บทที่ 4 ตอนที่ 3 เมียในทะเบียนที่ไม่มีสิทธิ์เป็นเมีย

ตอนที่ 3

เมียในทะเบียนที่ไม่มีสิทธิ์เป็นเมีย

แสงรุ่งอรุณสาดผ่านกระจกบานสูงของโรงพยาบาลเข้ามาอย่างแผ่วเบา หลังค่ำคืนยาวนานที่แทบไม่มีใครได้หลับตาลงอย่างสนิท เสียงรองเท้าของพยาบาลที่เดินผ่านหน้าห้องพักผู้ป่วยดังเป็นจังหวะเบา ๆ ปะปนกับเสียงเครื่องมือแพทย์ที่ยังคงทำงานอยู่ไม่ขาดสาย กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยังคงติดอยู่ในอากาศจนทำให้ผู้คนที่นั่งรออยู่หน้าห้องรู้สึกเหมือนความจริงทั้งโลกถูกย้อมด้วยสีขาวซีดและความหวาดกลัว

รุ้งทรายนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวหน้าห้องพักฟื้นของคุณหญิงพิมพ์แข มือทั้งสองข้างกุมกันแน่นบนตัก ใบหน้าของเธออิดโรยจากการไม่ได้นอนตลอดคืน ทว่าดวงตาคู่หวานยังไม่ยอมละไปจากประตูห้องแม้แต่น้อย หลังจากการผ่าตัดยาวนานหลายชั่วโมง

แพทย์ออกมาบอกว่าคุณหญิงพ้นขีดอันตรายชั่วคราวแล้ว แต่ยังต้องเฝ้าดูอาการใกล้ชิดเพราะร่างกายอ่อนแอมาก ข่าวนั้นทำให้รุ้งทรายโล่งใจจนแทบทรุด แต่ความโล่งใจยังไม่ทันซึมลึกเข้าหัวใจ เงาของความจริงอีกอย่างก็ทาบลงมาทันที

เธอแต่งงานแล้ว แต่งงานกับศิลา อัครบดินทร์ ผู้ชายที่เกลียดเธอตั้งแต่ยังไม่ทันได้รู้จักกันจริง ๆ

ศิลายืนอยู่ไม่ไกลจากเธอ เขาพิงผนังโรงพยาบาลด้วยท่าทางนิ่งขรึม เสื้อเชิ้ตสีขาวยับเล็กน้อยจากการผ่านค่ำคืนอันหนักหน่วง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังดูสง่างามและแข็งกร้าวเหมือนรูปสลักหินอ่อนที่ไม่มีใครแตะต้องได้ ใบหน้าคมเข้มไร้อารมณ์ ดวงตาเย็นเยียบมองตรงไปยังประตูห้องพักฟื้น ทว่ารุ้งทรายรู้ดีว่าเขาไม่เคยลืมการมีอยู่ของเธอ เพราะทุกครั้งที่เธอขยับตัวเพียงนิด สายตาคมกริบของเขาจะตวัดมามองราวกับกำลังจับผิด

มินตรายังคงอยู่ตรงนั้นเช่นกัน เธอสวมชุดดำหรูหราที่ขับผิวขาวจัดให้ดูโดดเด่น ใบหน้างามมีร่องรอยน้ำตาอย่างพอดี ไม่มากจนเสียความสวย ไม่น้อยจนดูไร้ความเสียใจ เธอยืนใกล้ศิลาเกินกว่าผู้หญิงที่เป็นเพียงอดีตคนรักควรยืน แต่ศิลาก็ไม่ได้เอ่ยปากไล่หรือขยับหนี ทำให้สถานะของรุ้งทรายยิ่งดูเลือนรางลงไปอีก

“คุณศิลาคะ ถ้าคุณหญิงพ้นขีดอันตรายแล้ว รุ้งขอกลับไปเก็บของที่ห้องเช่าก่อนนะคะ แล้วรุ้งจะกลับมาเยี่ยมท่านอีกครั้งตอนบ่ายค่ะ” รุ้งทรายเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพหลังจากนั่งเงียบอยู่นาน น้ำเสียงของเธอแผ่วเพราะความเหนื่อยล้า แต่ยังพยายามรักษามารยาทต่อเขา

“ไม่จำเป็นต้องกลับไปที่ห้องเช่าอีกแล้ว ป้าชื่นจะให้คนไปเก็บของของเธอมาเอง จากนี้เธอต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านอัครบดินทร์ตามที่แม่ฉันต้องการ” ศิลาตอบโดยไม่หันมามองหน้าเธอเต็มตา น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งเหมือนกำลังสั่งงานลูกน้องคนหนึ่ง ไม่ใช่พูดกับผู้หญิงที่เพิ่งกลายเป็นภรรยาตามกฎหมาย

“ของส่วนตัวของรุ้งมีหลายอย่างค่ะ บางอย่างรุ้งอยากเก็บเอง เพราะมันเป็นของที่แม่รุ้งทิ้งไว้ให้ รุ้งไม่อยากรบกวนคนอื่นให้ไปยุ่งกับของพวกนั้น”               รุ้งทรายอธิบายอย่างใจเย็น แม้ในอกจะเริ่มหนักอึ้งกับคำสั่งของเขา

“เธอไม่มีสิทธิ์เลือกมากขนาดนั้นในสถานการณ์นี้ อย่าลืมว่าแม่ฉันยังนอนอยู่ในห้องพักฟื้น และสิ่งเดียวที่ท่านอยากเห็นคือเธอทำตัวเป็นภรรยาที่ดีตามบทที่เธอรับไว้” ศิลาหันมามองเธอในที่สุด ดวงตาคมเย็นจัดจนรุ้งทรายรู้สึกเหมือนถูกจับวางไว้กลางสายลมหนาว

“รุ้งไม่ได้รับบทอะไรทั้งนั้นค่ะ รุ้งรับปากคุณหญิงเพราะรุ้งเป็นห่วงท่าน ไม่ใช่เพราะอยากได้ตำแหน่งภรรยาของคุณ” รุ้งทรายตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามไม่สั่น แต่ปลายประโยคยังเผยความเจ็บชัดเจน

“คำพูดแบบนี้เธอควรเก็บไว้พูดต่อหน้าแม่ฉันมากกว่า เพราะฉันไม่ใช่คนที่จะหลงเชื่อง่าย ๆ” ศิลาพูดพร้อมรอยยิ้มเย็นบาง ๆ เขาเหมือนจงใจตัดทุกความจริงใจของเธอให้เหลือเพียงความเสแสร้ง

“ถ้าคุณไม่เชื่อ รุ้งก็ไม่มีอะไรจะอธิบายมากกว่านี้ค่ะ แต่ขอให้คุณรับรู้ไว้เพียงอย่างเดียว รุ้งจะไม่ทำอะไรที่ทำให้คุณหญิงเสียใจ” รุ้งทรายก้มหน้าลงเล็กน้อย เพื่อซ่อนแววตาที่เริ่มร้อนผ่าวจากความอัดอั้น

“งั้นก็เริ่มจากการทำตามที่ฉันสั่ง ย้ายเข้าบ้านอัครบดินทร์วันนี้ และอย่าทำตัวให้วุ่นวายมากนัก” ศิลาตัดบทอย่างเฉียบขาด ก่อนจะหันไปสั่งป้าชื่นที่ยืนอยู่ไม่ไกลให้จัดการเรื่องคนขับรถและสัมภาระของรุ้งทรายในทันที

มินตรายืนฟังอยู่เงียบ ๆ มุมปากของเธอขยับเหมือนจะยิ้ม แต่ก็รีบเปลี่ยนเป็นสีหน้าเศร้าทันทีเมื่อศิลาหันกลับมา หญิงสาวก้าวเข้าไปหาเขาช้า ๆ แล้ววางมือบนท่อนแขนแข็งแรงด้วยท่าทางสนิทสนมราวกับเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน

“ศิลาคะ มินเข้าใจนะคะว่าคุณทำทุกอย่างเพื่อคุณแม่ แต่คุณไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองเกินไปก็ได้ ถ้าอะไรทำให้คุณเจ็บ มินยังอยู่ตรงนี้เสมอค่ะ” มินตราพูดเสียงอ่อนหวาน ดวงตาที่ช้อนมองศิลาเต็มไปด้วยความห่วงใยที่งดงามจนคนภายนอกอาจเชื่อได้ง่าย ๆ

“ผมรู้ ขอบคุณที่มาอยู่เป็นเพื่อน” ศิลาตอบ สั้น ๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้อบอุ่นนัก แต่ก็อ่อนลงกว่าตอนพูดกับรุ้งทรายอย่างเห็นได้ชัด

รุ้งทรายเบือนหน้าหนีช้า ๆ ไม่อยากเห็นภาพนั้นนานเกินไป เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกที่บีบอยู่กลางอกคืออะไร มันไม่ใช่ความหึงหวง เพราะเธอไม่เคยกล้าคิดว่ามีสิทธิ์หึงผู้ชายที่ประกาศชัดเจนว่าไม่ได้รักเธอ แต่ภาพมือของมินตราที่วางอยู่บนแขนศิลา กลับทำให้ทะเบียนสมรสในคืนที่ผ่านมาไร้ความหมายยิ่งกว่ากระดาษใบหนึ่ง

สายของวันนั้น รุ้งทรายถูกพากลับไปยังห้องเช่าด้วยรถของบ้านอัครบดินทร์ แต่คนที่ไปกับเธอไม่ใช่ศิลา หากเป็นป้าชื่นกับคนขับรถสองคน ศิลาไม่เสียเวลาไปกับการเก็บชีวิตเก่าของผู้หญิงที่เขาไม่ต้องการ เขาเพียงสั่งทุกอย่างจากโรงพยาบาลแล้วกลับเข้าไปดูอาการมารดา ทิ้งให้รุ้งทรายเผชิญกับการย้ายชีวิตของตัวเองอย่างเงียบงัน

ห้องเช่าเล็ก ๆ ที่เคยเป็นที่พักพิงของรุ้งทรายดูแคบลงไปถนัดตาเมื่อมีคนจากบ้านอัครบดินทร์เข้ามาช่วยเก็บของ กล่องกระดาษถูกวางเรียงบนพื้น เสื้อผ้าถูกพับลงกระเป๋า หนังสือไม่กี่เล่มถูกจัดลงลังอย่างเรียบร้อย แต่ทุกครั้งที่มือของคนอื่นแตะของของเธอ รุ้งทรายรู้สึกเหมือนชีวิตส่วนตัวของตนค่อย ๆ ถูกพรากไปทีละชิ้น

เธอเปิดลิ้นชักเล็กข้างเตียง หยิบกล่องไม้เก่า ๆ ที่เก็บรูปถ่ายของมารดาไว้ขึ้นมากอดแนบอก รูปถ่ายใบหนึ่งเป็นภาพแม่ของเธอยิ้มอ่อนโยนในสวนหลังบ้านเก่าที่ถูกขายไปเพราะหนี้สิน รุ้งทรายใช้นิ้วลูบขอบรูปเบา ๆ ความคิดถึงแล่นเข้ามาจนหัวใจปวดร้าว

“แม่คะ รุ้งกำลังจะไปอยู่ในบ้านของคนที่ไม่ต้องการรุ้งเลยค่ะ” รุ้งทรายกระซิบเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน ดวงตาของเธอคลอด้วยน้ำตาที่ไม่ยอมให้ไหลลงมา

“คุณรุ้งคะ ถ้าเหนื่อย พักก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวที่เหลือป้าให้เด็ก ๆ จัดให้เอง” ป้าชื่นพูดอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นหญิงสาวยืนนิ่งอยู่หน้าลิ้นชักนานเกินไป

“ไม่เป็นไรค่ะป้าชื่น รุ้งอยากเก็บของสำคัญเอง อย่างน้อยก็ขอให้รุ้งได้เลือกว่าจะเอาอะไรจากชีวิตเดิมไปกับตัวบ้าง” รุ้งทรายฝืนยิ้มให้แม่บ้านสูงวัย แต่รอยยิ้มนั้นเศร้าจนป้าชื่นต้องเม้มปากแน่นเพราะสงสาร

“คุณศิลาอาจพูดร้ายไปบ้าง แต่เขาเป็นคนรักแม่มากนะคะ คุณรุ้งอดทนหน่อยนะลูก สักวันคุณศิลาต้องเห็นความดีของหนู” ป้าชื่นปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทั้งที่ตัวเองก็ไม่แน่ใจนักว่าความหวังนั้นจะมาถึงเมื่อไร

“รุ้งไม่ได้หวังให้เขาเห็นความดีของรุ้งหรอกค่ะ รุ้งแค่หวังว่าเขาจะไม่เกลียดรุ้งมากไปกว่านี้ก็พอ” รุ้งทรายตอบเบา ๆ แล้วปิดกล่องไม้ลงอย่างทะนุถนอม

เมื่อทุกอย่างถูกเก็บเสร็จ รถตู้สีดำของบ้าน อัครบดินทร์ก็พารุ้งทรายออกจากอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ที่เธอเคยเรียกว่าบ้าน หญิงสาวหันกลับไปมองตึกเก่าผ่านกระจกหน้าต่าง ความรู้สึกว่างเปล่าแล่นเข้ามาในอก เธอไม่รู้ว่าตนกำลังออกจากความลำบากไปสู่ความมั่นคง หรือออกจากที่หลบภัยเล็ก ๆ ไปสู่กรงทองที่เต็มไปด้วยหนามแหลม

บ้านอัครบดินทร์ตั้งอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ใจกลางย่านผู้ดีเก่า รั้วเหล็กสูงสีดำเปิดออกช้า ๆ เมื่อรถของตระกูลแล่นเข้าไป ถนนภายในบ้านทอดยาวผ่านสนามหญ้าตัดเรียบ ต้นไม้ใหญ่เรียงรายสองข้างทางอย่างสง่างาม น้ำพุกลางสวนส่งเสียงแผ่วเบา บ้านหลังใหญ่สีขาวงาช้างตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า งดงาม เย็นชา และห่างไกลจากชีวิตของรุ้งทรายราวกับเป็นโลกคนละใบ

รุ้งทรายเคยมาที่นี่หลายครั้งในฐานะแขกของคุณหญิงพิมพ์แข แต่การมาครั้งนี้ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนเธอมาในฐานะเด็กสาวที่ผู้ใหญ่เอ็นดู วันนี้เธอมาในฐานะภรรยาของเจ้าของบ้าน ทว่าเป็นภรรยาที่เจ้าของบ้านตัวจริงไม่ต้องการ

ทันทีที่รถจอดหน้าบันไดหินอ่อน แม่บ้านและคนงานหลายคนออกมายืนรอต้อนรับ บางคนมองเธอด้วยสายตาเห็นใจ บางคนมองด้วยความสงสัย และบางคนก้มหน้าหลบเหมือนไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเรื่องยุ่งยากของเจ้านาย รุ้งทรายลงจากรถอย่างระมัดระวัง เธอกอดกล่องไม้ของมารดาไว้แน่นเหมือนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเดียวที่เหลืออยู่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป