บทที่ 6 ตอนที่5 นึกถึง
ตอนที่5
นึกถึง
ค่ำวันนั้น รุ้งทรายไม่ได้ลงไปร่วมโต๊ะอาหาร เธอบอกป้าชื่นว่าเหนื่อยและขอพัก แต่ความจริงเธอกลัวจะต้องเผชิญหน้ากับศิลาในบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยกำแพงล่องหน หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอนั่งจัดของเงียบ ๆ อยู่ในห้องเล็ก ใช้เวลาเรียงหนังสือ วางรูปแม่ไว้ข้างเตียง และแขวนเสื้อผ้าไม่กี่ชุดลงในตู้เก่า
คืนแรกในบ้านอัครบดินทร์ผ่านไปด้วยความหนาวเย็นกว่าที่คิด เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างแคบ ๆ ทำให้ผ้าม่านสีซีดไหวเบา ๆ รุ้งทรายนอนตะแคงกอดผ้าห่มบางไว้แน่น ดวงตาเธอลืมค้างในความมืด เธอคิดถึงห้องเช่าเล็ก ๆ ของตัวเอง คิดถึงกลิ่นกาแฟราคาถูกยามเช้า คิดถึงเสียงรถบนถนนที่เคยรบกวนการนอน แต่กลับทำให้เธอรู้สึกมีชีวิตมากกว่าความเงียบเย็นของบ้านหลังนี้
เช้าวันต่อมา รุ้งทรายตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เธอเป็นคนเคยตื่นเช้าเพราะต้องทำงานและดูแลตัวเองมาตลอด เมื่อรู้ว่าคุณหญิงพิมพ์แขยังอยู่โรงพยาบาลและศิลาคงต้องเดินทางไปเยี่ยมท่านก่อนเข้าบริษัท เธอจึงตั้งใจเตรียมอาหารเช้าให้เขา อย่างน้อยนี่คือสิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้ในฐานะคนที่รับปากว่าจะดูแลเขา
ครัวใหญ่ของบ้านอัครบดินทร์เงียบกว่าที่คิด แม่ครัวสองคนตกใจเมื่อเห็นรุ้งทรายเดินเข้ามาในชุดเดรสเรียบง่ายและผ้ากันเปื้อนที่ป้าชื่นหาให้ เธอขอใช้ครัวอย่างสุภาพแล้วลงมือทำโจ๊กหมูแบบที่คุณหญิงพิมพ์แขชอบ พร้อมกับชงกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลตามที่ป้าชื่นบอกว่าศิลาดื่มเป็นประจำ
“คุณรุ้งไม่ต้องทำเองก็ได้นะคะ เดี๋ยวพวกเราทำให้คุณชายตามปกติค่ะ” แม่ครัวคนหนึ่งพูดอย่างเกรงใจ เมื่อเห็นหญิงสาวยืนคนหม้อโจ๊กด้วยสีหน้าตั้งใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ รุ้งอยากทำเอง ถ้าคุณศิลาไม่กิน อย่างน้อยป้าชื่นกับทุกคนก็ช่วยกินได้นะคะ รุ้งทำเผื่อไว้เยอะ” รุ้งทรายตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ เธอพยายามทำให้น้ำเสียงสดใสขึ้น ทั้งที่ข้างในยังหม่นอยู่มาก
“คุณหญิงต้องดีใจแน่ค่ะถ้ารู้ว่าคุณรุ้งยังทำโจ๊กสูตรเดิมให้บ้านนี้” แม่ครัวพูดด้วยความเอ็นดู ก่อนจะช่วยหยิบชามและถาดให้เธออย่างเต็มใจ
