บทที่ 14 กับดักกลางสายฝน (3)
กับดักกลางสายฝน
"ทำไมคุณไม่บอกผมตรงๆ พริก" ภีมากรลดความเร็วรถลงเล็กน้อยเมื่อเข้าสู่เขตชุมชน แต่กระแสอารมณ์ในน้ำเสียงยังคงคุกรุ่น
"ถ้าคุณบอกผมว่าแม่ป่วยหนักขนาดนั้น และคุณจำเป็นต้องใช้เงิน ผมจะได้หาทางช่วย ทหารเสืออย่างผมในตอนนั้น ถึงจะไม่มีเงินล้าน แต่ผมก็พร้อมจะดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อคุณกับแม่นวล!"
"คุณจะหาเงินหนึ่งล้านบาทมาจากไหนในวันเดียวคะ!" พริมาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตสุกใสแดงก่ำและมีหยดน้ำตาคลอเบ้า
"ตอนนั้นคุณเป็นแค่ข้าราชการทหารตัวเล็กๆ ที่เงินเดือนยังไม่ถึงสองหมื่นบาทด้วยซ้ำ ลำพังแค่ค่าตั๋วเครื่องบินไปเรียนต่อคุณยังต้องพึ่งพาเงินของพ่อคุณเลย แล้วคุณจะเอาปัญญาที่ไหนมาเนรมิตเงินล้านให้ดิฉันทันเวลาผ่าตัดด่วนภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง!"
คำพูดตรงไปตรงมาและรุนแรงของพริมาทำเอาห้องโดยสารรถยนต์กลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง มีเพียงเสียงที่ปัดน้ำฝนทำงานสลับไปมาอย่างเป็นจังหวะ ภีมากรรู้ดีว่าคำพูดของเธอคือความจริงอันโหดร้ายในอดีต ตอนนั้นเขาไม่มีกำลังพอที่จะปกป้องหรือช่วยเหลือใครได้เลยจริงๆ ความไร้สามารถของตัวเองในอดีตคือสิ่งที่ตอกย้ำให้เขาเจ็บปวดที่สุด
"เพราะอย่างนี้สินะ คุณถึงเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด" ภีมากรเอ่ยเสียงแผ่ว
"เดินไปหาพ่อของผม รับเช็คเงินสด แล้วก็เดินกลับมาสวมหน้ากากเป็นผู้หญิงใจร้าย บอกเลิกผมด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ เพื่อให้ผมตัดใจแล้วยอมบินไปเมืองนอกตามความต้องการของพ่อ"
พริมาใจหายวาบ เธอเริ่มเกรงว่าภีมากรกำลังวิเคราะห์จนเห็นเบื้องหลังของแผนการทั้งหมด เธอรีบหลบสายตาคมกริบคู่นั้นทันที
"ดิฉันไม่ได้คิดซับซ้อนขนาดนั้นหรอกค่ะ" พริมาฝืนโกหกคำโต ขยับตัวหนีไปชิดประตูรถ
"ดิฉันแค่รักตัวเองและรักครอบครัวมากกว่าคุณ เมื่อได้เงินล้านมาแล้ว ปัญหาทุกอย่างคลี่คลาย ดิฉันก็แค่ใช้ชีวิตต่อไปตามปกติ ส่วนเรื่องของคุณ... มันเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งในอดีตที่ดิฉันลืมมันไปนานแล้วค่ะ"
"ลืมไปนานแล้วงั้นเหรอ" ภีมากรหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของเขาฟังดูน่ากลัวและเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
"แต่ผมไม่เคยลืมเลยพริก ห้าปีที่อังกฤษ ผมทำงานหนัก เรียนหนัก แทบไม่ได้นอน เพื่อสร้างตัวเองขึ้นมาเพื่อวันหนึ่งผมจะได้กลับมายืนอยู่เหนือพ่อ และกลับมาดูหน้าผู้หญิงที่ตราหน้าว่าผมมันไม่มีอนาคต"
เขากดปุ่มเปิดไฟในห้องโดยสารรถยนต์ แสงไฟสีเหลืองนวลสว่างวาบขึ้นมาทันที เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มที่บัดนี้เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและไร้ความปรานี
"และตอนนี้ผมก็กลับมาแล้วในฐานะประธานบริหารบริษัทที่ควบคุมปากท้องของคนนับพัน รวมถึงตัวคุณด้วย" ภีมากรจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
