บทที่ 3 ตอนที่2 จะเชื่อหรือไม่เชื่อ
ตอนที่2
จะเชื่อหรือไม่เชื่อ
เธอยืนอยู่หน้าห้องผ่าตัดด้วยหัวใจหนักอึ้ง น้ำตายังเปื้อนแก้ม แต่ก่อนที่เธอจะได้ตั้งสติ ข้อมือของเธอก็ถูกมือใหญ่คว้าไว้แน่น
ศิลาออกแรงดึงเธอเดินห่างจากหน้าห้องผ่าตัดไปยังมุมระเบียงทางเดินที่เงียบกว่าเดิม แรงบีบของเขาไม่ถึงกับทำให้เจ็บกายมากนัก แต่ความกร้าวกระด้างในสัมผัสนั้นทำให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้แตะเธอในฐานะสามี หากแตะเหมือนเจ้าหนี้ที่กำลังลากลูกหนี้ไปทวงความผิด
“ปล่อยค่ะ คุณศิลา รุ้งเจ็บ” รุ้งทรายบอกพลางพยายามบิดข้อมือออกจากมือเขา สีหน้าของเธอตกใจและเจ็บปวดปนกัน
ศิลาปล่อยมือเธอทันที แต่ไม่ได้เพราะสงสาร เขาเพียงไม่อยากให้ใครผ่านมาเห็นและเอาไปพูดว่าทายาทอัครบดินทร์ทำร้ายผู้หญิงในโรงพยาบาล ชายหนุ่มหันกลับมาประจันหน้าเธอ ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยประกายเย็นเฉียบ
“ฟังฉันให้ดี รุ้งทราย การจดทะเบียนเมื่อกี้ไม่ได้แปลว่าเธอได้เป็นเมียฉันจริง ๆ” ศิลาพูดชัดถ้อยชัดคำ ทุกคำหนักแน่นราวกับประกาศคำพิพากษา
“รุ้งทราบค่ะ คุณไม่ต้องย้ำก็ได้” รุ้งทรายตอบเบา ๆ เธอก้มมองรอยแดงบนข้อมือตัวเอง แล้ว ค่อย ๆ เก็บมือลงข้างลำตัว
“เธอจะได้อยู่ในบ้านอัครบดินทร์เพราะแม่ฉันต้องการ แต่เธอจะไม่มีสิทธิ์ในตัวฉัน ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องความรัก ไม่มีสิทธิ์แสดงตัวเป็นภรรยาต่อหน้าคนอื่น เว้นแต่ฉันอนุญาต” ศิลาพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา ใบหน้าคมไร้ความปรานีราวกับกำลังอ่านเงื่อนไขในสัญญาทางธุรกิจ ไม่ใช่พูดกับผู้หญิงที่เพิ่งกลายเป็นภรรยาของเขา
“ถ้านั่นทำให้คุณสบายใจ รุ้งจะไม่เรียกร้องอะไรจากคุณค่ะ” รุ้งทรายตอบพร้อมกลืนก้อนสะอื้นลงคอ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างยากลำบาก แต่ไม่ยอมหลบหนี
“พูดง่ายดีนี่ แต่ฉันไม่เชื่อคำพูดของเธอ เพราะผู้หญิงที่เดินมาถึงจุดนี้ได้คงไม่ได้ต้องการแค่อยู่เฉย ๆ หรอก” ศิลากล่าวอย่างดูแคลน ริมฝีปากของเขาเหยียดเป็นรอยยิ้มเย็นที่ทำให้หัวใจคนมองหนาวเหน็บ
“คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นสิทธิ์ของคุณค่ะ รุ้งรู้เพียงว่ารุ้งรับปากคุณหญิงไว้แล้ว และรุ้งจะทำเท่าที่ทำได้โดยไม่ก้าวล้ำเส้นของคุณ” รุ้งทรายบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า คืนนี้เธอผ่านทั้งความกลัว ความกดดัน และคำดูถูกมามากเกินพอแล้ว
“อย่าเรียกแม่ฉันว่าคุณหญิงให้คนอื่นสงสัยอีก จากนี้ต่อหน้าท่าน เธอจะเรียกท่านว่าแม่ได้ตามที่ท่านต้องการ แต่จำไว้ นั่นเป็นเพียงบทบาทที่เธอต้องเล่นให้ท่านสบายใจ” ศิลาพูดเสียงเข้ม เขาจงใจลดค่าความรักจริงของรุ้งทรายให้กลายเป็นเพียงการแสดง
“สำหรับคุณอาจเป็นบทบาท แต่สำหรับรุ้ง ท่านมีพระคุณกับรุ้งจริง ๆ และรุ้งรักท่านจริง ๆ” รุ้งทรายตอบกลับทันที ดวงตาหวานมีแววเจ็บลึก แต่ยังคงซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง
“อย่าใช้คำว่ารักพร่ำเพรื่อกับคนในครอบครัวฉัน คำนั้นออกจากปากเธอแล้วฟังดูน่าขัน” ศิลาพูดเสียงต่ำ ดวงตาคมมองเธออย่างไม่ไว้ใจแม้แต่น้อย