หลังเตรียมอาหารเสร็จ รุ้งทรายเดินไปยังห้องอาหารพร้อมถาดอาหารเช้า โต๊ะยาวไม้เนื้อดีถูกจัดไว้อย่างหรูหราเกินกว่าคนคนเดียวจะใช้ เธอวางชามโจ๊ก กาแฟ และผลไม้ลงอย่างเรียบร้อย ก่อนจะสังเกตเห็นเนกไทสีกรมท่าเส้นหนึ่งวางอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะ เหมือนมีคนเตรียมไว้แต่ยังไม่ได้เลือกใช้
เธอนึกถึงสูทสีเข้มของศิลาที่แขวนอยู่หน้าห้องทำงานเมื่อคืน ตอนผ่านไปกับป้าชื่น เขาคงต้องไปโรงพยาบาลและเข้าประชุมต่อ หากเลือกเนกไทสีนี้คงเข้ากับชุดของเขาอย่างพอดี รุ้งทรายหยิบเนกไทขึ้นมาจัดให้เรียบ แล้ววางไว้ข้างถ้วยกาแฟอย่างระมัดระวัง
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากทางโถงใหญ่ ไม่นานศิลาก็เดินเข้ามาในห้องอาหาร เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด กางเกงสแล็กสีเข้ม และเสื้อสูทพาดอยู่บนแขน ใบหน้าของเขายังคงนิ่งขรึมเหมือนทุกวัน แต่เมื่อเห็นรุ้งทรายยืนอยู่ข้างโต๊ะอาหาร ดวงตาคมก็เย็นลงทันที
“เธอมาทำอะไรในห้องอาหารตั้งแต่เช้า” ศิลาถามเสียงเรียบ แววตาของเขาจับอยู่ที่ถาดอาหารตรงหน้าเหมือนกำลังมองของแปลกปลอม
“รุ้งเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ค่ะ ป้าชื่นบอกว่าคุณต้องไปเยี่ยมคุณหญิงก่อนเข้าบริษัท รุ้งเลยคิดว่าคุณควรทานอะไรรองท้องก่อน” รุ้งทรายตอบอย่างสุภาพ มือทั้งสองข้างประสานกันไว้ด้านหน้าเพื่อซ่อนความประหม่า
“ใครบอกให้เธอทำ” ศิลาถามกลับทันที น้ำเสียงของเขาเย็นจนกาแฟร้อนบนโต๊ะดูเหมือนจะหมดไอ
“ไม่มีใครบอกค่ะ รุ้งคิดเอง ถ้าคุณไม่สะดวกทานก็ไม่เป็นไร รุ้งแค่...” รุ้งทรายยังพูดไม่ทันจบ ศิลาก็ก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะแล้วมองชามโจ๊กตรงหน้าด้วยสายตาดูถูก
“แค่พยายามทำตัวเป็นภรรยาแสนดีตั้งแต่วันแรกที่เข้าบ้าน เพื่อให้คนในบ้านเห็นว่าเธอเหมาะกับตำแหน่งนี้ใช่ไหม” ศิลาพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาหยิบเนกไทที่เธอวางไว้ขึ้นมาดู ก่อนจะโยนกลับลงบนโต๊ะเหมือนมันเป็นของไร้ค่า
“รุ้งไม่ได้คิดอย่างนั้นค่ะ รุ้งแค่เห็นว่าคุณคงเหนื่อยมาหลายวัน และคุณหญิงเองก็คงอยากให้คุณดูแลตัวเองบ้าง” รุ้งทรายอธิบายอย่างอดทน แม้คำกล่าวหาของเขาจะทำให้เธอแน่นหน้าอก
“อย่าเอาแม่ฉันมาอ้างทุกครั้งที่เธอต้องการทำตัวน่าสงสาร” ศิลาพูดเสียงเข้ม ดวงตาของเขาวาววับขึ้นด้วยความหงุดหงิด
“รุ้งไม่ได้อ้างค่ะ คุณหญิงเป็นคนสำคัญของคุณ และท่านก็มีพระคุณกับรุ้ง รุ้งแค่คิดว่า...” รุ้งทรายพยายามอธิบายต่อ แต่คำพูดของเธอถูกตัดขาดด้วยเสียงชามกระเบื้องกระทบโต๊ะอย่างแรง
