บทที่ 9 ตอนที่8 ก้าวอย่างระวัง

ตอนที่8

ก้าวอย่างระวัง

งานเลี้ยงของสมาคมธุรกิจจัดขึ้นในโรงแรมหรูใจกลางเมือง ห้องบอลรูมขนาดใหญ่สว่างไสวด้วยโคมไฟระย้าคริสตัล แสงทองนวลสะท้อนพื้นหินขัดจนดูเหมือนประกายดาวที่ตกลงมาอยู่ใต้ฝ่าเท้า ดอกไม้สดถูกจัดเรียงอย่างประณีตตามมุมต่าง ๆ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นไวน์ชั้นดีลอยปะปนอยู่ในอากาศ เสียงดนตรีแจ๊ซบรรเลงเบา ๆ ท่ามกลางเสียงพูดคุยของนักธุรกิจ ผู้บริหาร และคนในสังคมชั้นสูงที่แต่งกายงดงาม

รุ้งทรายก้าวลงจากรถพร้อมศิลา เธอพยายามเดินอย่างสง่างาม แม้หัวใจจะสั่นทุกครั้งที่เห็นสายตาของคนในงานหันมามอง ชายหนุ่มข้างกายไม่ได้ยื่นแขนให้เธอคล้องเหมือนคู่สามีภรรยาคู่อื่น เขาเดินนำเล็กน้อยเหมือนเธอเป็นเพียงผู้ติดตาม รุ้งทรายจึงทำได้เพียงเดินตามหลังครึ่งก้าวอย่างระวัง ไม่ให้ใกล้เกินไปจนเขาไม่พอใจ และไม่ให้ห่างเกินไปจนดูเสียมารยาท

เมื่อเข้าไปในห้องบอลรูม คนหลายคนรีบเข้ามาทักทายศิลา ด้วยตำแหน่งทายาทใหญ่ของอัครบดินทร์กรุ๊ป เขาคือคนที่ใคร ๆ ก็อยากคบหา ทุกการจับมือ ทุกคำทักทาย ทุกการยิ้มของเขาดูเป็นมืออาชีพ สุขุม และทรงอำนาจ รุ้งทรายยืนเงียบอยู่ด้านข้าง เธอมองผู้ชายที่ตนเพิ่งแต่งงานด้วยอย่างเงียบ ๆ แล้วอดคิดไม่ได้ว่าโลกของเขากว้างใหญ่และสูงเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึงจริง ๆ

“คุณศิลา ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ แล้วสุภาพสตรีท่านนี้คือใครกันครับ ดูไม่คุ้นหน้าเลย” นักธุรกิจวัยกลางคนคนหนึ่งถามขึ้นด้วยรอยยิ้มสนใจ สายตาของเขาเลื่อนมาหยุดที่รุ้งทรายอย่างประเมิน

รุ้งทรายรู้สึกหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ เธอไม่ได้หันไปมองศิลา แต่รอฟังว่าเขาจะตอบอย่างไร ทั้งที่ ลึก ๆ รู้ดีว่าไม่ควรหวังสิ่งใดจากเขา

“เธอชื่อรุ้งทราย เป็นคนที่แม่ผมไว้ใจให้ช่วยดูแลเรื่องในบ้าน ช่วงนี้แม่ผมพักฟื้น ผมเลยให้เธอมาช่วยดูแลเรื่องส่วนตัวบางอย่าง” ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ใบหน้าของเขายังคงมีรอยยิ้มสุภาพสำหรับแขก แต่คำพูดนั้นกลับแทงหัวใจคนข้าง ๆ จนแทบยืนไม่อยู่

รุ้งทรายยิ้มตามมารยาท เธอก้มศีรษะให้นักธุรกิจตรงหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากยังยิ้ม แต่ดวงตากลับเจ็บลึกจนต้องรีบหลุบลง

“อ๋อ อย่างนั้นเองหรือครับ ตอนแรกผมนึกว่าคุณศิลาพาคนพิเศษมาเปิดตัวเสียอีก” นักธุรกิจคนนั้นพูดกลั้วหัวเราะอย่างไม่คิดอะไร แต่คำว่า “คนพิเศษ” กลับเสียดสีหัวใจรุ้งทรายราวกับมีใครเอามีดกรีดซ้ำ

“คนพิเศษของผมไม่ใช่เรื่องที่ต้องเปิดตัวง่าย ๆ ครับ” ศิลาตอบอย่างสุขุม แต่แววตาเขาไม่ได้หันมามองรุ้งทรายเลยแม้แต่น้อย

รุ้งทรายรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่กลางห้องบอลรูมที่สว่างไสว แต่กลับมืดมิดอยู่เพียงลำพัง เธอไม่เคยต้องการให้เขาประกาศว่าเธอเป็นภรรยาอย่างภูมิใจ ไม่เคยหวังให้เขาจับมือหรือยิ้มให้ต่อหน้าคนอื่น แต่การถูกลดให้เป็นเพียงคนดูแลบ้าน ทั้งที่เพิ่งจดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้อง กลับทำให้ศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่น้อยนิดของเธอปวดร้าวจนแทบแหลก

หลังจากกลุ่มนักธุรกิจเดินจากไป รุ้งทรายค่อย ๆ สูดหายใจลึก เธอพยายามบอกตัวเองว่าต้องอดทนคืนนี้ให้จบ เพื่อคุณหญิงพิมพ์แข เพื่อคำสัญญาที่ให้ไว้ และเพื่อไม่ให้ศิลามีเหตุผลเพิ่มในการดูถูกเธอ

“ยิ้มได้ดีนี่ ฉันนึกว่าเธอจะร้องไห้กลางงานเสียอีก” ศิลาพูดขึ้นขณะยกแก้วไวน์จากบริกรผ่านหน้า น้ำเสียงของเขาเบาแต่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ย

“รุ้งบอกแล้วว่าจะไม่ทำให้คุณลำบากใจต่อหน้าคนอื่น” รุ้งทรายตอบอย่างสงบ เธอหันหน้าไปมองดอกไม้บนโต๊ะเครื่องดื่มแทนที่จะมองเขา เพราะกลัวว่าถ้าสบตากัน น้ำตาที่กลั้นไว้อาจทรยศเธอ

“ถ้าเธอจำคำพูดตัวเองได้ตลอดก็ดี” ศิลากล่าว ก่อนจะยกไวน์ขึ้นจิบอย่างเย็นชา

ในจังหวะนั้น เสียงฮือฮาเบา ๆ ดังมาจากประตูห้องบอลรูม รุ้งทรายหันไปมองตามสายตาของหลายคน แล้วหัวใจก็หนักลงทันทีเมื่อเห็นมินตราก้าวเข้ามาในงาน

หญิงสาวคนนั้นสวมชุดราตรีสีแดงเข้ม ผ่าสูงอย่างมีชั้นเชิง ขับผิวขาวและรูปร่างงดงามให้โดดเด่นราวกับตั้งใจให้ทุกสายตาหันไปมอง เครื่องเพชรระยิบระยับบนลำคอและข้อมือสะท้อนแสงไฟอย่างหรูหรา ใบหน้าสวยแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มมั่นใจ รอยยิ้มของผู้หญิงที่รู้ดีว่าตนยังมีอำนาจบางอย่างเหนือหัวใจผู้ชายคนหนึ่ง

มินตราเดินตรงมาหาศิลาโดยไม่ลังเล เธอไม่ได้มองรุ้งทรายเป็นอันดับแรก แต่ตั้งใจทำเหมือนโลกทั้งใบของเธอมีเพียงชายหนุ่มตรงหน้า

“ศิลา มินนึกว่าคุณจะไม่มารับมินเสียแล้วค่ะ เลยต้องมาเอง คุณคงไม่โกรธมินใช่ไหมคะ” มินตราพูดเสียงหวานพลางยื่นมือไปแตะแขนศิลาอย่างคุ้นเคย ใบหน้าของเธอแสดงความน้อยใจอย่างงดงามจนคนรอบข้างลอบมองด้วยความสนใจ

“ผมมีธุระที่บ้านนิดหน่อย เลยมารับไม่ได้” ศิลาตอบเสียงเรียบ เขาเหลือบมองรุ้งทรายเพียงแวบเดียวราวกับต้องการให้เธอเห็นว่ามินตราเข้ามาใกล้เขาได้ในแบบที่เธอไม่มีสิทธิ์

“ธุระที่บ้านหรือคะ คงเป็นเรื่องคุณรุ้งทรายใช่ไหมคะ มินเข้าใจค่ะ ช่วงนี้เธอคงต้องปรับตัวกับบ้านอัครบดินทร์อีกมาก” มินตราพูดพร้อมหันมายิ้มให้รุ้งทราย รอยยิ้มนั้นหวาน แต่แววตากลับคมร้ายพอจะทำให้คนถูกมองรู้สึกหนาว

“รุ้งไม่ได้มีอะไรให้คุณศิลาต้องยุ่งยากหรอกค่ะ คุณมินตราไม่ต้องเป็นห่วง” รุ้งทรายตอบอย่างสุภาพ แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นห่วงเธอแม้แต่น้อย

“มินไม่ได้ห่วงคุณรุ้งทรายหรอกค่ะ มินห่วงศิลา ผู้ชายที่แบกทุกอย่างไว้คนเดียวมานาน บางทีถ้ามีคนเข้ามาเพิ่มภาระ เขาคงเหนื่อยกว่าที่พูดออกมา” มินตราพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าความหมายกลับจงใจบอกว่ารุ้งทรายคือภาระในชีวิตศิลา

รุ้งทรายเงียบไป เธอไม่อยากโต้ตอบให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ในงาน ศิลาเองก็ไม่ได้ห้ามมินตรา เขาเพียงยืนฟังนิ่ง ๆ และนั่นทำให้คำพูดของมินตรายิ่งมีน้ำหนักในสายตาคนรอบข้าง

“มินมาถึงแล้วก็ดี ผมกำลังจะไปทักทายท่านประธานสมาคมพอดี” ศิลาพูดพลางขยับตัวออกจากจุดเดิม

“งั้นมินไปด้วยนะคะ คุณก็รู้ว่าคนในงานนี้คุ้นกับมินมากกว่าใคร มินช่วยคุณรับแขกได้อยู่แล้ว” มินตรากล่าวพร้อมสอดมือเข้าคล้องแขนศิลาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับตำแหน่งข้างกายเขาเป็นของเธอมาตลอด

ศิลาไม่ได้ผลักออกเพียงเท่านั้นก็พอแล้ว

รุ้งทรายรู้สึกเหมือนเท้าของตัวเองถูกตรึงไว้กับพื้น เธอยืนมองสามีตามกฎหมายของตนเดินออกไปพร้อมอดีตคนรักของเขา ท่ามกลางสายตาคนในงานที่เริ่มซุบซิบกันเบา ๆ บางคนหันมามองเธอด้วยความสงสัย บางคนมองด้วยความเวทนา และบางคนมองเหมือนเธอเป็นเรื่องตลกที่เพิ่งเกิดขึ้นในวงสังคม

“ผู้หญิงชุดครีมนั่นเป็นใครนะ ตอนแรกฉันนึกว่าคุณศิลาพามาเปิดตัว แต่ดูเหมือนคุณมินตราจะยังเป็นตัวจริงอยู่ดี” เสียงหญิงคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนอยู่ไม่ไกล รุ้งทรายได้ยินชัดเจนแม้พยายามไม่ฟัง

“ได้ยินว่าเป็นคนที่แม่คุณศิลาเอ็นดูมาก อาจเป็นแค่คนดูแลบ้านจริง ๆ ก็ได้ แต่แต่งตัวเหมือนจะมาเป็นคุณนายเลยนะ” อีกเสียงตอบกลับอย่างขบขันเบา ๆ

รุ้งทรายเม้มริมฝีปากแน่น เธอหยิบแก้วน้ำเปล่าจากถาดบริกรขึ้นมาถือไว้เพื่อให้มือไม่สั่นจนดูน่าสมเพช เธอบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าต้องอดทน ต้องยืนให้ไหว ต้องไม่ร้องไห้ในงานที่ศิลาตั้งใจทำให้เธอไม่มีตัวตน

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ศิลายังคงเดินทักทายแขกในงานโดยมีมินตราเคียงข้าง หญิงสาวชุดแดงหัวเราะเบา ๆ เป็นบางครั้ง แตะท่อนแขนเขาอย่างสนิทสนม และแนะนำตัวเองกับคนในวงธุรกิจราวกับยังเป็นคนสำคัญของเขา รุ้งทรายถูกทิ้งไว้ริมงาน เธอกลายเป็นเงาที่ไม่มีใครรู้ว่าควรวางไว้ตรงไหน

เธอเดินออกมาที่ระเบียงด้านข้างห้องบอลรูมเพื่อสูดอากาศ ลมกลางคืนพัดผ่านใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีต แต่ไม่อาจพัดความเจ็บออกจากอกได้ แสงไฟจากตึกสูงรอบเมืองไกลออกไปดูพร่างพราว ทว่าเธอกลับรู้สึกโดดเดี่ยวราวกับอยู่กลางทะเลมืดเพียงลำพัง

“ออกมายืนคนเดียวแบบนี้ ไม่กลัวเหงาหรือครับ” เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้รุ้งทรายสะดุ้งเล็กน้อยแล้วรีบหันกลับไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป