บทที่ 12 รู้ทัน
กีณรินรวบรวมเอกสารใส่แฟ้มเรียบร้อยหลังจากที่ตลอดคืนเธอไม่ได้นอนเลย หญิงสาวต้องนั่งลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดจากคำบอกเล่าที่สับสนของลุงพงษ์รวมทั้งชาวบ้านคนอื่นๆ ซึ่งสรุปได้ใจความว่า ‘ถูกหลอก’ แตกต่างกันไปแต่มาจากกลุ่มคนกลุ่มเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่มาในรูปของนายหน้าปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำไม่ต้องมีคนค้ำประกันแต่แค่เอาโฉนดมาวางก็พอ บางคนยังไม่ทันได้ใช้เงินก็ก็มีหมายศาลส่งมาว่าจะถูกยึดที่ดิน แถมยังมีชายฉกรรจ์มาขู่ให้ออกจากบ้านตัวเองอีก ตลอดคืนที่ผ่านมาเธอไม่ได้หลับได้นอนเลย เอาแต่นั่งอ่านหลักฐานที่มีซึ่งไม่ว่าจะอ่านกี่ทีก็เป็นสัญญาซื้อขายที่ดินที่มีลายมือเจ้าของที่ดินเซ็นรับรองถูกต้องทั้งลุงพงษ์และชาวบ้านรับเงินสดจากคนกลุ่มนั้นจึงไม่มีหลักฐานว่าชาวบ้านได้รับเงินน้อยกว่าที่เขียนไว้ในใบสัญญา
“ตื่นเช้าจังหนูริน”
“เช้าแล้วเหรอคะ” กีณรินทำหน้างุนงง แต่เมื่อมองไปนอกหน้าต่างเห็นแสงเรื่อๆ ค่อยๆ แต้มแต่งท้องฟ้าและท้องทะเล
“นี่หนูรินไม่ได้นอนเลยเหรอเนี่ย” ลุงพงษ์ตกใจรีบก้าวยาวๆ มาหาหลานสาวทันที “ไปๆ ไปนอนสักงีบเถอะ ไปพักผ่อนสักหน่อยเดี๋ยวจะไม่สบายเสียเปล่าๆ”
“แต่เรื่องนี้เราจะนิ่งนอนใจไม่ได้นี่คะ” กีณรินฝืนยิ้มเหนื่อยๆ
“อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด” ลุงพงษ์ถอนหายใจหนักๆ “เอาล่ะ ลุงจะทำโจ๊กเห็ดหอมให้กินเอง”
“ลุงพงษ์จะทำเองหรือไปซื้อเองค่ะ” กีณรินดักคออย่างรู้ทัน
“ว๊า ไม่ชอบเลยหลานรู้ทันแบบนี้” ลุงพงษ์หัวเราะเสียงดังซึ่งเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของเขา “ไปนอนพักสักหน่อยดีกว่านะ”
“ขอบคุณค่ะลุงพงษ์”
กีณรินมองลุงพงษ์ก้าวเร็วๆ รีบออกไปซื้ออาหารเช้าให้เธอ หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนลุกขึ้นยืนจากโต๊ะทำงาน ไม่รู้ตัวเลยว่าเช้าตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอเดินออกมาที่หน้าบ้านซึ่งบ้านหลังนี้ติดทะเล หากตื่นเช้ามืดก็จะเห็นวิถีชีวิตของชาวประมงที่ได้ปลาทะเลเข้าฝั่ง ความจริงเธอรักที่นี่มากอยากใช้ชีวิตที่นี่มากกว่าผิดกับอรพิมที่อยากใช้ชีวิตในเมืองแต่เธอรู้ดีว่าเธอเป็นแค่ผู้อาศัย วันหนึ่งวันใดจะถูกไล่ออกจากบ้านก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
“เอ๊ะ”
กีณรินเพ่งสายตามองไปที่ชายหาด สิ่งที่เห็นเบื้องหน้านอกจากหาดทรายและทะเลแล้วยังเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินลุยลงไปในน้ำ
“เขาทำอะไรหน่ะ เล่นน้ำแต่เช้าเลยเหรอ” หญิงสาวพึมพำพลางเพ่งสายตาอีก แล้วบางความคิดก็แวบเข้ามาในสมองจนเธออ้าปากค้าง
“หรือว่าจะฆ่าตัวตาย”
กีณรินสะดุ้งเฮือกแล้วรีบวิ่งลงไปอย่างรวดเร็วทั้งที่สวมเพียงเสื้อยืดตัวยาวใหญ่สำหรับใส่นอนและรองเท้าแตะแบบคีบ ผมยาวสลวยก็ที่มวยไว้ก็หลุดลุ่ย ระยะทางเพียงแค่ยี่สิบเมตรแต่ยาวนานในความรู้สึก วินาทีของความเป็นตายเท่ากัน! เธอเห็นแผ่นหลังของเขาที่กำลังเคลื่อนลงในน้ำอย่างรวดเร็ว หญิงสาวจึงตัดสินใจพุ่งกระโจนเข้าใส่ทันที
“เฮ้ย”
ชายหนุ่มร้องเสียงหลงเมื่อจู่ๆ ก็ถูกผลักจากด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างสูงใหญ่เสียหลังคว่ำหน้าลงในน้ำทะเลทันที โชคดีที่น้ำเพียงแค่เอวแต่เขาก็เปียกปอนพร้อมกับใครอีกคนทีกอดรัดเขาจากด้านหลัง
“ใครวะ”
“อย่านะ อย่าคิดสั้นเลยนะคุณ”
หัวคิ้วของคนฟันขมวดชนกันทันที เขามั่นในใจการฟังภาษาไทยของตัวเองแต่ออกจะงุนงงกับประโยคที่ได้ยิน ราฟาเอลเอี้ยวตัวมองด้านหลังซึ่งมีร่างเล็กๆ ของหญิงสาวกอดรั้งเขาแน่น
“อย่าฆ่าตัวตายเลยนะคุณ”
กีณรินละล่ำละลักทั้งน้ำตา เธอเข้าใจเสี้ยววินาทีที่คิดสั้นได้ เพราะเธอเองก็เคยเดินผ่านจุดนั้นมาแล้วเมื่อครั้งที่พ่อแม่จากเธอไปอย่างไม่มีวันกลับ เธอต้องอยู่อย่างโดดเดียวจนเผลอคิดอยากติดตามพวกท่านไปยังโลกแห่งความตาย วันนั้น ถ้าไม่มีลุงพงษ์มาเคาะประตูเรียก เธอคงฆ่าตัวตายสำเร็จไปแล้ว
“อะไรหน่ะ” ราฟาเอลทวงคำ แล้วมองมือเล็กๆ ที่โอบรั้งจากด้านหลัง มือของเธอขยุ้มอกเสื้อเชิ้ตเขาและเขาสัมผัสได้แต่แรงสั่นสะอื้นของหญิงสาว สีหน้าที่เรียบนิ่งเกิดรอยยิ้มบางๆ อย่างไม่รู้ตัวก่อนจะปลดมือเล็กๆ ออกอย่างแผ่วเบา
“คุณเข้าใจผิดแล้ว”
กีณรินเงยหน้ามองเมื่อถูกจับให้เผชิญหน้ากับเขา ตัวเขาสูงจนเธอต้องแหงนหน้าและรู้สึกว่ามือเธอเล็กไปถนัดตาเมื่ออยู่ในอุ้งมือเขา แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นดวงตาสีฟ้าเข้มเปล่งประกายวาววับ เธอรู้ได้ในทันทีว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนไทย
“เอ่อคุณไม่ได้จะฆ่าตัวตายเหรอ” กีณรินถามเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล้ว
“โนว” เขาส่ายหน้าไปมา “ผมแค่ทำของหล่นและกำลังงมหา”
“หาของ”
“เยส” ชายหนุ่มชูสร้อยสีเงินวาวที่มีจี้รูปหัวใจห้อยอยู่ “สร้อยที่ระลึกจากแม่ของผม”
“ขอโทษค่ะ เอ่อ ฉันคิดว่าคุณ”
“จะฆ่าตัวตาย” เขาเอ่ยต่อแล้วแหงนหน้าหัวเราะใส่ท้องฟ้า “จำไว้เถอะว่าคนอย่างผมไม่มีวันคิดฆ่าตัวตาย”
‘ช่างพูดจาได้ทระนงตัวจริงๆ’ กีณรินรู้สึกหงุดหงิดแกมหมั้นไส้ “โอเค ฉันผิด ฉันขอโทษและลาก่อนค่ะ”
“เดี๋ยวซิ”
กีณรินสะบัดหน้าหนีแล้วออกก้าวแต่ร่างบางถูกดึงรั้งไว้ก่อน และเพราะไม่ทันตั้งตัวเธอจึงผงะหงายหลังปะทะกับอกของเขาซึ่งเขาก็เสียหลังหงายหลังลงน้ำไปด้วยกันทั้งคู่น้ำไม่ลึกแต่เพราะความตกใจทำให้กีณรินป้ายมือสะเปะสะปะไปมาแล้วจู่ๆ ข้อมือก็ถูกรวบไว้ก่อนที่ร่างบางจะถูกช้อนขึ้นอุ้มอย่างรวดเร็ว
“อะไรกัน คุณจะเอาคืนหรือไง ก็ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้ตั้งใจ” กีณรินโวยวายทั้งที่เสียงสั่นเมื่อจู่ๆ เธอก็ถูกเขาอุ้มเดินขึ้นจากน้ำหน้าตาเฉยราวกับเธอตัวเบาเป็นนุ่น
“ก็ไม่มีอะไร ผมแค่อยากขอบคุณและพาไปส่งบ้าน” เขาพูดหน้าตาเฉย “บ้านคุณอยู่ทางไหน”
“ฉันกลับเองได้ คุณปล่อยฉันลงได้แล้ว”
“แน่ใจเหรอ” เขาถามซื่อๆ