ศิลายกชามโจ๊กขึ้นแล้วเทลงถังขยะเล็กข้างตู้เครื่องดื่มต่อหน้าต่อตา เสียงของเหลวร้อนกระทบถุงขยะดังน่าใจหาย กลิ่นหอมของโจ๊กที่เธอตั้งใจทำลอยขึ้นมาเพียงครู่เดียว ก่อนจะถูกกลบด้วยความเงียบอันหนาวเหน็บของห้องอาหาร
รุ้งทรายยืนนิ่งเหมือนร่างทั้งร่างถูกแช่แข็ง ดวงตาเธอจับอยู่ที่ถังขยะ ไม่ใช่เพราะเสียดายอาหาร แต่เพราะความตั้งใจเล็ก ๆ ของเธอถูกเหยียบย่ำอย่างไม่เหลือค่า
“อย่าเสียเวลาทำเรื่องไร้สาระพวกนี้อีก ฉันไม่กินอาหารที่ผู้หญิงอย่างเธอทำ เพราะฉันไม่รู้ว่าในนั้นมีความจริงใจหรือแผนการอะไรผสมอยู่บ้าง” ศิลาวางชามเปล่ากลับลงบนโต๊ะด้วยท่าทางเย็นชา คำพูดของเขาคมเสียจนแม่บ้านที่ยืนอยู่หน้าประตูต้องก้มหน้าหลบ
“ถ้าคุณไม่อยากกิน รุ้งจะไม่ทำอีกค่ะ แต่คุณไม่ควรเทอาหารทิ้งต่อหน้าคนทำแบบนั้น เพราะต่อให้คุณไม่เห็นค่ารุ้ง อาหารก็ไม่ได้ทำผิดอะไร” รุ้งทรายพูดเสียงเบาแต่สั่นน้อย ๆ เธอเงยหน้ามองเขาอย่างเจ็บปวด ดวงตาคู่หวานแดงก่ำแต่ยังไม่ปล่อยน้ำตาให้ไหล
ศิลานิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที รอยเจ็บในแววตาของเธอสะกิดบางอย่างในอกเขาอย่างไม่คาดคิด แต่เขารีบปัดมันทิ้งด้วยความเย็นชาเช่นเดิม
“ถ้าไม่อยากเห็นของที่ทำถูกทิ้ง ก็อย่าทำมาให้ฉันอีก เข้าใจง่ายดีไม่ใช่หรือ” ศิลาพูดพร้อมหยิบแก้วกาแฟขึ้นดื่ม แต่เพียงแตะริมฝีปากก็วางลง เพราะรู้ทันทีว่ากาแฟแก้วนี้รุ้งทรายเป็นคนชง
“เข้าใจค่ะ ต่อไปรุ้งจะไม่ยุ่งกับอาหารของคุณอีก” รุ้งทรายตอบ แล้วก้มลงเก็บชามเปล่ากับช้อนบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย
“แล้วอีกอย่าง เรื่องเสื้อผ้า เนกไท หรือเอกสารของฉัน ไม่ต้องแตะ ถ้าฉันพบว่าเธอยุ่งกับของส่วนตัวของฉันอีก ฉันจะถือว่าเธอตั้งใจล้ำเส้น” ศิลากล่าวเสียงเข้ม ขณะหยิบเนกไทเส้นนั้นขึ้นมาพันคอเองอย่างรวดเร็ว
“ค่ะ รุ้งจะจำไว้” รุ้งทรายตอบเพียงเท่านั้น เพราะเธอกลัวว่าหากพูดมากกว่านี้ น้ำตาอาจหลุดออกมาต่อหน้าเขา
ศิลาเดินออกจากห้องอาหารไปโดยไม่หันกลับมา แม่บ้านที่ยืนอยู่รีบเข้ามาช่วยรุ้งทรายเก็บของ แต่หญิงสาวยกมือห้ามเบา ๆ เธอก้มลงหยิบถุงขยะใบเล็กที่มีโจ๊กอยู่ข้างในขึ้นมา มัดปากถุงอย่างเงียบงัน แล้วเดินออกไปทางหลังบ้านด้วยตนเอง
ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องไห้ของเธอในเช้าวันนั้น เพราะรุ้งทรายไม่ได้ร้อง เธอเพียงยืนอยู่ข้างถังขยะหลังครัว มองอาหารที่ถูกทิ้งด้วยดวงตาแห้งผาก และบอกตัวเองเงียบ ๆ ว่าความหวังเล็ก ๆ บางอย่างควรถูกทิ้งลงไปพร้อมกับโจ๊กชามนั้นเช่นกัน
