บทที่ 2 ตอนทึ่ 1 (100%)

“ค่ะ รุ้งอยู่ตรงนี้แล้ว คุณหญิงอย่าพูดมากนะคะ เก็บแรงไว้ก่อน รุ้งจะรออยู่หน้าห้องผ่าตัดจนกว่าท่านจะออกมา” รุ้งทรายบอกทั้งน้ำตา ขณะที่พยายามก้มลงซ่อนความหวาดกลัวของตัวเองไม่ให้อีกฝ่ายเห็น

“แม่ไม่มีเวลาแล้วลูก แม่รู้ตัวดีว่าครั้งนี้อาจไม่ง่ายเหมือนทุกครั้ง” คุณหญิงพิมพ์แขพูดช้า ๆ ดวงตาอ่อนแรงมองรุ้งทรายด้วยความเอ็นดูเจือความห่วงใยลึกซึ้ง

“แม่อย่าพูดแบบนั้น” ศิลาเอ่ยขึ้นทันที เสียงของเขาต่ำและแข็ง แต่ใครที่ฟังดี ๆ จะได้ยินรอยสั่นไหวซ่อนอยู่ข้างใน

“ศิลา มาหาแม่ใกล้ ๆ” คุณหญิงพิมพ์แขเรียกลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่แววตาของเธอยังมีอำนาจพอจะทำให้ชายหนุ่มผู้แข็งกร้าวเดินเข้าไปหาโดยไม่โต้แย้ง

ศิลาเดินมาหยุดอีกฝั่งของเตียง เขาเอื้อมมือไปจับมืออีกข้างของมารดาไว้ ดวงตาคมที่เมื่อครู่เย็นชาเหมือนน้ำแข็ง บัดนี้มีเงาของความกลัวซ่อนอยู่ลึก ๆ เขาพยายามไม่แสดงออก แต่รุ้งทรายเห็น และความเจ็บในใจเธอก็อ่อนลงเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็ยังมีหัวใจให้มารดาของเขา

“แม่อยากให้ลูกทำตามคำขอของแม่สักครั้ง อย่าปฏิเสธแม่เลยนะศิลา” คุณหญิงพิมพ์แขพูดพร้อมมองหน้าลูกชาย ก่อนจะขยับมือของรุ้งทรายและมือของศิลาให้เข้ามาใกล้กัน

ศิลานิ่งไปทันที เมื่อเข้าใจว่ามารดากำลังจะพูดเรื่องอะไร ดวงตาคมวาววับขึ้นอย่างต่อต้าน ขณะที่รุ้งทรายเองก็ใจหายวาบ เธอเคยได้ยินคุณหญิงพูดถึงสัญญาเก่าระหว่างผู้ใหญ่หลายครั้ง แต่ไม่เคยคิดว่าท่านจะหยิบยกขึ้นมาในเวลาคับขันเช่นนี้

“แม่ครับ ตอนนี้แม่ควรคิดเรื่องการผ่าตัด ไม่ใช่เรื่องไร้สาระพวกนั้น” ศิลาพูดเสียงเข้ม เขาพยายามควบคุมความไม่พอใจ เพราะไม่อยากทำให้มารดาเครียดมากขึ้น

“สำหรับแม่ เรื่องนี้ไม่เคยไร้สาระ” คุณหญิงพิมพ์แขตอบช้า ๆ แต่หนักแน่น สายตาของเธอจับอยู่ที่ลูกชายอย่างวิงวอน

“คุณหญิงคะ รุ้งว่ารอให้ท่านแข็งแรงก่อนดีไหมคะ เรื่องนี้เราค่อยคุยกันทีหลังก็ได้ค่ะ” รุ้งทรายพูดแทรกอย่างเกรงใจ หัวใจเธอสั่นระรัว เพราะรู้ดีว่าศิลาไม่ต้องการให้เธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับชีวิตเขาเลยแม้แต่น้อย

“รุ้ง ฟังแม่นะลูก แม่ไม่ได้ทำเพราะอยากบังคับหนู แต่แม่รู้ว่าหนูเป็นคนดี และแม่รู้ว่าศิลาต้องมีใครสักคนที่รักเขาโดยไม่หวังผลตอบแทนอยู่ข้าง ๆ” คุณหญิงพิมพ์แขบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าแต่จริงจัง ดวงตาที่มองรุ้งทรายเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างที่ทำให้หญิงสาวพูดไม่ออก

“แม่กำลังเอาความรู้สึกของตัวเองมายัดเยียดให้ผม และยัดเยียดผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตผม ทั้งที่แม่ก็รู้ว่าผมไม่ได้รักเธอ” ศิลาพูดเสียงต่ำ ความเจ็บปวดผสมความโกรธทำให้คำพูดของเขาคมกว่าทุกครั้ง

“แม่รู้ว่าลูกไม่ได้รักรุ้งทรายในวันนี้ แต่แม่ก็รู้ว่ารุ้งทรายจะไม่ทำร้ายลูกเหมือนคนอื่น” คุณหญิงพิมพ์แขกล่าวอย่างเหนื่อยอ่อน มือที่จับมือลูกชายไว้สั่นเล็กน้อย

“แล้วแม่รู้ได้อย่างไรว่าเธอไม่ได้หวังอะไรจากเรา แม่รู้ได้อย่างไรว่าผู้หญิงคนนี้กับครอบครัวไม่ได้รอเวลานี้มานาน” ศิลาถามกลับทันที ดวงตาของเขาตวัดมองรุ้งทรายอย่างกล่าวหาโดยไม่ปิดบัง

รุ้งทรายสะดุ้งน้อย ๆ แม้พยายามทำใจไว้แล้วว่าเขาเกลียดเธอ แต่การถูกกล่าวหาเช่นนั้นต่อหน้าผู้มีพระคุณที่กำลังป่วยหนักกลับทำให้เธอเจ็บจนแน่นหน้าอก

“รุ้งไม่เคยหวังอะไรจากตระกูลของคุณค่ะ คุณหญิงช่วยครอบครัวรุ้งไว้ก็จริง แต่รุ้งไม่เคยคิดใช้บุญคุณนั้นมาเรียกร้องอะไร” รุ้งทรายพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น น้ำตายังคลออยู่ในดวงตา แต่เธอไม่ปล่อยให้มันไหลลงมาอีก

“คำพูดสวยดี แต่ผู้หญิงที่พูดเก่งแบบนี้มักซ่อนความต้องการไว้ลึกเสมอ” ศิลาตอบทันที น้ำเสียงเย็นชาของเขาเหมือนเหยียบย่ำความจริงใจของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี

“ศิลา หยุดพูดกับน้องแบบนั้นเดี๋ยวนี้” คุณหญิงพิมพ์แขดุเสียงแผ่ว แต่หนักพอจะทำให้ทั้งห้องเงียบลงทันที

“แม่ครับ” ศิลาเรียกมารดาอย่างไม่เห็นด้วย ใบหน้าคมเครียดจัด แต่เขายังพยายามข่มอารมณ์ไว้เพราะเห็นสีหน้าซีดเซียวของท่าน

“แม่ขอร้องลูกเพียงเรื่องเดียว จดทะเบียนกับรุ้งทราย ก่อนแม่เข้าห้องผ่าตัด” คุณหญิงพิมพ์แขพูดตรง ๆ แล้วจับมือของทั้งสองคนมาวางทับกัน แม้ศิลาจะเกร็งจนเห็นเส้นเลือดที่หลังมือ แต่เขาไม่ได้ดึงออกทันทีเพราะไม่อยากทำให้มารดาเสียใจ

รุ้งทรายรู้สึกราวกับมือของตนถูกไฟลวกเมื่อสัมผัสมือใหญ่แข็งแรงของศิลา มือของเขาอุ่น แต่ความรู้สึกที่ส่งผ่านมานั้นเย็นเยียบ เขาไม่ต้องพูด เธอก็รู้ว่าเขารังเกียจการสัมผัสนี้มากเพียงใด

“รุ้งทำไม่ได้ค่ะ คุณหญิง รุ้งไม่อยากให้คุณศิลาต้องฝืนใจเพราะรุ้ง” รุ้งทรายพูดออกมาในที่สุด เธอพยายามดึงมือตัวเองกลับ แต่คุณหญิงพิมพ์แขกลับจับไว้แน่นกว่าที่คิด

“แม่ไม่ได้ขอให้หนูทำเพื่อตัวเอง แม่ขอให้หนูทำเพื่อแม่ และเพื่อผู้ชายปากแข็งคนนี้ที่แม่รักมากที่สุด” คุณหญิงพิมพ์แขบอกด้วยเสียงสั่น น้ำตาไหลจากหางตาลงสู่หมอนสีขาว

“ถ้ารุ้งรับปาก หนูจะต้องเจ็บมากนะลูก แม่รู้ดีว่าลูกชายแม่ไม่ใช่คนใจดี แต่แม่ก็เห็นว่ามีเพียงหนูที่ไม่เคยมองเขาเพราะเงิน ไม่เคยมองเขาเพราะชื่อเสียง” คุณหญิงพิมพ์แขพูดต่ออย่างยากลำบาก ลมหายใจของเธอสั้นลงจนพยาบาลต้องขยับเข้ามามองเครื่องวัดสัญญาณชีพด้วยความกังวล

“แม่พอเถอะครับ ถ้าเรื่องนี้ทำให้แม่เหนื่อย ผมจะจัดการเอง” ศิลาพูดเร็วขึ้น แววตาคมสั่นไหวเมื่อเห็นตัวเลขบนหน้าจอเปลี่ยนไป

“รับปากแม่ ศิลา” คุณหญิงพิมพ์แขย้ำ ดวงตาที่อ่อนแรงจับจ้องลูกชายอย่างวิงวอนจนชายหนุ่มชะงักงัน

ศิลาหลับตาลงเพียงครู่เดียว ริมฝีปากได้รูปเม้มแน่น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยการต่อสู้ภายในที่รุนแรง เขาเกลียดการถูกบังคับ เกลียดการสูญเสียอำนาจเหนือชีวิตตนเอง และเหนือสิ่งอื่นใด เขาเกลียดที่ผู้หญิงตรงหน้ากลายเป็นเหตุผลให้มารดาอ่อนแอมากขึ้น แต่เขารักแม่รักมากเกินกว่าจะปฏิเสธคำขอสุดท้ายในช่วงเวลาที่ชีวิตของท่านแขวนอยู่บนเส้นด้าย

“ถ้านี่คือสิ่งที่แม่ต้องการ ผมจะจดทะเบียนกับเธอ” ศิลาพูดในที่สุด น้ำเสียงของเขาเย็นจัดจนรุ้งทรายรู้สึกเหมือนเลือดในกายแข็งตัว

“ศิลา ลูกพูดจริงนะ” คุณหญิงพิมพ์แขถามด้วยแววตาที่สว่างขึ้นเล็กน้อย ความโล่งใจฉายผ่านใบหน้าซีดเซียวอย่างชัดเจน

“ครับ ผมพูดจริง แต่แม่ต้องเข้าห้องผ่าตัดและต้องกลับออกมาให้ผมถามแม่ให้รู้เรื่องว่าทำไมถึงไว้ใจผู้หญิงคนนี้มากกว่าลูกชายตัวเอง” ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงข่มกลั้น ความห่วงใยมารดาปะปนกับความขุ่นเคืองจนทำให้คำพูดนั้นทั้งแข็งและสั่นในเวลาเดียวกัน

“แม่ไม่ได้ไว้ใจใครมากกว่าลูก แม่แค่กลัวว่าลูกจะอยู่คนเดียวจนลืมวิธีรักใครสักคน” คุณหญิงพิมพ์แขพูดแผ่วเบา ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหารุ้งทรายอีกครั้ง

“รุ้ง ลูกจะรับปากแม่ไหม อยู่ข้างศิลา อย่าทิ้งเขาในวันที่เขาทำตัวไม่น่ารักที่สุด” คุณหญิงพิมพ์แขขอร้อง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวังที่ทำให้รุ้งทรายเจ็บลึกถึงหัวใจ

รุ้งทรายมองมือของคุณหญิงที่จับมือตนไว้ แล้วมองศิลาซึ่งยืนแข็งทื่ออยู่ข้างเตียง ชายหนุ่มไม่ได้มองเธอด้วยความอ้อนวอน เขามองเธอเหมือนศัตรู มองเหมือนเธอเป็นคนฉวยโอกาสในช่วงเวลาที่มารดาอ่อนแอที่สุด เธอควรปฏิเสธ เธอควรถอยออกจากเรื่องนี้ เพราะการแต่งงานกับผู้ชายที่เกลียดเธอคงไม่ต่างจากการเดินเข้าสู่กองไฟด้วยเท้าเปล่า แต่ภาพคุณหญิงพิมพ์แขที่เคยประคองเธอในวันที่แม่เธอเสีย ภาพมืออบอุ่นที่เคยเช็ดน้ำตาให้เธอ และเสียงอ่อนโยนที่เคยบอกว่า “หนูยังมีแม่อีกคนอยู่ตรงนี้” ทำให้รุ้งทรายไม่อาจใจร้ายพอจะปฏิเสธคำขอของท่านได้

“รุ้งรับปากค่ะ คุณหญิง” รุ้งทรายตอบเบา ๆ แต่มันดังพอให้ทุกคนในห้องได้ยิน น้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอไม่ได้เช็ดมันทันที

“รุ้งจะอยู่ข้างคุณศิลาเท่าที่เขายอมให้รุ้งอยู่ และรุ้งจะไม่ทำให้คุณหญิงผิดหวังค่ะ” รุ้งทรายพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอรู้ดีว่าคำสัญญานี้อาจทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล

ศิลาหันมามองเธอทันที ดวงตาคมเข้มลุกวาวด้วยความไม่พอใจ คำว่า “เท่าที่เขายอมให้รุ้งอยู่” ในความหมายของเธออาจเป็นการให้เกียรติเขา แต่ในความคิดของศิลา มันไม่ต่างจากการแสดงบทนางเอกผู้เสียสละต่อหน้ามารดาเขา

“เก่งจริง ๆ เล่นบทคนดีได้แนบเนียนจนฉันเกือบปรบมือให้” ศิลาพูดเสียงต่ำพอให้รุ้งทรายได้ยินคนเดียว แต่เจตนาทำร้ายนั้นชัดเจนยิ่งกว่าเสียงตะโกน

รุ้งทรายเหลือบมองเขาเพียงครู่เดียว แล้วเลือกที่จะไม่ตอบ เธอไม่อยากให้คุณหญิงพิมพ์แขต้องเห็นความขัดแย้งมากกว่านี้ ไม่นานนัก ทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนเกินกว่าหัวใจของรุ้งทรายจะตั้งรับได้ ทนายประจำตระกูลที่คุณหญิงพิมพ์แขเรียกเตรียมไว้ล่วงหน้ามาถึงพร้อมเอกสาร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องถูกประสานเข้ามาดำเนินการจดทะเบียนสมรสพิเศษในโรงพยาบาลด้วยเหตุจำเป็นทางครอบครัว เอกสารหลายแผ่นถูกวางบนโต๊ะเล็ก ๆ ข้างเตียง คนในห้องพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ทุกอย่างเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับโชคชะตาได้ตัดสินแทนพวกเขาไปแล้ว

รุ้งทรายนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งหนึ่ง มือที่จับปากกาสั่นจนเธอต้องใช้มืออีกข้างประคองไว้ ดวงตาก้มมองชื่อของตัวเองบนเอกสารสมรสอย่างพร่าเลือน ชื่อ “รุ้งทราย วรินลดา” จะถูกผูกไว้กับชื่อ “ศิลา อัครบดินทร์” อย่างถูกต้องตามกฎหมายในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า แต่หัวใจของชายคนนั้นกลับปิดตายใส่เธอตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้น

ศิลานั่งอยู่ตรงข้าม เขาเซ็นชื่อด้วยท่าทีรวดเร็วเด็ดขาด เส้นปากกาที่ลากลงบนกระดาษหนักแน่นจนแทบทะลุแผ่นเอกสาร ใบหน้าของเขาไร้ความลังเล แต่ไม่ใช่เพราะเต็มใจ หากเพราะเขาต้องการให้พิธีกรรมอันน่ารังเกียจในความรู้สึกของเขาจบลงเสียที

“เซ็นสิ หรือกำลังตื้นตันจนมือสั่นที่ได้เป็นสะใภ้อัครบดินทร์อย่างที่ต้องการ” ศิลาพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองเต็มตา น้ำเสียงของเขาเรียบเย็นจนคนฟังเจ็บเหมือนถูกกรีดช้า ๆ

“รุ้งมือสั่นเพราะกลัวคุณหญิงจะเป็นอันตราย ไม่ใช่เพราะดีใจที่ได้แต่งงานกับคนที่เกลียดรุ้งค่ะ” รุ้งทรายตอบด้วยเสียงเบาแต่ชัดเจน เธอก้มลงเซ็นชื่อของตัวเองลงบนเอกสารด้วยหัวใจที่หนักเหมือนมีหินถ่วงอยู่กลางอก

ศิลาชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนรอยยิ้มเย็นจะปรากฏบนมุมปาก

“ถ้ารู้ว่าฉันเกลียด ก็จำไว้ให้ขึ้นใจ อย่าหลงคิดว่านามสกุลของฉันจะทำให้เธอมีค่าในสายตาฉันขึ้นมา” ศิลาพูดหลังจากเธอวางปากกาลง เขาเอนหลังพิงเก้าอี้เล็กน้อย ดวงตาคมมองเธอเหมือนกำลังลงโทษล่วงหน้าสำหรับความผิดที่เธอไม่ได้ก่อ

“รุ้งไม่เคยต้องการมีค่าเพราะนามสกุลของใครค่ะ ถ้าวันหนึ่งคุณจะมองเห็นค่าของรุ้ง รุ้งก็อยากให้มันเป็นเพราะตัวรุ้งเอง ไม่ใช่เพราะชื่อของคุณ” รุ้งทรายตอบอย่างพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น เธอไม่อยากต่อปากต่อคำ แต่ก็ไม่อยากปล่อยให้เขาเหยียบศักดิ์ศรีของเธอจนจมดินตั้งแต่วินาทีแรกของการเป็นภรรยา

ศิลามองเธอนิ่ง แววตาของเขาแข็งขึ้นอย่างอันตราย คล้ายไม่พอใจที่ผู้หญิงซึ่งเขาคิดว่าควรก้มหน้ารับคำดูถูก กลับกล้าตอบโต้ด้วยความนิ่งสงบเช่นนี้

“อย่าพยายามทำให้ตัวเองดูสูงส่งนักเลยรุ้งทราย เพราะต่อให้เธอพูดดีแค่ไหน สุดท้ายเธอก็ยังเป็นผู้หญิงที่ได้ทะเบียนสมรสจากเตียงคนป่วยของแม่ฉัน” ศิลากล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำและชัด ราวกับตั้งใจสลักประโยคนั้นลงบนใจเธอให้ไม่มีวันลืม

รุ้งทรายหน้าซีดลงทันที คำพูดนั้นรุนแรงเกินกว่าที่เธอจะเตรียมใจรับไหว เธออยากอธิบาย อยากบอกว่าเธอเองก็ไม่เคยวาดฝันอยากเป็นเจ้าสาวในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เคยอยากเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยน้ำตาและคำดูถูก แต่เมื่อเธอเงยหน้ามองคุณหญิงพิมพ์แขที่นอนมองมาด้วยแววตาอ่อนล้าแต่มีความหวัง เธอก็เลือกกลืนทุกคำลงคอ

“รุ้งจะจำไว้ค่ะว่าคุณคิดกับรุ้งอย่างไร” รุ้งทรายพูดเพียงเท่านั้น แล้วก้มหน้าลงเก็บน้ำตาที่เกือบไหลอีกครั้งด้วยการกำมือแน่นบนตัก

เอกสารทุกอย่างเสร็จสิ้นในเวลาไม่นาน แต่สำหรับรุ้งทราย มันยาวนานเหมือนทั้งชีวิต เธอกลายเป็นภรรยาของศิลาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่ามกลางเสียงเครื่องมือแพทย์ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ และสายตาเย็นชาของผู้ชายที่เธอเพิ่งแต่งงานด้วย

คุณหญิงพิมพ์แขยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรงเมื่อรู้ว่าทุกอย่างเรียบร้อย เธอขอให้ศิลาและรุ้งทรายเข้ามาใกล้อีกครั้ง ก่อนจะจับมือทั้งสองไว้ด้วยกัน แม้แรงของเธอจะน้อยเต็มที แต่ความตั้งใจกลับชัดเจน

