บทที่ 5 เป็นอะไรหรือเปล่า
กีณรินเดินมาถึงหน้าห้องพักแล้วไขประตูเข้าไปอย่างเบาที่สุดเพราะเกรงใจ ‘อรพิม’ รูมเมทที่พักห้องเดียวกันเธอ แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เจอกับรองเท้าผู้ชายที่ถอดวางไว้อย่างไร้ระเบียง เธอวางกระเป๋าของตัวเองลงข้างประตูแล้วค่อยๆ เพ่งมองฝ่าความมืดในห้อง แต่ก้าวไปแค่สองก้าวก็เตะเข้ากับเสื้อตัวหนึ่งที่หล่นพื้น เธอก้มลงหยิบขึ้นมาเพ่งดูก็ตกใจเพราะเป็นเชิ้ตของผู้ชาย เสียงหอบหายใจแรงเคล้าเสียงกระเส่าของผู้หญิงทำให้เธอต้อวยกมือปิดปากอย่างตกใจ
“อร อร เป็นอะไรหรือเปล่า”
เสียงการเคลื่อนไหวหยุดชะงักทันที และอีกไม่กี่วินาทีถัดมาร่างอวบอิ่มของอรพิมก็ก้าวออกมาจากด้านในซึ่งจัดไว้เป็นมุมห้องครัว อรพิมสวมเพียงเสื้อยืดตัวเดียวโดยที่ท่อนล่างมีเพียงกางเกงชั้นในลูกไม้สีดำปกปิดเท่านั้น
“ปกติกลับดึกกว่านี้ไม่ใช่เหรอ” อรพิมเท้าเอวมองหน้ารูมเมทของตัวเอง
“เอ่อ พอดีเพื่อนมาส่ง” กีณรินใจสั่นที่เห็นเพื่อนอยู่ในสภาพเกือบเปลือยของอรพิม “อรกินอะไรหรือยัง”
“กำลังกินกันอร่อยเลย”
เสียงชายหนุ่มดังมาก่อนจะเดินเข้ามา เขาสวมเพียงกางเกงยีนเปลือยอกเดินยิ้มกวนๆ แล้วยื่นมือไปจับเสื้อในมือของกีณรินมาสวมหน้าตาเฉยก่อนจะหันไปจูบแก้มเนียนของอรพิม
“หรือเราจะกินพร้อมกันสามคนดี”
“กลับไปก่อนเจฟรี่ เดี๋ยวอรโทรหา” อรพิมไล่พร้อมกับเบี่ยงตัวมายืนบังกีณรินทันที
“คนอย่างผมไม่ค่อยว่างบ่อยๆ หรอกนะ”
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอพลางสวมเสื้อและติดกระดุมอย่างใจเย็น เขาเอี้ยวตัวมองหญิงสาวที่ยืนหลบด้านหลังอรพิมแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ กีณรินทำตัวลีบเล็กลงไปไม่กล้าสบตาด้วยกว่าจะรู้ว่าชายหนุ่มแปลกหน้าสวมรองเท้าเสร็จและออกไปแล้วก็หลังเสียงปิดประตูลง
“อรนี่มันอะไรกัน คนเมื่อกี้ใคร” กีณรินถามเสียงสั่นแล้วเดินไปเปิดไฟในห้อง แล้วเธอก็ต้องตกใจเพราะข้าวของกระจัดกระจายไปทั่ว “มีขโมยเข้าห้องเราเหรอ”
“ยัยริน! อย่ามาทำบื้อนักเลย” อรพิมหงุดหงิด “มันก็รู้ๆ กันอยู่แล้วจะมาถามหาอะไรยะ”
“นี่อรจะเปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้าเลยเหรอ”
“เมื่อกี้หน่ะ! ดีเจเจฟรี่แห่งผับตองหนึ่งเลยนะยะ ไม่ใช่ใครจะควงมาขึ้นเตียงได้ง่ายๆ เสียทีไหนละ”
“อรทำไมทำตัวแบบนี้ละ ถ้าลุงพงษ์รู้เข้าจะเสียใจแค่ไหน”
“จะให้รู้ทำไมละ” อรพิมยักไหล่แล้วเดินเข้าไปห้องนอนของตัวเอง “แล้วลุงพงษ์ของเธอมันก็พ่อฉันนะยะ ถ้ารินไม่พูดก็ไม่มีใครรู้หรอก”
“แต่...”
“ไม่คุยแล้ว อารมณ์ค้าง จะไปนอนกล่อมตัวเองแล้ว” อรพิมปิดประตูดังโครมไม่สนใจว่ารูมเมทจะยืนเซ่อใบ้รับประทานแค่ไหน
เรื่องแบบนี้จะให้ลุงพงษ์รู้ได้ไงละ
กีณรินได้แต่ถอนหายใจหนักๆ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเห็นอรพิมพาผู้ชายมาหลับนอนที่บ้านและก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเตือนลูกพี่ลูกน้องด้วยความเป็นห่วง ในขณะที่เธอมุ่งมั่นเพื่อเรียนให้จบแต่อรพิมกลับใช้ชีวิตเกเรจนปีนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเรียนจบมหา’ลัย ทั้งเธออรพิมเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯพร้อมกันแต่นิสัยของทั้งคู่ต่างกันลิบลับ กีณรินทำงานทุกอย่างแม้จะได้เงินน้อยแต่ขอให้เป็นงานสุจริตเพื่อแบ่งเบาภาระทางการเงินที่ลุงพงษ์เป็นคนจ่ายให้เธอแต่ในขณะที่ลูกสาวคนเดียวของลุงพงษ์กลับใช้ชีวิตสนุกสนานร่าเริงยามค่ำคืนไปวันๆ เธอไม่อยากให้ลุงพงษ์เสียใจแต่พยายามเตือนอรพิมกี่ครั้งๆ ก็ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์
กีณรินก้มเก็บข้าวของที่เกะกะพื้น เอาเถอะ! พรุ่งนี้วันเสาร์ไม่มีเรียนและไม่มีงานพิเศษ ซักผ้าแล้วค่อยทำความสะอาดบ้านก็แล้วกัน คืนนี้เธอก็เหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรได้ไหวอีกแล้ว กีณรินบอกกับเองแล้วหิ้วกระเป๋าเข้ามาในห้องของตัวเอง จัดการเอาเสื้อผ้าชุดนางรำออกมาจากกระเป๋าเพื่อเตรียมซัก เธอเช็ดเครื่องสำอางบนหน้าอีกครั้งก่อนเตรียมตัวอาบน้ำไม่ว่าเหนื่อยแค่ไหนกลับมาถึงบ้านเธอต้องอาบน้ำให้ร่างกายได้ผ่อนคลายโดยเฉพาะล้างเครื่องสำอางออกให้หมดจดปกติเธอไม่ค่อยได้แต่งหน้านักนอกจากแป้งบางๆ ลิปมันสักนิดพรมน้ำหอมเล็กน้อย ส่วนผมยาวสลวยสีนิลก็ปล่อยเป็นธรรมชาติอย่างที่มันเคยเป็นมาตั้งแต่เกิด
หญิงสาวระบายลมหายใจอย่างผ่อนคลายขณะก้าวขึ้นเตียงนอนของตนเอง เธอสวดมนต์ก่อนนอนแล้วค่อยๆ เอนตัวลงนอนช้าๆ แต่เรื่องของอรพิมยังกวนใจเธออยู่ ถ้าอรพิมคบใครสักคนเพียงคนเดียวเธออาจไม่กลุ้มใจแทนขนาดนี้ก็ได้ แล้วเธอละ? เมื่อไหร่จะมีใครสักคนนะ? แต่คนๆ นั้นคงไม่ใช่นัทธีแน่ๆ มีบางอย่างอย่างในตัวนัทธีที่เธอรู้สึกว่าเขา ‘ไม่ใช่’ คนที่เธอรอคอย มือเรียวเผลอยกขึ้นกอดกายตัวเองเมื่อนึกถึงสัมผัสจากวงแขนอบอุ่นและกว้างใหญ่ราวกับจะปกป้องเธอไปทั้งชีวิต รูปร่างสูงหนาจนเธอต้องแหงนหน้ามองเห็นใบหน้าคมเข้มแบบคนยุโรปและปลายคางมีเคราบางๆ แต่ดวงตาคู่นั้นของเขามีแววเศร้าฉาบอยู่จนน่าใจหาย
กีณรินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นี่เธอกำลังละเมอถึงผู้ชายที่เพิ่งเจอกันครั้งเดียวเองนะเหรอ? เขาก็แค่ลูกค้าคนหนึ่งในร้านเท่านั้น คงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก
เพราะฉะนั้น...คงไม่เป็นไรที่คืนนี้เธอจะเก็บไออุ่นของเขามากอดนอนแทนหมอนข้างละนะ.