ช่วงสาย ศิลาออกไปโรงพยาบาลและเข้าบริษัทตามแผน บ้านอัครบดินทร์เงียบลงชั่วคราว รุ้งทรายจึงถือโอกาสช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่ทำได้ เธอไม่ได้ต้องการให้ใครชม แต่การอยู่นิ่ง ๆ ในห้องเล็กหลังบ้านทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกความคิดทำร้ายซ้ำ ๆ
เธอช่วยป้าชื่นจัดดอกไม้สำหรับส่งไปให้คุณหญิงพิมพ์แขที่โรงพยาบาล ช่วยคัดผลไม้ และช่วยเรียงยาสำหรับให้คนขับรถนำไปส่ง ท่าทางตั้งใจของเธอทำให้คนรับใช้หลายคนเริ่มมองเธอด้วยความเอ็นดูมากขึ้น แม้จะไม่มีใครกล้าแสดงออกมากนักเพราะรู้ดีว่าศิลาไม่พอใจเธอ
ตกบ่าย รถสปอร์ตสีแดงสดแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านอย่างโดดเด่นเกินกว่าจะไม่เป็นที่สนใจ รุ้งทรายกำลังยืนตัดก้านดอกลิลลี่อยู่ในโถงเล็กข้างห้องรับแขก เมื่อเห็นผู้หญิงคนเดิมจากโรงพยาบาลก้าวลงจากรถด้วยท่าทางมั่นใจ หัวใจของเธอก็พลันหนักลง
มินตราเดินเข้ามาในบ้านอัครบดินทร์เหมือนคนคุ้นเคย เธอไม่ต้องให้ใครนำทาง ไม่ต้องถามทางไปห้องรับแขก แม่บ้านบางคนรีบก้มศีรษะให้ด้วยความเคยชิน ราวกับผู้หญิงคนนี้มีสถานะบางอย่างในบ้านมาก่อน และอาจยังเชื่อว่าตนควรมีสถานะนั้นอยู่
“อ้าว คุณรุ้งทราย อยู่ตรงนี้เองหรือคะ มินนึกว่าคุณจะพักอยู่ในห้องรับรองชั้นบนเสียอีก” มินตราทักด้วยน้ำเสียงหวานหยดทันทีที่เห็นรุ้งทราย แต่แววตาที่กวาดมองชุดเรียบง่ายของเธอกับดอกไม้ในมือกลับเต็มไปด้วยการประเมินค่า
“รุ้งกำลังจัดดอกไม้ไปเยี่ยมคุณหญิงค่ะ คุณมินตรามาเยี่ยมท่านหรือคะ” รุ้งทรายถามกลับอย่างสุภาพ พร้อมวางกรรไกรตัดก้านดอกไม้ลงเพื่อไม่ให้ดูเสียมารยาท
“ค่ะ มินเป็นห่วงคุณแม่มาก ถึงท่านจะไม่ค่อยชอบมินเหมือนเมื่อก่อน แต่มินก็ยังรักและเคารพท่านเสมอ” มินตราตอบพลางถอนหายใจเบา ๆ ให้ดูน่าสงสาร ก่อนจะเหลือบมองแจกันดอกไม้ตรงหน้ารุ้งทราย
“ถ้าอย่างนั้นคุณมินตราจะฝากดอกไม้ไปด้วยไหมคะ รุ้งจะให้คนขับรถนำไปส่งที่โรงพยาบาลพอดี” รุ้งทรายเสนออย่างจริงใจ แม้เธอรู้ดีว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้มาด้วยเจตนาดีทั้งหมด
“ไม่เป็นไรค่ะ มินเตรียมของของมินมาแล้ว ของที่คนใกล้ชิดเลือกเองย่อมมีความหมายกว่าอยู่แล้ว จริงไหมคะ” มินตรายิ้มอ่อน แต่คำพูดนั้นเหมือนเข็มเล่มเล็กที่จิ้มลงกลางใจรุ้งทราย
“ค่ะ ของที่ตั้งใจเลือกย่อมมีความหมายเสมอ” รุ้งทรายตอบอย่างสงบ เธอไม่ยอมเปิดช่องให้มินตราเห็นความเจ็บในแววตา
มินตรามองเธอครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าสวยเริ่มบางลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ารุ้งทรายไม่ได้โต้ตอบอย่างที่หวัง เธอจึงก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด แล้วหยิบดอกลิลลี่สีขาวหนึ่งดอกขึ้นมาหมุนเล่นในมือ
“คุณอยู่บ้านหลังนี้คืนแรก เป็นอย่างไรบ้างคะ สะดวกสบายดีไหม หรือยังไม่ชินกับบ้านที่ใหญ่เกินกว่าชีวิตเดิมของคุณ” มินตราถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนคุยเล่น แต่ทุกคำถูกเลือกมาเพื่อกดอีกฝ่ายให้ต่ำลง
“บ้านหลังนี้ใหญ่จริงค่ะ แต่รุ้งไม่ได้มาอยู่เพื่อความสะดวกสบาย รุ้งมาเพราะรับปากคุณหญิงไว้” รุ้งทรายตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ แม้มือที่วางอยู่ข้างแจกันจะค่อย ๆ กำเข้าหากัน
“รับปากคุณแม่ หรือรับปากตัวเองกันแน่คะว่าจะไม่ปล่อยโอกาสดี ๆ หลุดมือ” มินตรายิ้มหวาน ดวงตาของเธอฉายความร้ายออกมาอย่างเปิดเผยเมื่อไม่มีศิลาอยู่ใกล้ ๆ
“คุณมินตราคงเข้าใจรุ้งผิดค่ะ รุ้งไม่ได้อยากได้อะไรจากบ้านนี้” รุ้งทรายตอบนิ่ง ๆ แต่ความเจ็บเริ่มสะสมจนปลายเสียงสั่นอย่างห้ามไม่ได้
“ผู้หญิงทุกคนพูดแบบนี้ก่อนจะได้ทุกอย่างเสมอค่ะ มินเคยเห็นมาหลายคน แต่ยอมรับนะคะว่าคุณเก่งกว่าคนอื่น คุณไม่ได้แค่เรียกร้องความสงสารจากศิลา แต่ใช้ความป่วยของคุณแม่ทำให้เขาต้องจดทะเบียนด้วย” มินตราพูดเสียงเบาลง เพื่อให้มีเพียงรุ้งทรายได้ยิน แต่ความรุนแรงของมันกลับชัดเจนยิ่งกว่าการตะโกน
“รุ้งไม่ได้ใช้ความป่วยของใครเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และถ้าคุณรักคุณหญิงจริง คุณไม่ควรเอาอาการป่วยของท่านมาพูดประชดกันแบบนี้” รุ้งทรายตอบกลับอย่างอดทน ดวงตาคู่หวานเริ่มมีประกายแข็งขึ้นเล็กน้อย
“กล้าสอนมินด้วยหรือคะ คุณเพิ่งเข้าบ้านนี้มาไม่ถึงวัน แต่พูดเหมือนตัวเองเป็นนายหญิงจริง ๆ แล้ว” มินตราแค่นหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะวาง ดอกลิลลี่กลับลงบนโต๊ะอย่างไม่ถนอม
“รุ้งไม่ได้สอนค่ะ รุ้งแค่พูดในสิ่งที่ควรพูด ถ้าคำพูดของรุ้งทำให้คุณไม่พอใจ รุ้งขอโทษ แต่รุ้งยังยืนยันว่าคุณหญิงไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายใครทั้งนั้น” รุ้งทรายพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทว่าชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
แววตาของมินตราแข็งขึ้นทันที เธอก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำหอมราคาแพงของเธอลอยเข้ามาปะทะจมูกรุ้งทราย ความสวยหวานบนใบหน้าเริ่มฉาบด้วยเงาของความเกลียดที่ปิดไม่มิด
“อย่าคิดว่าทะเบียนสมรสใบเดียวจะทำให้ศิลารักคุณได้ ผู้ชายคนนั้นเคยเป็นของมิน และในใจเขายังมีมินอยู่เสมอ ส่วนคุณ อย่างมากก็เป็นภาระที่เขาต้องแบกไว้เพื่อให้คุณแม่สบายใจเท่านั้น” มินตราพูดช้า ๆ อย่างมั่นใจ ทุกคำเหมือนมีดเล่มเล็กที่กรีดผ่านศักดิ์ศรีของรุ้งทราย
“รุ้งไม่เคยคิดว่าทะเบียนสมรสจะซื้อความรักของใครได้ค่ะ และรุ้งก็ไม่เคยคิดแย่งสิ่งที่เป็นของใคร ถ้าคุณมั่นใจว่าคุณยังอยู่ในใจคุณศิลา คุณก็ไม่จำเป็นต้องมาพูดให้รุ้งฟังซ้ำ ๆ หรอกค่ะ” รุ้งทรายตอบกลับอย่างสงบ แต่คราวนี้แววตาของเธอไม่หลบอีกต่อไป
มินตราชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าผู้หญิงที่ดูอ่อนหวานเรียบร้อยจะกล้าตอกกลับเช่นนี้ แม้คำพูดของรุ้งทรายจะไม่มีคำหยาบคาย แต่กลับทำให้เธอเจ็บแปลบเพราะมันแตะตรงจุดที่เธอหวาดกลัวที่สุด
ก่อนบรรยากาศจะตึงเครียดมากกว่านั้น เสียงรถของศิลาก็ดังเข้ามาจากหน้าบ้าน มินตราเปลี่ยนสีหน้าแทบจะทันที จากผู้หญิงที่มีแววตาคมร้าย กลายเป็นหญิงสาวอ่อนโยนที่มีน้ำตาคลอเบ้า เธอขยับถอยออกจากรุ้งทรายเล็กน้อย แล้วจงใจยกมือขึ้นแตะข้อมือตัวเองเหมือนถูกทำให้เจ็บ
ศิลาเดินเข้ามาในโถงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาเห็นมินตรายืนตาแดงอยู่ใกล้รุ้งทราย และเห็นรุ้งทรายยืนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะดอกไม้ ภาพเพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้ความอคติในใจเขาลุกขึ้นทันที
“เกิดอะไรขึ้น” ศิลาถามเสียงต่ำ ดวงตาคมตวัดมองรุ้งทรายก่อนใครอย่างชัดเจน
“ไม่มีอะไรค่ะศิลา มินแค่เข้ามาทักคุณรุ้งทราย และอาจพูดอะไรไม่ถูกใจเธอไปบ้าง มินขอโทษนะคะ มินไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอไม่พอใจ” มินตราพูดเสียงสั่น แล้วก้มหน้าลงอย่างน่าสงสาร
“รุ้งไม่ได้ทำอะไรคุณมินตรานะคะ เราแค่คุยกันเรื่องคุณหญิง” รุ้งทรายรีบอธิบาย เพราะเห็นสายตาของศิลาที่เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวอย่างรวดเร็ว
“ฉันยังไม่ได้ถามเธอ” ศิลาพูดตัดบททันที น้ำเสียงของเขาเย็นจนรุ้งทรายรู้สึกเหมือนถูกตบต่อหน้ามินตราและคนรับใช้
“ศิลาอย่าดุเธอเลยค่ะ มินผิดเองที่ยังทำใจไม่ได้เรื่องที่คุณแต่งงานกะทันหัน มินอาจเผลอพูดมากไป คุณรุ้งทรายคงไม่ชอบที่มินพูดถึงอดีตของเรา” มินตราพูดพร้อมยกมือแตะหางตา น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาอย่างพอดิบพอดี
“รุ้งไม่ได้ว่าอะไรเรื่องอดีตของคุณสองคนค่ะ” รุ้งทรายพูดเสียงเบา แต่คำอธิบายของเธอดูเล็กเหลือเกินเมื่อเทียบกับภาพน้ำตาของมินตรา
“พอเถอะ รุ้งทราย ฉันเตือนแล้วว่าอย่าทำตัวให้วุ่นวายในบ้านนี้” ศิลาพูดเสียงเข้ม แววตาคมเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“รุ้งไม่ได้วุ่นวายค่ะ คุณมินตราเป็นฝ่าย...” รุ้งทรายพยายามพูดต่อ แต่ศิลาก้าวเข้ามาใกล้จนเธอต้องเงียบลง
“เธอคิดว่าฉันจะเชื่อว่าอยู่ ๆ มินตราจะหาเรื่องเธอก่อนอย่างนั้นหรือ” ศิลาถามเสียงต่ำ ใบหน้าคมก้มลงมองเธออย่างกดดัน
“คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่คุณค่ะ แต่รุ้งพูดความจริง” รุ้งทรายตอบด้วยน้ำเสียงสั่น เธอเจ็บที่เขาตัดสินเธอทั้งที่ยังไม่ได้ฟังอะไรเลย
“ความจริงของเธอคงเปลี่ยนไปตามสถานการณ์สินะ” ศิลาพูดอย่างดูแคลน ก่อนจะหันไปหาป้าชื่นที่เพิ่งเดินเข้ามาเพราะได้ยินเสียง
“ป้าชื่น จากนี้อย่าให้รุ้งทรายออกมาวุ่นวายกับแขกของบ้านโดยไม่มีความจำเป็น ถ้าเธออยากช่วยงาน ก็ให้ช่วยในครัวหรืออยู่ในห้องของเธอไป” ศิลาสั่งอย่างเย็นชา ต่อหน้าทุกคนที่อยู่บริเวณนั้น
รุ้งทรายหน้าซีดลงทันที คำว่า “แขกของบ้าน” ที่เขาใช้เรียกมินตรา ฟังดูมีเกียรติกว่าคำที่เขาใช้กับภรรยาในทะเบียนของตนเสียอีก
“คุณชายคะ คุณรุ้งไม่ได้...” ป้าชื่นจะอธิบายแทน แต่ศิลายกมือห้ามทันที
“ผมไม่ต้องการฟังคำแก้ตัวแทนกัน ถ้าเธออยู่ที่นี่เพราะแม่ผม เธอก็ควรรู้หน้าที่ของตัวเอง ไม่ใช่สร้างปัญหาให้คนอื่นตั้งแต่วันแรก” ศิลาพูดจบแล้วหันกลับมามองรุ้งทรายด้วยสายตาแข็งกร้าว
“ค่ะ รุ้งจะกลับไปอยู่ในที่ของรุ้ง” รุ้งทรายตอบเสียงแผ่ว เธอวางดอกไม้ในมือลงบนโต๊ะอย่างช้า ๆ ก่อนจะก้มศีรษะให้เขาและมินตราตามมารยาท
“ดี อย่างน้อยเธอก็ยังพอรู้ว่าที่ของตัวเองอยู่ตรงไหน” ศิลาพูดตามหลังอย่างเย็นชา คำพูดของเขาทำให้แผ่นหลังบางของรุ้งทรายเกร็งขึ้นเล็กน้อย แต่เธอไม่หันกลับไป
รุ้งทรายเดินออกจากโถงไปทางปีกหลังของบ้าน เธอไม่ได้ร้องไห้ต่อหน้าพวกเขา แต่เมื่อกลับถึงห้องเล็กและปิดประตูลง น้ำตาที่ฝืนกลั้นไว้ก็ไหลลงมาอย่างเงียบงัน เธอทรุดนั่งลงข้างเตียง กอดเข่าตัวเองไว้แน่น แล้วปล่อยให้ความอับอาย ความเจ็บ และความโดดเดี่ยวท่วมท้นเข้ามาโดยไม่มีใครเห็น
ข้างนอกห้องนั้น บ้านอัครบดินทร์ยังคงงดงามและสง่างามเหมือนเดิม แต่สำหรับรุ้งทราย มันเริ่มกลายเป็นบ้านที่เธอต้องค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะอยู่ให้รอดอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้หัวใจตัวเองถูกเหยียบจนแหลกละเอียด
