บทที่ 1 ตอนที่ 1 บ่าวสาวใต้คำสั่งเสีย

ตอนที่ 1

บ่าวสาวใต้คำสั่งเสีย

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นกลางดึกทำให้รุ้งทรายสะดุ้งตื่นจากความง่วงงุน หญิงสาวผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงเล็ก ๆ ในห้องเช่าแคบ ๆ ที่มีเพียงแสงไฟสีส้มจากโคมข้างเตียงส่องอ่อนจาง เธอควานมือไปรับโทรศัพท์ด้วยหัวใจที่เต้นแรงผิดปกติ เพราะคนที่จะโทรหาเธอในยามวิกาลเช่นนี้มีไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นคือคนที่เธอเคารพรักที่สุดในชีวิตรองจากมารดาผู้ล่วงลับ

“รุ้งทรายใช่ไหมลูก คุณหญิงอาการทรุดหนัก ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล ท่านเรียกหาเธอ รีบมานะลูก รีบมาให้เร็วที่สุด” เสียงป้าชื่น แม่บ้านเก่าแก่ของบ้านอัครบดินทร์สั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นคำ แต่ทุกพยางค์กลับแทงลงกลางใจรุ้งทรายอย่างรุนแรง

“คุณหญิงเป็นอะไรคะป้าชื่น เมื่อเย็นรุ้งยังคุยกับท่านอยู่เลย ท่านยังบอกว่าพรุ่งนี้อยากกินโจ๊กหมูที่รุ้งทำอยู่เลยนะคะ” รุ้งทรายถามกลับด้วยเสียงสั่น มือเล็กกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีด ขณะที่ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวอย่างควบคุมไม่ได้

“หัวใจท่านเต้นผิดจังหวะ แล้วโรคเดิมกำเริบ หมอกำลังเตรียมผ่าตัดด่วน ท่านบอกว่าอยากเห็นหน้าหนูก่อนเข้าห้องผ่าตัด รีบมานะลูก ป้าขอร้อง” ป้าชื่นพูดเร็วปนสะอื้น ก่อนเสียงในสายจะถูกกลืนด้วยความวุ่นวายของโรงพยาบาลที่ดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ

“รุ้งจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ ป้าชื่นบอกคุณหญิงนะคะว่ารุ้งกำลังไป ขอให้ท่านรอรุ้งก่อน” รุ้งทรายตอบทั้งที่น้ำตาร่วงลงมาแล้ว เธอแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองกดวางสายเมื่อไร รู้เพียงหัวใจทั้งดวงเหมือนถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น

หญิงสาวรีบคว้าเสื้อคลุมตัวบางมาสวมทับชุดนอนสีอ่อน แล้วหยิบกระเป๋าสะพายใบเก่าขึ้นคล้องไหล่ เธอไม่ได้แต่งหน้า ไม่ได้หวีผมให้เรียบร้อยนัก มีเพียงความหวาดกลัวที่ผลักให้สองเท้าวิ่งออกจากห้องเช่าอย่างไม่คิดชีวิต

ท้องฟ้ายามตีสองมืดสนิท ถนนหน้าอพาร์ตเมนต์เงียบจนได้ยินเสียงรองเท้าของเธอกระทบพื้นปูนเปียกชื้นจากฝนที่เพิ่งหยุดตก กลิ่นดินเปียกและกลิ่นน้ำมันรถลอยปนอยู่ในอากาศ แต่รุ้งทรายไม่รับรู้อะไรอีก นอกจากภาพใบหน้าอ่อนโยนของคุณหญิงพิมพ์แข ผู้หญิงสูงวัยที่เคยยื่นมือเข้ามาฉุดเธอขึ้นจากความลำบากในวันที่ครอบครัวเธอแทบไม่เหลืออะไร

คุณหญิงพิมพ์แขไม่ได้เป็นเพียงผู้มีพระคุณ แต่เป็นเหมือนมารดาคนที่สองของรุ้งทราย หลังจากแม่ของเธอเสียชีวิต บ้านวรินลดาก็เหมือนเรือแตกกลางพายุ พ่อที่เคยเข้มแข็งทรุดลงเพราะหนี้สิน ธุรกิจ            เล็ก ๆ ของครอบครัวล้มไม่เป็นท่า ญาติพี่น้องหันหลังให้ แต่คุณหญิงพิมพ์แขกลับเป็นคนเดียวที่ยังเห็นเธอเป็นคน ไม่ใช่ภาระ

รถแท็กซี่แล่นฝ่าถนนเปียกไปด้วยความเร็วเท่าที่กฎหมายอนุญาต รุ้งทรายนั่งอยู่เบาะหลัง มือสองข้างประสานกันแน่นบนตัก ริมฝีปากซีดเผือดขยับภาวนาไม่หยุด เธอไม่ใช่คนที่ร้องขออะไรมากมายจากชีวิต แต่คืนนี้เธอขอเพียงอย่างเดียว ขอให้คุณหญิงพิมพ์แขปลอดภัย ขอให้ผู้หญิงใจดีคนนั้นยังอยู่ให้เธอได้ตอบแทนบุญคุณอีกสักนิด

เมื่อรถจอดหน้าโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ รุ้งทรายรีบจ่ายเงินและแทบจะวิ่งเข้าไปด้านในทันที แสงไฟสีขาวสว่างจ้าของโถงฉุกเฉินทำให้เธอแสบตา กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนจมูก เสียงล้อเตียงเข็น เสียงพยาบาลเรียกชื่อคนไข้ และเสียงฝีเท้าเร่งรีบของบุคลากรทางการแพทย์ทำให้บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก

“ป้าชื่นคะ คุณหญิงอยู่ไหนคะ” รุ้งทรายถามทันทีเมื่อเห็นหญิงวัยกลางคนในชุดแม่บ้านยืนร้องไห้อยู่หน้าลิฟต์ มือของเธอสั่นระริกขณะเอื้อมไปจับแขนอีกฝ่าย

“อยู่ชั้นสิบสอง ห้องเตรียมผ่าตัดลูก คุณศิลาก็อยู่ในนั้นแล้ว รีบไปเถอะ ท่านรอหนูอยู่” ป้าชื่นบอกทั้งน้ำตา ก่อนจะรีบดึงรุ้งทรายเข้าไปในลิฟต์ด้วยกันอย่างร้อนรน

ชื่อของศิลาทำให้รุ้งทรายชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อแปลกหน้า เธอเคยเห็นเขาจากข่าวธุรกิจ เคยเห็นภาพเขาในกรอบรูปที่วางอยู่ในห้องรับแขกของคุณหญิงพิมพ์แข และเคยได้ยินคุณหญิงพูดถึงลูกชายคนเดียวด้วยทั้งความรักและความห่วงใย แต่ในชีวิตจริง รุ้งทรายเคยพบศิลาเพียงไม่กี่ครั้ง และทุกครั้งชายหนุ่มก็ทำราวกับเธอเป็นอากาศธาตุที่ไร้ความหมาย

ศิลา อัครบดินทร์ คือทายาทนักธุรกิจหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด เย็นชา และไม่เคยปล่อยให้ใครเข้ามาใกล้หัวใจได้ง่าย ๆ สำหรับคนทั้งโลก เขาคือผู้ชายสมบูรณ์แบบ หล่อ รวย ฉลาด และทรงอำนาจ แต่สำหรับรุ้งทราย เขาคือผู้ชายที่มีแววตาแข็งเหมือนหินสมชื่อ แววตาที่มองเธอทีไรก็ราวกับกำลังตัดสินว่าเธอไม่มีค่าแม้แต่จะอยู่ในสายตาเขา

ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นสิบสอง รุ้งทรายเดินตามป้าชื่นไปตามทางเดินยาวที่เงียบกว่าชั้นล่าง แสงไฟบนเพดานสะท้อนพื้นกระเบื้องจนเย็นเยียบ บรรยากาศหน้าห้องเตรียมผ่าตัดเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด คนสนิทของตระกูลอัครบดินทร์หลายคนยืนอยู่ห่าง ๆ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง และตรงหน้าประตูห้องนั้น ศิลายืนอยู่

เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนขึ้นลวก ๆ เนกไทถูกดึงหลวมจากคอ ผมสีดำสนิทที่ปกติคงถูกจัดทรงอย่างประณีตบัดนี้ยุ่งเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังดูสง่างามจนน่ากลัว ใบหน้าคมเข้มไร้อารมณ์ ดวงตาสีเข้มจ้องตรงมาที่รุ้งทรายในทันทีที่เธอปรากฏตัว

แววตานั้นไม่ได้มีความขอบคุณที่เธอรีบมา ไม่ได้มีความโล่งใจที่มารดาจะได้พบคนที่เรียกหา มีเพียงความเย็นชาและความรังเกียจที่ซ่อนอยู่หลังความนิ่งงัน

รุ้งทรายชะงักเท้าเล็กน้อย แต่เธอฝืนพาตัวเองเดินเข้าไปหาเขา เพราะตอนนี้คนที่เธอเป็นห่วงไม่ใช่ผู้ชายตรงหน้า หากเป็นหญิงสูงวัยที่กำลังนอนรอการผ่าตัดอยู่ด้านใน

“คุณศิลา คุณหญิงเป็นอย่างไรบ้างคะ รุ้งขอเข้าไปพบท่านได้ไหมคะ” รุ้งทรายถามอย่างสุภาพ เสียงของเธอสั่นน้อย ๆ จากความเหนื่อยและความกลัว แต่เธอยังพยายามประคองสติไว้เต็มกำลัง

“มาถึงเร็วกว่าที่คิด คงรอเวลานี้มานานมากสินะ” ศิลาพูดเสียงต่ำ แววตาคมกริบมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับกำลังประเมินราคาของบางอย่างที่เขาไม่อยากแตะต้อง

รุ้งทรายเหมือนถูกตบด้วยถ้อยคำทั้งที่เขายังไม่ได้แตะตัว เธอเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจที่กำลังร้อนรนเพราะเป็นห่วงคุณหญิงพลันเจ็บแปลบเพราะความหมายร้ายกาจในคำพูดนั้น

“รุ้งไม่ได้รอเวลาอะไรทั้งนั้นค่ะ รุ้งมาเพราะคุณหญิงเรียกหา และรุ้งเป็นห่วงท่านจริง ๆ” รุ้งทรายตอบด้วยน้ำเสียงพยายามนิ่ง แม้ในอกจะสั่นไหวจนแทบยืนไม่อยู่

“เป็นห่วง หรือกลัวว่าถ้ามาช้าเกินไปจะพลาดอะไรบางอย่างที่แม่ฉันเตรียมไว้ให้เธอ” ศิลาย้อนถามอย่างเย็นชา คำพูดของเขาคมเหมือนมีด และเขาจงใจใช้มันกรีดเธอต่อหน้าคนอื่นโดยไม่คิดถนอมน้ำใจ

“คุณกำลังเข้าใจรุ้งผิดนะคะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราควรมาทะเลาะกัน รุ้งแค่อยากเข้าไปหาคุณหญิงก่อนที่ท่านจะเข้าห้องผ่าตัด” รุ้งทรายบอกอย่างอดกลั้น ดวงตาคู่หวานเริ่มแดงเรื่อ แต่เธอไม่ยอมให้น้ำตาตกต่อหน้าผู้ชายที่ตั้งใจดูถูกเธอ

“ผู้หญิงอย่างเธอนี่เก่งจริง ๆ นะ รู้จักเลือกเวลาพูดให้ตัวเองดูดีเสมอ ต่อหน้าแม่ฉันคงทำตัวอ่อนหวานเสียจนท่านหลงเชื่อไปหมดแล้วสินะ” ศิลาพูดพร้อมรอยยิ้มบางเฉียบที่ไม่มีความอบอุ่นเลยสักนิด เขาก้าวเข้ามาใกล้เธอหนึ่งก้าว ทำให้เงาสูงใหญ่ของเขาทาบทับร่างเล็กจนเหมือนกำลังบีบเธอด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น

“ถ้าคุณจะเกลียดรุ้ง รุ้งห้ามไม่ได้ค่ะ แต่ขอร้องเถอะค่ะ อย่าเอาความเกลียดนั้นมาขวางไม่ให้รุ้งเข้าไปพบคนที่รุ้งรักเหมือนแม่” รุ้งทรายพูดชัดถ้อยชัดคำ แม้น้ำเสียงจะสั่น แต่ความจริงใจในดวงตาของเธอกลับแน่วแน่จนป้าชื่นที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับยกมือปาดน้ำตา

“รักเหมือนแม่” ทำให้กรามของศิลาบดเข้าหากันแน่นขึ้น เขาเกลียดคำนี้ เกลียดที่ผู้หญิงตรงหน้ากล้าใช้คำว่ารักกับมารดาของเขา ทั้งที่เขาเชื่อว่าเบื้องหลังความอ่อนหวานทั้งหมดมีเพียงผลประโยชน์ซ่อนอยู่

ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อ ประตูห้องเตรียมผ่าตัดก็เปิดออก พยาบาลคนหนึ่งรีบเดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“คุณศิลาคะ คุณหญิงเรียกหาคุณรุ้งทรายอีกครั้งค่ะ ท่านยืนยันว่าต้องการพบทั้งสองคนพร้อมกันก่อนเข้าห้องผ่าตัด” พยาบาลบอกอย่างสุภาพ แต่แววตาสะท้อนความเร่งด่วนชัดเจน

ศิลาหันไปมองประตูห้อง ก่อนจะกลับมามองรุ้งทรายด้วยสายตาแข็งกร้าว เขาเหมือนอยากปฏิเสธ แต่คำว่าแม่ทำให้เขาไม่มีทางเลือก สุดท้ายชายหนุ่มจึงเบี่ยงตัวออกอย่างไม่เต็มใจ

“เข้าไปสิ เล่นละครให้สมบทบาทหน่อยก็แล้วกัน แม่ฉันกำลังอ่อนแอมาก อย่าทำให้ท่านผิดหวังกับภาพผู้หญิงแสนดีที่เธอสร้างไว้” ศิลาพูดเสียงเย็น ก่อนจะเดินนำเข้าไปในห้องโดยไม่รอให้เธอตอบ

รุ้งทรายสูดลมหายใจลึก เธอพยายามกดความเจ็บจากคำพูดของเขาไว้ใต้หัวใจ แล้วก้าวตามเข้าไปในห้องเตรียมผ่าตัดด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง

คุณหญิงพิมพ์แขนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ใบหน้าที่เคยอิ่มเอิบและใจดีบัดนี้ซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือด มีสายระโยงระยางเชื่อมกับเครื่องมือแพทย์หลายชิ้น เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอแต่ชวนให้หัวใจคนฟังบีบรัดอย่างประหลาด

ทันทีที่เห็นร่างผอมบางบนเตียง รุ้งทรายก็ลืมความร้ายกาจของศิลาไปชั่วขณะ เธอรีบเข้าไปข้างเตียง จับมือเย็นเฉียบของคุณหญิงพิมพ์แขไว้ด้วยสองมือ น้ำตาที่พยายามกลั้นมาตลอดทางร่วงลงบนหลังมือของหญิงสูงวัยโดยไม่อาจห้ามได้

“คุณหญิงคะ รุ้งมาแล้วค่ะ รุ้งมาแล้วนะคะ ท่านต้องเข้มแข็งนะคะ หมอจะช่วยท่านได้แน่ ๆ” รุ้งทรายพูดด้วยเสียงสั่นพร่า นิ้วเล็กบีบมือคุณหญิง           เบา ๆ ราวกับอยากส่งความอบอุ่นทั้งหมดในร่างกายของตนให้ผู้มีพระคุณ

“รุ้ง...ลูกมาแล้วจริง ๆ” คุณหญิงพิมพ์แขเอ่ยเสียงแผ่วเบา ริมฝีปากซีดพยายามยิ้มให้เด็กสาวที่เธอรักเหมือนลูกอีกคน

บทถัดไป