"ในเมื่อคุณชอบเงินขนาดนั้น และยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินได้ งั้นเกมหลังจากนี้ คุณก็ต้องพร้อมรับผลลัพธ์ของมันให้ดีก็แล้วกันคุณพริมา"
"คุณหมายความว่ายังไงคะ" พริมาถามด้วยความหวั่นใจ ลางสังหรณ์เตือนว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมา
"งานแผนการตลาดหกรอบที่คุณแก้มา ผมดูแล้ว มันผ่านเกณฑ์" ภีมากรเอ่ยเสียงเรียบพลางดับไฟในห้องโดยสารกลับสู่ความสลัวตามเดิม
"แต่นั่นมันแค่จุดเริ่มต้น ต่อจากนี้ผมจะย้ายคุณมาเป็นพนักงานขายประจำตัวของผม คอยดูแลและประสานงานโครงการเมกะโปรเจกต์ทั้งหมดที่คุณต้องเข้าพบผมโดยตรงทุกวัน"
"ไม่นะคะ! ดิฉันขอปฏิเสธ" พริมารีบคัดค้าน
"ดิฉันมีหน้าที่ดูแลลูกค้ากลุ่มเดิมอยู่แล้ว และการย้ายตำแหน่งกะทันหันแบบนี้มันไม่เป็นธรรมกับพนักงานคนอื่น"
"ในบริษัทนี้ คำสั่งของผมถือเป็นเด็ดขาด" ภีมากรยื่นคำขาด น้ำเสียงของเขาไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง
"ถ้าคุณอยากได้เงินเดือนสูงๆ ค่ายอดขายเยอะๆ เพื่อเอาไปรักษาแม่และใช้หนี้บ้าน คุณก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธข้อเสนอนี้ หรือถ้าคุณคิดว่าทนรับแรงกดดันจากผมไม่ไหว จะยื่นใบลาออกตอนนี้เลยก็ได้นะพริก ผมพร้อมจะเซ็นอนุมัติให้ทันที"
คำขู่ของเขาทำให้พริมาต้องกลืนคำประท้วงทั้งหมดลงคอ การลาออกในตอนนี้เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายทางการเงิน ค่ารักษาพยาบาลของแม่นวลในแต่ละเดือนสูงลิ่ว และเธอไม่สามารถขาดรายได้แม้แต่เดือนเดียวได้
"เข้าใจแล้วค่ะ ดิฉันยอมรับคำสั่ง" พริมาตอบเสียงแผ่ว ยอมรับชะตากรรมที่เขากำลังหยิบยื่นให้ด้วยความขมขื่น
ภีมากรขยับยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่าเขากำลังใช้ตำแหน่งและอำนาจกลั่นแกล้งเธอ แต่ในขณะเดียวกัน ลึกๆ ในใจของเขากลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านขึ้นมา ความรู้สึกสะใจที่สามารถดึงผู้หญิงคนนี้ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาได้อีกครั้ง
รถยนต์แล่นมาจอดเทียบหน้าทาวน์เฮ้าส์สองชั้นหลังเก่าในซอยลึกซึ่งเป็นบ้านของพริมา ฝนเริ่มซาเม็ดลงบ้างแล้ว พริมาไม่รอช้ารีบปลดเข็มขัดนิรภัยและเตรียมตัวจะเปิดประตูลงจากรถทันที
"ขอบคุณที่มาส่งค่ะท่านประธาน" พริมาเอ่ยตามมารยาทโดยไม่หันไปมองหน้าเขา
"พรุ่งนี้เช้าเก้าโมงตรง มารายงานตัวที่ห้องทำงานของผมพร้อมกับแฟ้มประวัติลูกค้าทั้งหมด อย่าสายแม้แต่ก้าวเดียว" ภีมากรสั่งการส่งท้ายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
"ค่ะ"
พริมาเปิดประตูรถแล้วก้าวลงไปทันที ร่างบางวิ่งฝ่าฝนปรอยๆ เข้าไปในเขตรั้วบ้านโดยไม่หันกลับมามองรถคันหรูอีกเลย
ภีมากรจอดรถนิ่งสนิทอยู่หน้าบ้านหลังนั้นครู่หนึ่ง สายตาคมกริบทอดมองตามแผ่นหลังบางที่ดูโดดเดี่ยวและเหนื่อยล้าของเธอ จนกระทั่งไฟในบ้านเปิดสว่างขึ้น ชายหนุ่มจึงเหยียบคันเร่งและขับรถออกไปจากซอยด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งและสับสนเกินกว่าจะอธิบายได้
