บทที่ 8 ทำตามสัญญา

ราฟาเอลหันไปมองทางอื่น เขารู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาอารมณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในใจของเขานานแล้ว จริงๆ แล้วเขาถูกสอนไม่ให้หวั่นไหวกับสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ 

“แย่จริงลืมถามไปเสียสนิทเลย หลานจะพักกี่วัน มีที่หลับที่นอนหรือยังแล้วกินข้าวกินปลามาหรือยังละ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมพาแม่กลับบ้านแล้วก็มาทำธุระเรื่องงานด้วย คงไม่สะดวกที่จะพักที่นี่”

“เหรอจ๊ะ เสียดายจริง”

“เอาไว้ถ้าผมเสร็จงานแล้วอาจจะแวะมาอีกนะครับ”

“ได้ซิ ที่นี่ก็เหมือนบ้านของหลานด้วยเหมือนกัน”

ราฟาเอลเอ่ยลาหญิงชราแล้วหมุนตัวเดินกลับมาที่รถ เขาไม่อาจอยู่สถานที่นี่ได้นานเพราะความไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้ สุรัตเองก็ดูไม่แปลกใจที่เขาเดินกลับมาเร็วนัก เขาเปิดประตูให้เจ้านายเข้าไปนั่งแล้วจึงขึ้นไปประจำที่ฝั่งคนขับ

“กลับเลยนะครับ”

ราฟาเอลพยักหน้าแทนคำตอบ เขามองสถานที่สุดท้ายที่มารดาปรารถนาจะกลับมามากที่สุดอีกครั้ง รู้สึกโล่งในอกที่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ตอนนี้คงเหลือภารกิจอีกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ชายหนุ่มหลับตาและคิดถึงใบหน้าสุดท้ายของมารดา

‘ไม่ใช่จ๊ะ แม่เกิดที่เมืองไทย ถ้าถึงเวลานั้น ลูกพาแม่กลับไปบ้านเกิดของแม่นะ สัญญานะราฟาเอล’

‘แม่ครับผมทำตามสัญญาแล้วนะครับแม่’.

กีณรินนั่งลงอย่างเหนื่อยๆ ในร้านขายข้าวแกงริมถนนอพาร์ท-เม้นท์ที่พักอยู่ เธอสั่งข้าวราดแกงง่ายๆ และน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว เอกสารสมัครงานถูกเปิดออกช้าๆ ในขณะที่จิตใจเต็มไปด้วยความหดหู่ เมื่อครู่เพิ่งไปสอบสัมภาษณ์บริษัทแห่งหนึ่งและดูท่าจะรู้ผลโดยไม่ต้องรอให้เขาติดต่อกลับ หญิงสาวจัดการอาหารตรงหน้าพลางเปิดดูหนังสือพิมพ์สมัครงานไปด้วย ทำไมชีวิตมันไม่เหมือนในนิยายบ้างนะ เวลานางเอกสู้ชีวิตจนเรียนจบแล้วก็มีงานดีๆ มารอรับแต่นี่เธอสมัครงานไปตั้งหลายแห่งยังเงียบอยู่เลยหรืออุปสรรคเหล่านี้มาเพื่อทดสอบชีวิตเรากัน

กีณรินเผลอยิ้มให้ตัวเอง คงต้องมีสักวันที่เป็นวันของเราบ้างล่ะ! เธอให้กำลังใจตัวเองแล้วเก็บเอกสารบนโต๊ะกำลังจะลุกขึ้นเพื่อไปจ่ายค่าอาหารแต่โทรศัพท์มือถือกลับดังขึ้นก่อน เบอร์ที่โทรเข้าทำให้เธอยิ้มกว้างออกมาก่อนจะกรอกเสียงตอบรับ

“สวัสดีค่ะลุงพงษ์”

“หนูรินอยู่กับลูกอรหรือเปล่า”

“เปล่าคะ” น้ำเสียงร้อนรนทำให้กีณรินอดกังวลไม่ได้ “หนูไปสมัครงานเพิ่งกลับค่ะ ยังไม่ได้เข้าบ้านเลย ลุงพงษ์มีอะไรหรือคะ”

“ลุงติดต่อลูกอรไม่ได้” ปลายสายทำน้ำเสียงเหนื่อยใจ “ลุงมีปัญญาเรื่องที่ดินบนเกาะของเรามีคนมากว้านซื้อเห็นว่าจะทำรีสอร์ท เอ่อ...”

