บทที่ 2 ทำอะไรไม่ได้

บทที่2

ทำอะไรไม่ได้

คอนโดลลิณ

เธอกลับมายังคอนโดขนาดใหญ่ที่พี่ชายเธอซื้อเอาไว้ให้เผื่อว่าวันใดที่เธอกลับมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทยจะได้มาพักอยู่ที่นี่เพราะอคิณไม่อยากให้เธอไปอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ของเจ้านายเขาอย่างคุณธามไทเพราะที่นั่นมีแต่ผู้ชายไม่เหมาะที่เธอจะไปอาศัยอยู่กับเขาได้

ตั้งแต่เธออายุหกขวบพี่ชายเธอสิบขวบพวกเธอก็ต้องไปอาศัยอยู่ที่มูลนิธิของครอบครัวคุณธามไทเพราะเหตุการณ์เสียชีวิตของบิดาในวันนั้นทำให้ชีวิตของเธอและพี่ชายเปลี่ยนไปตลอดกาลพวกเธอต้องมาอยู่ในความดูแลของครอบครัวธามไทนับแต่นั้นมา

บิดาเธอเคยเป็นคนดูแลคุณธามไทมาตั้งแต่เขายังเด็กจนกระทั่งเขาอายุสิบห้าปีก็เกิดเรื่องบางอย่างที่ทำให้บิดาของเธอต้องจบชีวิตลง เธอในตอนนั้นยังเด็กมากเรื่องราวเหล่านี้ก็ถูกบอกเล่ามาจากพี่ชายเธอทั้งนั้นเพราะในตอนนั้นเธอจำได้แต่ความรู้สึกเจ็บปวดและเศร้าเสียใจที่บิดามาด่วนจากไปและทิ้งพวกเธอสองคนพี่น้องให้อยู่กันตามลำพัง

ส่วนมารดานั้นได้เสียชีวิตลงด้วยโรคร้ายตั้งแต่เธออายุได้สองขวบทำให้ทั้งชีวิตของพวกเธอจึงมีแต่บิดาคนเดียวเท่านั้นเหล่าเครือญาติก็ไม่เคยพบเจอหรือไม่ก็คงตัดขาดพวกเธอไปหมดแล้ว

งานศพบิดาของเธอถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแทบไม่มีคนมาเลยด้วยซ้ำจนกระทั่งวันสุดท้ายของงานซึ่งเป็นวันเผาคุณธีระบิดาของคุณธามไทก็เป็นคนมารับพวกเธอไปดูแลต่อยังมูลนิธิที่ครอบครัวเขาก่อตั้งขึ้น

ในตอนนั้นเธอไม่ได้คิดอะไรมากคงเพราะว่าเธอยังเด็กและคิดว่าที่คนเหล่านั้นรับเธอกับพี่ชายไปดูแลเพราะพ่อของเธอเคยทำงานให้กับครอบครัวนั้นและยังดูแลคุณธามไทลูกชายคนเดียวของคุณธีระมาตั้งแต่เขายังเด็กด้วย

เธอและอคิณอยู่ที่มูลนิธิจนโตเมื่ออคิณอายุครบสิบห้าปีเขาถูกเรียกให้ไปฝึกเป็นบอดี้การ์ดดูแลธามไทอคิณทั้งเรียนและฝึกซ้อมร่างกายไปด้วยจนกระทั่งเขาอายุสิบแปดปีเต็มจบมัธยมเขาเลือกที่จะไม่เรียนต่อเพราะคิดว่ามันไม่จำเป็นกับงานที่เขาต้องทำและอีกอย่างเขาต้องการทำงานเร็วๆเพื่อที่จะได้เก็บเงินส่งน้องสาวอย่างเธอเรียนต่อเท่าที่เธอต้องการ

ลลิณเป็นเด็กฉลาดเรียนเก่งทำให้เธอได้รับทุนไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษจนกระทั่งเธอเรียนจบกำลังจะต่อปริญญาโทที่นั่นก็ดันมาเกิดเรื่องกับพี่ชายเธอซะก่อนทำให้เธอต้องหยุดพักทุกอย่างเอาไว้และบินกลับมาประเทศไทยพร้อมกับข่าวการเสียชีวิตเมื่อสิบหกปีก่อนของบิดาที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนด้วย

เมื่อมาถึงประเทศไทยลลิณรีบค้นหาข่าวที่พี่ชายเธอถูกจับกุมมาอ่านโดยละเอียดอีกครั้งและพบว่าพี่ชายเธอถูกจับข้อหาค่อนข้างร้ายแรงเธอพยายามหาที่ปรึกษาที่เป็นทนายเก่งๆเพื่อจะช่วยพี่อคิณสู้คดีแต่เพราะหลักฐานที่เขาถูกจับกุมค่อนข้างแน่นหนาทำให้ทุกอย่างมันไม่ง่ายอย่างที่เธอคิด

ครืดด~ เสียงโทรศัพท์สั่นครืดคราดทำให้คนที่นั่งเหม่อลอยคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาสะดุ้งตกใจแต่เมื่อพบว่าเป็นอนาวินแฟนหนุ่มรุ่นพี่ของเธอที่บินตามกลับมาทำให้เธอรีบกดรับสายทันที

“ค่ะพี่วิน” เธอปรับน้ำเสียงให้สดใสขึ้นเพราะกลัวว่าคนในสายจะเป็นห่วงถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะรู้สึกหดหู่มากแค่ไหนก็ตามที

(ไปเยี่ยมพี่ชายมาเป็นยังไงบ้าง ลิณโอเคไหม) แต่แล้วน้ำเสียงห่วงใยและอบอุ่นของแฟนหนุ่มก็ทำเอาเธอถึงกับน้ำตาซึมและเก็บกลั้นไม่อยู่

“ลิณไม่โอเคเลยค่ะ ลิณเป็นห่วงพี่คิณ” เรื่องราวของเธออนาวินรับรู้ทุกอย่างถึงแม้ว่าพวกเธอจะคบกันได้เพียงสองปีก็ตามทีแต่อนาวินเป็นผู้ชายที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและรู้สึกสบายใจตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักกันเขาเป็นรุ่นพี่ที่กำลังเรียนปริญญาโทที่อังกฤษทำให้ทั้งสองคนได้รู้จักกันและได้เริ่มศึกษาดูใจกันจนกระทั่งตกลงคบกันเป็นแฟนอย่างจริงจังเมื่อสองปีก่อน

(พี่เชื่อว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีครับ อย่าคิดมากเลยนะ พี่กำลังให้เพื่อนที่เป็นทนายเก่งๆช่วยอีกแรง)

“ขอบคุณพี่วินมากๆเลยนะคะ ว่าแต่เรื่องที่ขอรื้อคดีของคุณพ่อลิณพอจะเป็นไปได้ไหมคะ”

(เรื่องนั้นพี่ลองคุยกับพ่อพี่แล้ว ยากมากที่จะรื้อคดีเพราะจำเลยเป็นฝ่ายรับสารภาพทุกข้อกล่าวหาและอีกอย่างเขาก็ถูกตัดสินโทษไปแล้ว ระยะเวลาก็ผ่านมาเป็นสิบปีแล้วด้วย)

“นี่เราไม่มีทางเอาผิดเขาได้เลยเหรอคะ” นี่เธอจะทำอะไรเขาไม่ได้จริงๆเหรอ ลลิณทั้งรู้สึกอึดอัดและคับแค้นอยู่ในใจแม้ว่าเรื่องราวจะผ่านมาเป็นสิบปีแต่บาดแผลในใจของเธอมันก็ยังคงชัดเจนเหมือนกับเรื่องราวดังกล่าวพึ่งจะผ่านมาเมื่อวาน

ถึงแม้ตอนนั้นจะยังเด็กมากแต่สภาพร่างไร้วิญญาณที่มีร่องรอยการถูกยิงของบิดายังคงติดตาเธออยู่ในใจตลอดจนทำให้เธอกลายเป็นเด็กขี้กลัวหวาดระแวงและขาดความอบอุ่นจนกระทั่งเธออายุสิบแปดปีได้ทุนไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษตอนนั้นเธอร้องไห้เพราะไม่อยากไปเนื่องจากเธอติดอคิณมาก

แต่เพราะอคิณต้องการให้เธอไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆเพื่อที่ว่าสภาพจิตใจของเธอจะได้ดีขึ้นและมันก็ดีขึ้นมากจริงๆหลังจากที่เธอมาอยู่ที่อังกฤษและใช้ชีวิตแบบปล่อยวางทุกอย่าง

กระทั่งมารับรู้ความจริงที่ถูกปกปิดเอาไว้นานหลายสิบปีความเจ็บปวดเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาเล่นงานเธออีกครั้ง

(พี่เข้าใจลิณนะแต่คนระดับนั้นเราคงเอาผิดเขายากคุณพ่อพี่สั่งห้ามไม่ให้ไปยุ่งกับคุณธามไทเด็ดขาดถ้าไม่อยากเดือดร้อน พี่ก็พอรู้มาบ้างว่าเขามีอิทธิพลและเส้นใหญ่เอามากๆ)

“ค่ะลิณเข้าใจ ยังไงก็ขอบคุณพี่วินมากนะคะที่ช่วยพูดกับคุณพ่อให้” เป็นอย่างที่เธอคิดเอาไว้ไม่มีผิดคนอย่างธามไทไม่ใช่ใครจะจัดการเขาได้ง่ายๆการจะหาหลักฐานและรื้อคดีเอาผิดเขาคงยากเกินไป

(ลิณไม่โกรธพี่นะ ที่ช่วยอะไรลิณไม่ได้เลย)

“ลิณไม่โกรธพี่วินหรอกค่ะ ลิณเข้าใจดี”

(เฮ้อ พี่เป็นห่วงลิณนะ)

“ลิณรู้ค่ะ เอ่อถ้างั้นแค่นี้ก่อนนะคะพี่วิน ลิณรู้สึกปวดหัวนิดหน่อย” เธอแค่ต้องการเวลาในการคิดหาทางจัดการกับคนเลวแบบธามไท

(ครับ ถ้ารู้สึกไม่สบายจริงๆโทรหาพี่นะ)

“ค่ะ ขอบคุณนะคะ”

เธอกดวางสายจากอนาวินด้วยความหมดแรงและหมดหวังแต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นนามบัตรของใครบางคนที่เขาให้เธอมาเมื่อสองวันก่อนและเขาคือคนที่หวังดีบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้กับเธอ

ตู้ดด~ เธอจัดการโทรหาเจ้าของนามบัตรทันทีด้วยใจที่ว้าวุ่นและมีความหวัง

(มีอะไรให้ฉันช่วยงั้นเหรอ)

“หนูต้องการเอาคืนเขา” ในเมื่อกฎหมายจัดการคนอย่างเขาไม่ได้เธอก็คงต้องต้องหาวิธีอื่น

(แน่ใจว่าจะทำ มันเสี่ยงนะ)

“หนูพร้อมที่จะเสี่ยง!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป