บทที่ 6 ตอนที่6 จับมือ
ตอนที่6
จับมือ
ลลิตายืนนิ่งอยู่กลางโถงบ้านครู่หนึ่ง เธอก้มมองช่อดอกไม้เจ้าสาวที่กระจายอยู่บนพื้น ก่อนค่อย ๆ วางกลีบกุหลาบที่เก็บได้ลงข้างช่อเดิมอย่างอ่อนโยนราวกับกำลังเก็บเศษหัวใจของตัวเองแล้วเธอก็เดินตามเขาขึ้นไป
ห้องนอนใหญ่ตั้งอยู่สุดทางเดินชั้นสอง ประตูไม้สีเข้มถูกเปิดออก เผยให้เห็นห้องกว้างที่ตกแต่งอย่างงดงาม เตียงใหญ่ปูด้วยผ้าปูสีขาวสะอาด ม่านโปร่งพลิ้วไหวตามลมจากระเบียง และบนโต๊ะข้างเตียงมีกรอบรูปของธีรภพกับพริมรตาวางอยู่เคียงกัน
ลลิตาหยุดยืนที่หน้าประตู เธอไม่กล้าก้าวเข้าไปข้างใน ราวกับห้องนั้นเป็นเขตหวงห้ามของคนตาย
“เข้ามา” ธีรภพสั่งเสียงเรียบ ขณะยืนอยู่กลางห้องด้วยท่าทางเย็นชา
“ฉันขออยู่ห้องรับแขกก็ได้ค่ะ หรือห้องแม่บ้านก็ได้ ฉันไม่อยากทำให้ความทรงจำของคุณกับพี่พริมแปดเปื้อน” ลลิตาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง เธอไม่ได้ประชด แต่พูดจากความรู้สึกจริง ๆ
ธีรภพเดินกลับมาหาเธอช้า ๆ เขาหยุดตรงหน้า ก่อนยื่นมือไปจับข้อมือเธอแล้วดึงเข้ามาในห้องอย่างแรงพอให้เธอเสียหลัก
“อย่าทำเป็นสูงส่ง ทั้งที่เธอก้าวเข้ามาในชีวิตฉันตั้งแต่ตอนที่พริมยังไม่ถูกฝังด้วยซ้ำ” ธีรภพพูดเสียงกร้าว มือของเขายังคงจับข้อมือเธอแน่นจนลลิตาเจ็บ
“ฉันเจ็บค่ะ ปล่อยฉัน” ลลิตาพูดเสียงสั่นพลางพยายามดึงมือกลับ ดวงตาของเธอเริ่มแดงขึ้นเพราะความเจ็บทั้งกายและใจ
ธีรภพมองข้อมือเล็กที่ถูกเขากำไว้แน่น ก่อนปล่อยออกในที่สุด แต่ไม่ใช่เพราะสงสาร หากเพราะเขากลัวว่าความรู้สึกผิดเพียงเสี้ยวหนึ่งจะทำให้ตัวเองอ่อนแอ
“ความเจ็บแค่นี้ยังน้อยไป” ธีรภพพูดเสียงเย็น ก่อนหันหลังไปยังโต๊ะข้างเตียง
ลลิตาลูบข้อมือตัวเองเบา ๆ เธอมองรอยแดงที่ปรากฏบนผิวขาวแล้วกลืนน้ำตาลงคออย่างยากเย็น
“คุณจะเกลียดฉันก็ได้ แต่ได้โปรดอย่าตัดสินว่าฉันเป็นฆาตกรโดยไม่มีหลักฐาน ฉันเองก็อยากรู้ว่าใครพรากพี่พริมไปเหมือนกัน” ลลิตาพูดอย่างอดทน น้ำเสียงของเธอแม้แผ่วเบาแต่ยังไม่ยอมแพ้
ธีรภพหยิบกรอบรูปของพริมรตาขึ้นมา มือใหญ่ลูบใบหน้าของหญิงในภาพอย่างอ่อนโยน ความอ่อนโยนนั้นทำให้ลลิตาเจ็บแปลบ เพราะเธอรู้ดีว่าเขาคงไม่มีวันมองเธอด้วยสายตาเช่นนั้น
“หลักฐานที่ฉันเห็นชัดที่สุดคือเธอ เธอเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับพริม เธอเป็นคนที่ได้แทนที่พริม และเธอเป็นคนเดียวที่มีชีวิตรอดกลับมา” ธีรภพกล่าวโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงของเขาเย็นแต่เต็มไปด้วยความสั่นพร่าที่บอกว่าเขาเองก็เจ็บเกินจะทน
ลลิตาส่ายหน้า น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ
“การที่ฉันรอด ไม่ได้แปลว่าฉันผิดนะคะ” ลลิตาพูดด้วยเสียงสะอื้น เธอรู้สึกเหมือนตัวเองต้องขอโทษเพียงเพราะยังมีชีวิตอยู่
ธีรภพหันกลับมาทันที แววตาของเขาแดงก่ำขึ้นอย่างน่ากลัว
“แต่พริมตาย” ธีรภพพูดเสียงต่ำเพียงประโยคเดียว ทว่าความเจ็บในคำนั้นหนักจนลลิตาไม่อาจตอบโต้ได้ในทันที
ห้องทั้งห้องเงียบลง เสียงลมหายใจของทั้งคู่ดังชัดในความอึดอัด ลลิตามองใบหน้าของเขาและเห็นความเจ็บที่อยู่ใต้ความโหดร้าย เธอรู้ว่าเขากำลังพัง แต่สิ่งที่เขาทำคือดึงเธอให้พังไปด้วย
“ฉันเสียใจที่พี่พริมตายค่ะ ฉันเสียใจจริง ๆ แต่ฉันจะไม่ยอมรับความผิดที่ฉันไม่ได้ก่อ ไม่ว่าคุณจะบังคับฉันให้อยู่ในห้องนี้หรือทำให้ฉันเจ็บแค่ไหน ฉันก็จะพิสูจน์ความจริงให้ได้” ลลิตาพูดช้า ๆ ดวงตาที่เปียกน้ำตามีแววเด็ดเดี่ยวขึ้นเป็นครั้งแรกของค่ำคืนนี้
ธีรภพวางกรอบรูปลงอย่างแรงจนเสียงกระทบโต๊ะดังสะท้อนในห้อง เขาก้าวเข้าหาเธออีกครั้ง ใบหน้าคมเข้มเครียดขึงด้วยอารมณ์ที่เกือบควบคุมไม่อยู่
“ถ้าอย่างนั้นก็พิสูจน์ให้ได้ก่อนที่ฉันจะทำให้เธอทนอยู่ในชีวิตฉันไม่ไหว” ธีรภพพูดเสียงต่ำ ดวงตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเธอราวกับต้องการข่มให้ยอมแพ้
ลลิตาเงยหน้าสู้ทั้งน้ำตา แม้ร่างกายจะสั่น แต่เธอไม่หลบสายตาเขาอีกต่อไป
“ต่อให้คุณทำให้ฉันเจ็บจนไม่เหลืออะไร ฉันก็จะไม่ยอมให้คุณทำลายความจริงค่ะ” ลลิตาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นแต่ชัดเจน ความเจ็บปวดในใจกลับกลายเป็นแรงยืนหยัดที่เธอไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี
ธีรภพนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาคมไหววูบกับแววตาของเธอที่ไม่ได้อ้อนวอน ไม่ได้หลบหนี แต่เต็มไปด้วยความจริงบางอย่างที่เขาไม่อยากยอมรับ เขาเกลียดแววตานั้นเกลียดที่มันทำให้ความแค้นของเขาสั่นไหว
“คืนนี้เธอนอนที่นี่” ธีรภพพูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงกลับไปเย็นชาอีกครั้งราวกับปิดประตูความรู้สึกทั้งหมดลง
“แล้วคุณล่ะคะ” ลลิตาถามโดยไม่ทันคิด สีหน้าของเธอซีดลงเมื่อรู้ว่าคำถามนั้นอาจทำให้เขาเข้าใจผิด
ธีรภพมองเธอด้วยสายตาดูแคลนทันที
“อย่าคิดว่าการได้ชื่อว่าเป็นภรรยาจะทำให้เธอมีสิทธิ์เรียกร้องอะไรจากฉัน ฉันไม่แตะต้องผู้หญิงที่ได้ตำแหน่งนี้มาจากศพของคนรักฉัน” ธีรภพกล่าวอย่างโหดร้าย ทุกคำเหมือนเขาตั้งใจตัดเส้นใยสุดท้ายของความเห็นใจที่อาจเหลืออยู่
ลลิตาหน้าชา ความอับอายและความเจ็บปวดถาโถมเข้ามาจนเธอต้องก้มหน้าลง
“ฉันไม่ได้ถามเพราะอยากเรียกร้องค่ะ ฉันแค่ไม่อยากอยู่ในห้องนี้คนเดียว เพราะทุกอย่างในนี้ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังหายใจอยู่ในความผิดที่ไม่ใช่ของตัวเอง” ลลิตาพูดเสียงแผ่ว มือของเธอกำชายกระโปรงเจ้าสาวไว้แน่นจนยับ
ธีรภพหันหน้าไปทางระเบียง ดวงตาของเขามืดลึกลงเมื่อได้ยินประโยคนั้น แต่เขาไม่ยอมให้ความสงสารผ่านออกมาทางสีหน้า
“นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ” ธีรภพตอบ สั้น ๆ ก่อนเดินไปหยิบเสื้อคลุมจากตู้
ลลิตาหลับตาลงช้า ๆ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนชุดเจ้าสาวที่ไม่ใช่ของเธอ เธอคิดว่าตัวเองเจ็บมามากพอแล้วตั้งแต่คืนก่อน แต่ธีรภพกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าเขายังมีวิธีทำให้เธอเจ็บได้มากกว่านั้นอีก
เขาเดินไปถึงประตู ก่อนหยุดเพียงเล็กน้อยโดยไม่หันกลับมา
“อย่าคิดหนี เพราะต่อให้เธอหนีไปสุดขอบฟ้า ฉันก็จะลากเธอกลับมาให้รับผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น” ธีรภพพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนเปิดประตูออกไป
