต่ภาพคำขู่ของเกริกและการขู่เอาชีวิตพ่อของเธอก็ยังคงหลอกหลอนลอยเด่นขึ้นมา
ถ้าแกบอกภีม ฉันจะตัดสายเครื่องช่วยหายใจของแม่แก และส่งพ่อแกเข้าคุก
พริมาสูดหายใจเข้าลึก สะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรง เธอยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วแปรเปลี่ยนแววตาให้กลายเป็นความเย็นชาและไร้หัวใจที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ใช่ค่ะ! ดิฉันรับเงินหนึ่งล้านบาทจากพ่อของคุณมาจริงๆ" พริมาเค้นเสียงพูดออกไปอย่างเด็ดขาด
"แล้วยังไงคะ ในเมื่อตอนนั้นคุณมันไม่มีอะไรเลย เงินหนึ่งล้านบาทซื้อชีวิตแม่ของดิฉันได้ แต่ความรักโง่ๆ ของคุณในตอนนั้นมันซื้อไม่ได้แม้แต่ค่ายาพ่นหอบหืดด้วยซ้ำ!"
ภีมากรเบิกตากว้าง ร่างกายของเขาชาวาบราวกับถูกแช่แข็ง คำยอมรับที่หลุดออกมาจากปากของเธอพร้อมกับคำดูถูกซ้ำสอง มันทำลายเศษเสี้ยวความหวังสุดท้ายในใจของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี
"ที่แท้ คุณก็เห็นแก่เงินจริงๆ" ภีมากรกระซิบ น้ำเสียงสั่นเครือ แววตาแห่งความอาวรณ์แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังอย่างสมบูรณ์แบบ
"ค่ะ ดิฉันเห็นแก่เงิน และตอนนี้ดิฉันก็ต้องการทำงานหาเงิน ถ้ารู้ความจริงแล้วสะใจแล้ว ก็ช่วยขับรถไปส่งดิฉันให้ถึงบ้านด้วยค่ะท่านประธาน" พริมาเบือนหน้ามองออกไปนอกกระจกรถ ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลรินในมุมมืด โดยไม่ยอมให้เขาได้เห็นความพ่ายแพ้ของเธออีกต่อไป
ภีมากรกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาบิดกุญแจสตาร์ทรถแล้วเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานฝ่าสายฝนออกไปด้วยความเร็วสูง บรรยากาศในรถกลับมาเงียบสงัดและหนาวเยือกยิ่งกว่าเดิม เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยบาดแผลและความแค้นที่ไม่มีวันประสานได้อีกต่อไป
รถยนต์คันหรูยังคงทะยานฝ่าม่านฝนและความมืดมิดบนท้องถนนไปด้วยความเร็วที่น่ากลัว เข็มไมล์บนหน้าปัดสะท้อนแสงไฟสีส้มวับแวมบ่งบอกความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงอารมณ์ของคนขับ พริมานั่งนิ่งสนิท ดวงตาทอดมองตรงไปยังหยดน้ำฝนที่สาดซัดกระทบกระจกหน้าหนาแน่นจนแทบมองไม่เห็นทาง เธอไม่ได้ร้องขอให้เขาชะลอความเร็ว เพราะความเจ็บปวดในอกมันรุนแรงจนบดบังความกลัวตายไปจนหมดสิ้น
"ห้าปีที่ผ่านมา คุณไม่เคยรู้สึกผิดเลยงั้นเหรอพริก"
เสียงทุ้มต่ำของภีมากรทำลายความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตวาดลั่นเหมือนตอนแรก แต่กลับราบเรียบ ทว่าสั่นเครือและแฝงไปด้วยความตัดพ้ออันลึกซึ้ง
"ดิฉันบอกคุณไปหมดแล้วค่ะ" พริมาตอบโดยไม่หันไปมอง
"คนเรามีทางเลือกชีวิตไม่เหมือนกัน ในเมื่อมีข้อเสนอที่ดีกว่าเข้ามา และมันช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างในชีวิตของดิฉันได้ ดิฉันก็แค่คว้ามันไว้"
"ปัญหาทุกอย่างงั้นเหรอ" ภีมากรแค่นยิ้ม สมเพชในโชคชะตาของตัวเอง
"แล้วความรักของเราล่ะพริก เงินหนึ่งล้านบาทของพ่อผม มันมีค่ามากกว่าอนาคตที่เราเคยฝันร่วมกันงั้นเหรอ ตอนนั้นผมขอให้คุณรอ ขอเวลาให้ผมเรียนจบกลับมาสร้างตัว แต่คุณกลับไม่เคยฟังเลย"
"ความฝันมันกินไม่ได้หรอกค่ะท่านประธาน" พริมาเค้นเสียงพูดออกไป คำพูดประโยคนี้มันกรีดลึกลงไปในใจของเธอเองจนเลือดซิบ
"ระหว่างรอคุณเรียนจบกลับมา แม่ของดิฉันอาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ได้ เงินสดหนึ่งล้านบาทในวันนั้นมันการันตีได้ทันทีว่าแม่ดิฉันจะได้รับการผ่าตัดที่ดีที่สุดจากหมอที่เก่งที่สุด ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกความฝันลมๆ แล้งๆ หรือเลือกชีวิตแม่ตัวเองล่ะคะ"
ภีมากรนิ่งอึ้งไป มือหนาที่กำพวงมาลัยสั่นเทา คำย้อนถามของเธอเหนี่ยวรั้งสติของเขากลับมาส่วนหนึ่ง เขารู้ดีว่าพริมารักแม่มากแค่ไหน แต่สิ่งที่เขาพึ่งได้รับรู้ในวันนี้คือ เธอเลือกที่จะยอมรับข้อเสนอเงินของพ่อเขาโดยไม่คิดจะบอกความจริงกับเขาเลยแม้แต่น้อย