รุ้งทรายเงียบไปนาน เธอรู้สึกเหมือนทุกคำพูดของเขาค่อย ๆ บีบหัวใจเธอให้เล็กลง แต่ยิ่งเจ็บ เธอก็ยิ่งเข้าใจว่าชีวิตหลังจากนี้คงไม่ง่ายเลย
“คุณศิลาไม่ต้องกลัวว่ารุ้งจะอยากได้อะไรจากคุณหรอกค่ะ สิ่งเดียวที่รุ้งอยากได้ในคืนนี้คือให้แม่ของคุณปลอดภัย” รุ้งทรายพูดช้า ๆ น้ำเสียงของเธอแผ่วลง แต่ชัดเจนพอจะทำให้ศิลานิ่งไปครู่หนึ่ง
เขามองเธออย่างค้นหา ราวกับพยายามจับผิดว่าความเสียใจในดวงตาคู่นั้นเป็นของจริงหรือแค่ฉากหนึ่งในละครที่เธอสร้างขึ้น แต่ยิ่งมอง เขากลับยิ่งหงุดหงิด เพราะไม่มีแววโลภ ไม่มีความยินดี ไม่มีชัยชนะในสายตารุ้งทรายเลย มีเพียงความเป็นห่วงมารดาของเขาและความเจ็บปวดที่เธอพยายามซ่อนไว้
ความรู้สึกแปลก ๆ วูบหนึ่งแล่นผ่านอกของศิลา แต่เขารีบกดมันลงทันที เขาจะไม่ใจอ่อน ผู้หญิงคนนี้อาจแนบเนียนกว่าที่คิด และเขาไม่มีวันยอมให้ใครใช้แม่ของเขาเป็นสะพานเข้ามายึดชีวิตเขา
“จำคำตัวเองไว้ให้ดี เพราะทันทีที่แม่ฉันปลอดภัย ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าการเป็นภรรยาของศิลา อัครบดินทร์ ไม่ได้สวยงามอย่างที่เธอคิด” ศิลาเอ่ยเสียงเย็น ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังหน้าห้องผ่าตัด โดยไม่คิดหันกลับมามองเธออีก
รุ้งทรายยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ลมหายใจของเธอสั่นจนต้องยกมือกอดตัวเองไว้แน่น เธอเพิ่งจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายคนหนึ่ง แต่แทนที่จะได้รับคำยินดี เธอกลับได้รับคำขู่และคำดูถูกเป็นของขวัญแต่งงาน แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเดินกลับไปหน้าห้องผ่าตัด เพราะหลังประตูบานนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอสัญญาว่าจะรอ เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า นาทีแล้วนาทีเล่าถูกลากยาวจนเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
รุ้งทรายนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องผ่าตัดฝั่งหนึ่ง ส่วนศิลายืนกอดอกพิงผนังอยู่ไม่ไกล เขาไม่พูดกับเธออีก และเธอก็ไม่มีแรงจะพูดกับเขาเช่นกัน ความเงียบระหว่างทั้งคู่หนาแน่นราวกับกำแพงสูง ทว่าในความเงียบนั้น รุ้งทรายรับรู้ได้ถึงความกลัวของศิลา แม้เขาจะซ่อนมันไว้หลังใบหน้าเย็นชา แต่จังหวะที่เขาเหลือบมองไฟหน้าห้องผ่าตัดซ้ำ ๆ การกำหมัดแน่น และการขยับตัวอย่างกระวนกระวาย ล้วนบอกว่าเขาไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่พยายามแสดง
เธออยากบอกเขาว่าคุณหญิงพิมพ์แขต้องปลอดภัย อยากพูดอะไรสักอย่างเพื่อบรรเทาความเจ็บของเขา แต่เมื่อคิดถึงสายตารังเกียจที่เขามอบให้ เธอก็ทำได้เพียงนั่งเงียบ ๆ และภาวนาในใจ
เกือบรุ่งสาง ประตูลิฟต์ตรงปลายทางเดินเปิดออกพร้อมเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นอย่างเร่งรีบ ผู้หญิงรูปร่างงดงามในชุดเดรสสีดำหรูเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ใบหน้าของเธอแต่งไว้อย่างประณีตแม้เป็นเวลากลางคืน ดวงตาคู่สวยแดงก่ำเหมือนคนร้องไห้มาแล้ว แต่รุ้งทรายกลับรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ไม่เป็นธรรมชาติในแววตานั้น มินตรา อดีตคนรักของศิลา ผู้หญิงที่คุณหญิงพิมพ์แขเคยเอ่ยถึงด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสบายใจนัก
“ศิลา มินเพิ่งรู้เรื่องคุณแม่ มินรีบมาทันทีเลยนะคะ” มินตราพูดเสียงสั่น ก่อนจะตรงเข้าไปจับแขนศิลาอย่างสนิทสนม
“ใครบอกคุณ” ศิลาถามเสียงต่ำ แต่ไม่ได้ดึงแขนออก เขาเพียงมองเธอด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าและเคร่งเครียด
“คนที่บ้านโทรบอกค่ะ มินเป็นห่วงคุณมากนะคะ คุณคงเหนื่อยมาก มินน่าจะอยู่ข้างคุณตั้งแต่แรก” มินตราพูดพร้อมน้ำตาที่คลอขึ้นมาอย่างพอดี เธอเงยหน้ามองศิลาด้วยสายตาอ่อนหวานราวกับไม่มีใครในโลกเข้าใจเขาเท่าเธอ
รุ้งทรายเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะหึง แต่เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรอยู่ตรงนี้ เธอเพิ่งกลายเป็นภรรยาตามกฎหมายของศิลา ทว่าในสายตาคนตรงหน้า เธอคงเป็นเพียงเงาแปลกปลอมที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนอยู่ข้างเขา
มินตราเหลือบเห็นรุ้งทราย ดวงตาของเธอเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที จากอ่อนหวานเป็นคมกริบ ก่อนจะกลับมาเปื้อนน้ำตาอย่างรวดเร็ว
“นี่ใครคะศิลา ทำไมถึงมาอยู่หน้าห้องผ่าตัดคุณแม่ในเวลานี้” มินตราถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่แฝงความกดดันเอาไว้แนบเนียน
ศิลายังไม่ตอบทันที เขาหันไปมองรุ้งทรายแวบหนึ่ง แววตาเขาเย็นลงอีกครั้ง ราวกับการมีอยู่ของเธอกำลังทำให้สถานการณ์น่ารำคาญขึ้น
รุ้งทรายลุกขึ้นยืนช้า ๆ เธอคิดจะตอบเพียงว่าตนเป็นคนที่คุณหญิงเรียกมา แต่ก่อนที่เธอจะได้พูด ป้าชื่นซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน
“คุณรุ้งทรายเป็นภรรยาคุณศิลาค่ะ คุณมินตรา ทั้งสองคนเพิ่งจดทะเบียนกันตามคำขอของคุณหญิงก่อนเข้าห้องผ่าตัด” ป้าชื่นพูดด้วยน้ำเสียงเบาแต่ชัดเจน ใบหน้าของแม่บ้านสูงวัยยังเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
ความเงียบตกลงทันทีราวกับมีใครดับเสียงทั้งชั้นโรงพยาบาล มินตรานิ่งค้างไป ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มไว้อย่างดีซีดลงเล็กน้อย ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อขึ้นมาอย่างรวดเร็วกว่าเดิม
“ภรรยา...หมายความว่าอย่างไรคะศิลา” มินตราถามเสียงแผ่ว ราวกับหญิงสาวผู้ถูกทำร้ายหัวใจอย่างไม่ทันตั้งตัว
“มันเป็นเรื่องของครอบครัวผม” ศิลาตอบ สั้น ๆ น้ำเสียงราบเรียบ แต่ไม่ได้ปฏิเสธ คำตอบนั้นทำให้รุ้งทรายเจ็บแปลบอย่างประหลาด เขาไม่ยอมรับเธออย่างเต็มปาก แต่ก็ไม่ปฏิเสธเพราะมีคนของบ้านอยู่ตรงนั้น ทว่าสำหรับมินตรา แค่การไม่ปฏิเสธก็เพียงพอที่จะทำให้โลกทั้งใบของเธอสั่นสะเทือน
มินตราหันมามองรุ้งทราย น้ำตาไหลลงมาอย่างงดงาม แต่สายตาที่ซ่อนอยู่หลังม่านน้ำตากลับเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างเปิดเผย
“คุณคือคนที่คุณแม่เอ็นดูใช่ไหมคะ คุณทำได้อย่างไร คุณใช้ช่วงเวลาที่ท่านป่วยหนักบีบให้ศิลาต้องแต่งงานกับคุณได้อย่างไร” มินตราถามเสียงสั่น คำกล่าวหาของเธอทำให้คนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นหันมามองรุ้งทรายเป็นตาเดียว
“ฉันไม่ได้บีบบังคับใครค่ะ ทุกอย่างเกิดขึ้นตามความต้องการของคุณหญิง และฉันเองก็ไม่เคยอยากให้เรื่องเป็นแบบนี้” รุ้งทรายตอบอย่างพยายามรักษาความสุภาพ แม้หัวใจจะสั่นเพราะถูกกล่าวหาซ้ำอีกครั้งในคืนเดียวกัน
“ไม่เคยอยากให้เป็นแบบนี้ แต่คุณก็เซ็นชื่อไปแล้วใช่ไหมคะ” มินตราย้อนถามทันที น้ำเสียงของเธออ่อนหวานแต่บาดลึกเหมือนเข็มปลายแหลม
รุ้งทรายอึ้งไปครู่หนึ่ง เพราะคำถามนั้นจี้เข้าจุดที่เธอไม่มีทางปฏิเสธได้ เธอเซ็นชื่อไปแล้วจริง ๆ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ในสายตาคนอื่น เธอก็คือผู้หญิงที่ได้ทะเบียนสมรสในคืนที่เจ้าของบ้านกำลังจะเข้าห้องผ่าตัด
“ถ้าคุณอยากโทษใคร โทษผมก็พอ มินตรา” ศิลาเอ่ยขึ้นเสียงต่ำ แต่ถ้อยคำนั้นไม่ได้อ่อนโยนพอจะเรียกว่าปกป้องรุ้งทราย เขาเพียงไม่ต้องการให้มินตราทำเสียงดังหน้าห้องผ่าตัด
“มินจะโทษคุณได้อย่างไรคะ มินรู้ว่าคุณรักคุณแม่มาก ถ้าคุณแม่ขออะไร คุณคงปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว” มินตราพูดพร้อมสะอื้นเบา ๆ ก่อนจะซบหน้าลงกับอกศิลาอย่างถือสิทธิ์
รุ้งทรายยืนนิ่งเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้น ภาพอดีตคนรักของเขาซบอกเขาต่อหน้าเธอในคืนที่เธอเพิ่งกลายเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมาย ช่างเป็นภาพที่ตอกย้ำสถานะของเธอได้ชัดเจนกว่าคำพูดใด ๆ
ศิลาไม่ได้กอดมินตราตอบเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ผลักออกทันทีเช่นกัน เขาเพียงมองข้ามไหล่ของมินตรามายังรุ้งทราย ดวงตาคมเข้มเหมือนจะบอกเธอว่า เห็นหรือยังว่าในชีวิตเขามีคนของเขาอยู่แล้ว และเธอเป็นเพียงส่วนเกินที่แม่เขายัดเยียดมา
รุ้งทรายไม่พูดอะไร เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วถอยกลับไปนั่งที่เดิม มือของเธอกำกระเป๋าสะพายไว้แน่นจนเล็บจิกลงบนหนังเทียมเก่า ๆ เสียงไฟหน้าห้องผ่าตัดยังคงสว่างอยู่ แสงสีแดงนั้นสะท้อนในดวงตาของรุ้งทรายเหมือนสัญญาณเตือนว่า ชีวิตหลังจากนี้ของเธอจะไม่มีทางสงบอีกต่อไป
เธอเข้ามาในโรงพยาบาลแห่งนี้ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่ห่วงผู้มีพระคุณ แต่กำลังจะออกไปในฐานะภรรยาของผู้ชายที่เกลียดเธอ และศัตรูของผู้หญิงอีกคนที่ไม่คิดปล่อยมือจากเขา
รุ่งอรุณยังมาไม่ถึง แต่รุ้งทรายกลับรู้สึกเหมือนค่ำคืนอันยาวนานนี้ได้พรากชีวิตเดิมของเธอไปจนหมดสิ้นแล้ว
เธอเงยหน้ามองประตูห้องผ่าตัดอีกครั้ง แล้วพนมมือขึ้นอย่างเงียบ ๆ ขอให้คุณหญิงปลอดภัย
เพราะหากผู้หญิงคนนั้นไม่กลับออกมา รุ้งทรายก็ไม่รู้เลยว่าเธอจะยืนอยู่ท่ามกลางความเกลียดชังของศิลาได้อย่างไร และในมุมหนึ่งของทางเดิน ศิลายังคงยืนอยู่กับมินตรา ดวงตาคมของเขาเหลือบมองรุ้งทรายเป็นระยะ สายตานั้นไม่มีความอ่อนโยน ไม่มีความสงสาร มีเพียงคำประกาศเงียบงันว่า จากนี้ไป เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ผู้หญิงที่ชื่อรุ้งทรายเข้ามามีอำนาจเหนือชีวิตเขาได้ง่าย ๆ
ส่วนรุ้งทรายก็กำลังเรียนรู้ความจริงข้อแรกของการเป็นภรรยาศิลา อัครบดินทร์ ทะเบียนสมรสอาจผูกชื่อของเธอไว้กับเขาได้แต่หัวใจของผู้ชายคนนั้น...แข็งเกินกว่าจะเปิดรับเธอแม้เพียงเสี้ยวเดียว