“แม่ขอบใจทั้งสองคนมาก โดยเฉพาะหนูนะรุ้ง ขอบใจที่ไม่ทิ้งคนแก่เอาแต่ใจอย่างแม่” คุณหญิงพิมพ์แขพูดพร้อมน้ำตาแห่งความโล่งใจที่เอ่อคลอดวงตา

“คุณหญิงอย่าพูดแบบนั้นสิคะ รุ้งต่างหากที่ต้องขอบคุณท่าน ขอบคุณที่เมตตารุ้งมาตลอด” รุ้งทรายตอบพลางก้มลงจูบหลังมือของคุณหญิงเบา ๆ น้ำตาของเธอหยดลงบนผิวเย็นเฉียบของอีกฝ่ายอีกครั้ง

“จากนี้เรียกแม่ได้แล้วนะลูก เรียกแม่ให้แม่ฟังก่อนเข้าห้องผ่าตัดสักครั้งได้ไหม” คุณหญิงพิมพ์แขขอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ราวกับคำเรียกนั้นมีค่ามากพอจะเป็นแรงให้เธอสู้กับความเจ็บปวดข้างหน้า

รุ้งทรายสะอื้นเบา ๆ หัวใจของเธอแตกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งซาบซึ้งกับความรักที่คุณหญิงมีให้ อีกส่วนหนึ่งหวาดกลัวชีวิตหลังจากนี้จนแทบหายใจไม่ออก

“แม่...รุ้งจะรอแม่ออกมานะคะ” รุ้งทรายเรียกเสียงสั่น คำว่าแม่ออกจากปากเธออย่างนุ่มนวลและเต็มไปด้วยความรักจริง

คุณหญิงพิมพ์แขยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนหันไปมองลูกชายที่ยืนเงียบอยู่อีกด้าน

“ศิลา ดูแลน้องให้ดี อย่าใช้ความโกรธทำร้ายคนที่หวังดีกับลูก” คุณหญิงพิมพ์แขสั่งด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง แต่ทุกคำเหมือนแทงเข้าไปในใจของคนเป็นลูก

“แม่ต้องออกมาดูเองครับว่าผมจะดูแลเธอดีแค่ไหน เพราะผมไม่รับประกันว่าผมจะอดทนกับคนที่ผมไม่ได้เลือกได้นานนัก” ศิลาพูดโดยไม่มองรุ้งทราย น้ำเสียงเขายังคงแข็ง แต่มีความเจ็บปวดซ่อนอยู่มากกว่าที่เขายอมรับ

“แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจว่าบางอย่างที่เราไม่ได้เลือก อาจเป็นสิ่งที่ชีวิตเลือกมาเพื่อช่วยเรา” คุณหญิงพิมพ์แขกล่าวช้า ๆ ก่อนจะหลับตาลงเพราะความอ่อนแรง

พยาบาลเข้ามาแจ้งว่าถึงเวลาต้องพาคุณหญิงพิมพ์แขเข้าห้องผ่าตัดแล้ว รุ้งทรายถอยออกมายืนข้างเตียง หัวใจบีบรัดรุนแรงเมื่อเห็นทีมแพทย์เตรียมเคลื่อนเตียง

“แม่ต้องกลับออกมานะคะ รุ้งยังไม่ได้ทำโจ๊กหมูให้แม่กินเลย” รุ้งทรายพูดทั้งน้ำตา มือเล็กจับขอบเตียงไว้เหมือนไม่อยากปล่อย

“แม่จะพยายามนะลูก” คุณหญิงพิมพ์แขตอบเบา ๆ ก่อนเตียงจะค่อย ๆ ถูกเข็นออกจากห้องไปตามทางเดินสีขาว

ศิลายืนอยู่ข้างรุ้งทราย ทั้งสองมองตามเตียงผู้ป่วยไปจนประตูห้องผ่าตัดปิดลงพร้อมแสงไฟสีแดงที่สว่างขึ้น เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเสียจนรุ้งทรายรู้สึกเหมือนเพิ่งถูกพายุใหญ่ซัดจนร่างทั้งร่างชาไปหมด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป