บทที่ 9 เกลและลางสังหรณ์ (2)
เกลและลางสังหรณ์
"สัญชาตญาณนักการตลาดและกฎหมายของฉันมันบอกว่า เรื่องนี้มีเงื่อนงำแน่นอน ท่าทางของท่านประธานภีมากรเวลาที่มองแกในงานเลี้ยงวันก่อน หรือแม้แต่สายตาเย็นชาที่เขาใช้มองแกตอนเดินผ่านแผนกเราเมื่อวาน มันเหมือนคนที่มีเรื่องฝังใจกันมาก่อน"
คำพูดของเกวลินทำให้หัวใจของพริมาเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งชั่วขณะ หญิงสาวแสร้งทำเป็นหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อหลบซ่อนอาการมือสั่น
"แกคิดมากไปแล้วเกล ฉันกับเขาอยู่คนละชั้นกันเลยนะ เขาเป็นถึงนักเรียนนอก ลูกชายเจ้าของบริษัท ส่วนฉันเป็นแค่พนักงานธรรมดาๆ จะไปมีเรื่องฝังใจอะไรกับเขาได้ยังไงกัน"
"นั่นสิ" เกวลินนิ่งไปชั่วครู่ ท่าทางครุ่นคิด "แต่แกเชื่อไหมพริก คนเราถ้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หรือไม่มีอคติส่วนตัวรุนแรง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเจาะจงกลั่นแกล้งพนักงานคนใดคนหนึ่งขนาดนี้"
"เขาไม่ได้แกล้งหรอกเกล เขาแค่ตรวจตามเนื้อผ้า" พริมายังคงยืนยันคำเดิม ทั้งที่ข้างในใจบอบช้ำจนแทบจะทนไม่ไหว
"เอาเถอะ แกจะพูดอะไรก็พูดไป แต่ลางสังหรณ์ของฉันมันไม่เคยพลาด" เกวลินตัดบทพลางยืดตัวขึ้น
"อ้อ วันนี้ตอนกลางวันห้ามเบี้ยวนัดฉันเด็ดขาดนะพริก แกต้องออกไปกินข้าวกับฉัน ห้ามอุดอู้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เด็ดขาด ไม่งั้นฉันจะฟ้องพี่หน่องว่าแกแอบหักโหมงานจนร่างกายจะพัง"
"จ้าๆ รู้แล้วจ้า ขอบใจมากนะเกลที่เป็นห่วง" พริมายอมพยักหน้ารับคำแต่โดยดี เพราะรู้ว่าถ้าขัดใจเพื่อนสนิทสายลุยคนนี้ เรื่องราวคงจะยาวเกินกว่าจะควบคุมได้
หลังจากเกวลินเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง พริมาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความเครียดที่สะสมมาหลายวันเริ่มส่งผลต่อร่างกายอย่างเด่นชัด เธอรู้สึกเวียนหัวจนต้องหลับตาลงชั่วครู่ ภาพใบหน้าคมเข้มและแววตาดุดันของภีมากรในค่ำคืนที่ผ่านมายังคงตามหลอกหลอนอยู่ทุกครั้งที่เธอหลับตา
ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินข้างใบหูและคำพูดเชือดเฉือนของเขายังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
เขาทำเหมือนไม่รู้จักเธอในเวลางาน แต่การกระทำกลับต้อนเธอให้จนมุม พริมาคิดในใจด้วยความสับสน
ขณะที่พริมากำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง บรรยากาศรอบตัวในแผนกฝ่ายขายก็เริ่มเปลี่ยนไป เสียงฝีเท้าของพนักงานคนอื่นๆ ที่ทยอยกันเข้ามาทำงานเริ่มหนาตาขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาพร้อมกับเสียงเหล่านั้นคือเสียงกระซิบกระซาบและสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาที่โต๊ะทำงานของเธออย่างผิดปกติ
"นี่เธอ ได้ยินข่าวเรื่องท็อปเซลส์ของเราหรือยัง" เสียงพนักงานหญิงคนหนึ่งจากแผนกข้างๆ ดังแว่วมาให้ได้ยิน
"เรื่องอะไรเหรอ เล่ามาเร็วๆ อยากรู้จะแย่แล้ว" อีกคนรีบถามกลับด้วยความกระตือรือร้น
"ก็เห็นว่าตั้งแต่วันแรกที่ท่านประธานคนใหม่เข้าทำงาน พนักงานคนดีคนเดิมของเราก็ถูกเรียกตัวขึ้นไปพบที่ชั้นสามสิบเอ็ดทุกวันเลยน่ะสิ บางวันขึ้นไปตั้งหลายรอบ ล่าสุดเมื่อคืนนี้มีคนเห็นว่าอยู่จนดึกดื่นค่ำมืด ไฟในห้องประธานยังเปิดอยู่เลยนะ"
"จริงเหรอ แผนการตลาดด่วนขนาดนั้นเลยเหรอ หรือว่ามีอะไรในกอไผ่กันแน่ แหม!!! เพิ่งรู้ว่าตำแหน่งท็อปเซลส์เขาทำงานกันในห้องผู้บริหารตอนค่ำๆ ด้วย" เสียงหัวเราะคิกคักตามมาหลังจากจบประโยค
พริมามือเย็นเฉียบ ความรู้สึกอับอายและอึดอัดแล่นพล่านไปทั่วทั้งตัว คำครหาและข่าวลือในออฟฟิศเป็นสิ่งที่เธอหวาดกลัวที่สุด เพราะมันสามารถทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในการทำงานที่เธอสร้างมาตลอดสามปีลงได้ในพริบตา หญิงสาวพยายามก้มหน้าพิมพ์งาน ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงนินทารอบข้าง แต่หัวใจกลับเจ็บแปลบจนขอบตาร้อนผ่าว
เกวลินที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักได้ยินเสียงนินทาเหล่านั้นอย่างชัดเจน สาวแว่นตบโต๊ะทำงานเสียงดังปังจนพนักงานกลุ่มนั้นสะดุ้งและรีบแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง เกวลินหันมามองพริมาด้วยแววตาที่เป็นห่วงและกรุ่นโกรธแทนเพื่อนสนิท
"พริก แกอย่าไปฟังพวกปากหอยปากปูเลยนะ คนพวกนี้ดีแต่ขี้อิจฉา เห็นใครได้ดีหรือเด่นกว่าไม่ได้ ต้องหาเรื่องมาดิสเครดิตตลอด" เกวลินเดินมาปลอบใจเพื่อนที่โต๊ะ
"ฉันไม่เป็นไรหรอกเกล ข่าวลือก็คือข่าวลือ ความจริงเป็นยังไงเราก็รู้อยู่แก่ใจ" พริมาตอบฝืนทำเสียงให้ปกติที่สุด ทั้งที่ข้างในสั่นคลอน
"แต่มันก็น่าโมโหนะพริก การที่แกโดนเรียกพบถี่เกินไปแบบนี้ มันทำให้คนอื่นเอาไปพูดสนุกปากว่าแกเป็น พนักงานโปรด คนใหม่ของ CEO ทั้งที่จริงแกโดนโขกสับงานจนแทบตาย" เกวลินบ่นอุบอิบด้วยความอัดอั้น
"ช่างเขาเถอะเกล ยิ่งเราไปเต้นตามเกมของพวกเขา เรื่องมันก็จะยิ่งโตเปล่าๆ" พริมาตัดบทพลางก้มหน้าทำงานต่อเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องนี้
เมื่อเวลาพักเที่ยงมาถึง เกวลินไม่รอช้ารีบกึ่งลากกึ่งจูงพริมาออกจากออฟฟิศทันที แทนที่จะพากันไปกินข้าวที่ศูนย์อาหารของตึกเหมือนทุกวัน
เกวลินกลับพาพริมาเดินเลี่ยงออกไปยังร้านอาหารสไตล์คาเฟ่เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ถัดไปสองซอย บรรยากาศในร้านค่อนข้างเงียบสงบและเป็นส่วนตัว เหมาะแก่การพูดคุยเรื่องสำคัญ