“ลุงพงษ์หนูก็รักและเคารพลุงเหมือนพ่อแท้ๆ ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็พูดกับรินก็ได้ค่ะ”

“ก็ลุงก็ไม่อยากขายที่ดินของเราหรอกนะ มันเป็นที่ดินของบรรพบุรุษเราและมันเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่จะให้ยัยอรแต่ตอนนี้ พวกที่มากว้านซื้อที่ดินบีบเราเหลือเกิน ลุงพยายามแล้วลุง”

“ลุงพงษ์ทำใจดีๆ ก่อนค่ะ” กีณรินได้ยินเสียงสั่นเครือของลุงพงษ์ก็อดตกใจไม่ได้ “ขอรินคุยกับยัยอรก่อนนะคะ แล้วรินกับอรจะรีบกลับบ้านเกาะทันทีค่ะ”

“ขอบใจรินมาก ถ้าไม่มีรินลุงก็ไม่รู้จะทำยังไงติดต่อลูกสาวตัวเองก็ไม่ได้”

“ไม่เป็นไรค่ะ ลุงพงษ์ไม่ต้องคิดมากนะคะ ทำใจให้สบายเดี๋ยวจะล้มหมอนนอนเสื่อเสียก่อน”

เสียงลุงพงษ์ยังพร่ำบ่นถึงความโง่เขลาของตัวเองอีกสองสามประโยคก่อนจะวางสายไป กีณรินก็ยังจับใจความไม่ได้แน่ชัดว่าเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่ หญิงสาวรีบจ่ายค่าอาหารและหอบแฟ้มสมัครงานเดินเร็วๆ เพื่อกลับที่พัก แต่ห้องที่ล็อกอยู่แสดงว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอยังไม่กลับ

“ไปไหนน่ะ นี่ก็หกโมงเย็นแล้ว น่าจะเลิกเรียนแล้วนี่” กีณรินบ่นอุบอิบพลางเหลียวมองรอบข้าง ห้องพักที่รกได้แทบทุกวันซึ่งเธอก็ยังงุนงงว่าทำไม ทั้งที่เธอก็ตามเก็บทุกวันเช่นกัน มีจานชามที่ยังไม่ได้ล้างอีกถ้าจะกลับบ้านที่เกาะตอนนี้ก็คงต้องจัดการเรื่องพวกนี้ก่อนไม่อย่างนั้นกลับมาหนอนต้องขึ้นแน่ๆ แต่ที่สำคัญกว่าคืออรพิมไปไหนน่ะ อย่างอรพิมนะหรือจะปิดมือถือได้ ลำพังค่าโทรศัพท์แต่ละเดือนก็มากอยู่แล้ว แถมต้องโกหกเพื่อโทรบอกคนที่บ้านว่าขอเงินเป็นค่าเรียนพิเศษหรืออะไรทำนองนั้นเสมอๆ เพื่อใช้จ่ายในการเที่ยวเตร่และดูท่าอรพิมจะไม่เดือดร้อนที่เธอเรียบจบช้าด้วยซ้ำไป

“หรืออาจจะกำลังเดินทางกลับอยู่เลยไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์” กีณรินบอกกับตัวเองพลางจัดการล้างถ้วยชามที่แช่ในอ่างล้างจานเสร็จแล้วก็เก็บห้องทำความสะอาดอย่างง่ายๆ แต่กว่าจะทำอะไรเสร็จเรียบร้อยกว่าทุ่มเศษเข้าไปแล้วและไม่มีวี่แววว่าอรพิมจะกลับมาห้องพัก เธอลองโทรศัพท์หาอรพิมอีกหลายครั้งก็ยังไร้คนรับสาย เธอจึงเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางพลางคิดว่าอรพิมอยู่ที่ไหน หรือจะติดต่อใครเพื่อตามหาอรพิมได้บ้างเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นจนกีณรินสะดุ้งแล้วรีบคว้าโทรศัพท์รับสายทันทีโดยไม่ได้ดูหมายเลขปลายทาง

“ยัยอร อยู่ไหนทำไมติดต่อไม่ได้เลย”

“หนูรินนี่พี่แป๋มเองจ๊ะ”

“เอ่อขอโทษค่ะพี่แป๋ม”

“ยัยอรทำเรื่องอะไรไว้อีกล่ะ” พี่เลี้ยงเอ่ยถามอย่างรู้ทัน  

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เอ่อ...พี่แป๋มมีธุระอะไรเหรอคะ จะนัดซ้อมรำเหรอค่ะ”

“ฮืม...มีงานด่วนจ๊ะ งานเลี้ยงอำลาผู้จัดการบริษัทฯ วันเสาร์นี้” 

“วันเสาร์” กีณรินหันไปมองปฏิทิน วันนี้วันพฤหัสบดีแล้วนี่ “เสียดายจังงานนี้รินคงไปไม่ได้หรอกค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป