บทที่ 2 ตอนที่ 2 คืนแรกของความลับ
ตอนที่ 2
คืนแรกของความลับ
หน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าเปล่งแสงสีขาวอมฟ้าท่ามกลางความเงียบของมุมทำงานส่วนตัว อัญชิสานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาคมสวยจ้องบรรทัดข้อมูลในหน้าประวัติระบบอย่างไม่กะพริบ ปลายนิ้วเรียววางอยู่บนเมาส์นิ่ง ๆ แต่ในอกกลับเหมือนมีลมหนาวแทรกผ่านเข้ามาอย่างช้า ๆ
รหัสผู้ใช้ที่ปรากฏบนหน้าจอไม่ใช่ของเธอ
เวลาที่ระบบบันทึกไว้คือช่วงที่เธออยู่ในห้องประชุมใหญ่กับตะวันและผู้บริหารทุกคน
ไฟล์บางส่วนถูกเปิด บางส่วนถูกย้าย และบางส่วนถูกลบออกจากโฟลเดอร์หลักราวกับคนทำมั่นใจว่าเธอจะไม่มีวันรู้ทัน แต่คนพวกนั้นประเมินเธอต่ำเกินไป
อัญชิสาไม่ได้เป็นผู้หญิงที่ฝากชีวิตไว้กับไฟล์เพียงชุดเดียว เธอไม่เคยเชื่อในความปลอดภัยที่คนอื่นจัดเตรียมให้ และยิ่งไม่เคยเชื่อว่าคนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับความผิดจะยอมปล่อยหลักฐานให้นอนสงบอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเธออย่างง่ายดาย
เธอค่อย ๆ ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพหน้าจอ บันทึกรายละเอียดเวลา รหัสเครื่อง และเส้นทางไฟล์ทั้งหมดไว้อย่างใจเย็น จากนั้นจึงส่งสำเนาไปยังอีเมลสำรองส่วนตัวอีกชั้นหนึ่ง รวมถึงคลาวด์ที่เธอตั้งค่าการเข้ารหัสไว้ล่วงหน้า
สีหน้าของหญิงสาวยังสงบ ทว่าความนิ่งนั้นไม่ได้เกิดจากความไม่รู้สึก หากเกิดจากความเคยชินของคนที่เรียนรู้มานานแล้วว่า เวลาเกิดเรื่องร้าย การตื่นตระหนกไม่เคยช่วยให้รอด หลักฐานต่างหากที่จะทำให้คนโกหกจนมุม
เสียงรองเท้าส้นสูงของพนักงานคนหนึ่งดังผ่านมาด้านหลัง ก่อนจะชะงักลงชั่วครู่ อัญชิสารับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมา แม้ไม่ต้องหันไป เธอก็เดาได้ว่าข่าวในห้องประชุมคงแพร่ไปเร็วกว่าที่เธอคิด ที่นี่เป็นบริษัทใหญ่ แต่ข่าวลือไม่เคยเดินช้าไปกว่าลิฟต์
“ทำไมยังนั่งทำงานต่อได้อีกนะ ถ้าเป็นฉันคงเก็บของกลับบ้านไปแล้ว กล้าไปแตะงานของผู้ใหญ่แบบนั้น ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าใครอยู่เบื้องหลังโครงการนี้” เสียงกระซิบของพนักงานหญิงคนหนึ่งดังมาจากโต๊ะถัดไป แม้เจ้าตัวจะพยายามกดเสียงลง แต่ความตั้งใจให้เธอได้ยินนั้นชัดเจนเสียยิ่งกว่าการตะโกน
“คนบางคนก็อยากเด่นไง เพิ่งเข้ามาไม่กี่วันก็ทำเหมือนตัวเองเป็นนางเอกปราบโกง ระวังเถอะ เดี๋ยวจะเด่นจนไม่มีที่ยืนในบริษัท” อีกเสียงหนึ่งพูดตอบด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย ก่อนจะมีเสียงหัวเราะ เบา ๆ ตามมาเหมือนมีดเล็ก ๆ ที่ตั้งใจสะกิดผิวหนังให้เจ็บทีละนิด
อัญชิสาไม่ได้หันไป เธอเพียงกดบันทึกหน้าจอจนเสร็จ แล้วค่อย ๆ ปิดหน้าต่างข้อมูลอย่างเป็นระเบียบ ดวงตาสวยเฉียบสะท้อนแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ สีหน้าของเธอเรียบนิ่งเกินกว่าคนที่เพิ่งถูกพูดกระแทกจะเป็นได้
“คนที่กล้าพูดลับหลัง ควรพูดให้ดังพอจะรับผิดชอบคำพูดของตัวเองด้วยนะคะ เพราะถ้าเสียงเบาเกินไป ดิฉันอาจต้องเปิดกล้องวงจรปิดดูว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร จะได้ฟังให้ชัด ๆ อีกครั้ง” อัญชิสาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไป น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล แต่ทุกคำคมพอจะทำให้เสียงหัวเราะเมื่อครู่เงียบหายไปทันที
บริเวณโต๊ะทำงานเงียบลงอย่างรวดเร็ว พนักงานสองคนที่แอบพูดนินทารีบก้มหน้าลงกับหน้าจอ ทำท่าเหมือนตั้งใจทำงานมาตลอด ทั้งที่เมื่อครู่ยังใช้สายตามองเธอเหมือนอยากเห็นเธอล้ม
อัญชิสาลุกขึ้นช้า ๆ หยิบแฟ้มเอกสารและโทรศัพท์ขึ้นมา เธอเดินไปยังโต๊ะของหัวหน้าฝ่ายระบบสารสนเทศซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มวัยสามสิบกลาง ๆ เงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยความตกใจเล็กน้อย ราวกับรู้ว่าเรื่องที่กำลังจะตามมาไม่ใช่เรื่องเล็ก
“คุณวรพลคะ ดิฉันต้องการบันทึกการเข้าใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของดิฉันช่วงเวลาสิบโมงสิบห้าถึงสิบเอ็ดโมงครึ่ง รวมถึงกล้องวงจรปิดบริเวณโต๊ะทำงานและทางเดินหน้าห้องฝ่ายตรวจสอบค่ะ” อัญชิสาพูดอย่างสุภาพ พลางวางโน้ตที่จดเวลาไว้ตรงหน้าเขา
“เอ่อ เรื่องนี้ต้องทำเรื่องขออนุมัติก่อนนะครับ เพราะข้อมูลกล้องและระบบเป็นข้อมูลภายใน ผมเปิดให้ทันทีไม่ได้” วรพลตอบอย่างอึกอัก ดวงตาเหลือบมองไปทางห้องผู้จัดการฝ่ายการเงินอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนจะรีบดึงสายตากลับมา
“เข้าใจค่ะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันจะส่งอีเมลเป็นลายลักษณ์อักษร และสำเนาถึงท่านประธานด้วย เพราะมีการเข้าถึงเครื่องของดิฉันโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงที่ดิฉันอยู่ในห้องประชุมใหญ่” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่คำว่าท่านประธานทำให้สีหน้าของวรพลเปลี่ยนไปทันที
“ไม่ต้องถึงท่านประธานก็ได้ครับ เดี๋ยวผมลองดูให้ก่อน แต่อาจต้องใช้เวลานิดหนึ่งนะครับ” วรพลรีบบอก ก่อนจะลดเสียงลงเล็กน้อยเหมือนกลัวใครได้ยิน
“ขอบคุณค่ะ ดิฉันไม่ได้ต้องการให้ใครเดือดร้อนโดยไม่มีเหตุผล แต่ถ้ามีใครเข้ามายุ่งกับหลักฐานจริง เรื่องนี้คงไม่ใช่แค่ความผิดทางวินัยในบริษัท” อัญชิสากล่าวอย่างชัดเจน ก่อนจะหยิบโน้ตอีกแผ่นวางไว้บนโต๊ะเขา
“ผมเข้าใจครับ คุณไม่ต้องห่วง ผมจะตรวจให้ละเอียดที่สุดเท่าที่ทำได้” วรพลพูดพร้อมพยักหน้า ท่าทางของเขาบอกชัดว่าเริ่มเห็นเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ควรถูกมองเป็นเด็กใหม่ไร้ประสบการณ์อีกต่อไป
อัญชิสาพยักหน้ารับแล้วเดินกลับไปยังโต๊ะทำงาน ทว่าระหว่างทาง เธอเห็นกิตติยืนอยู่หน้าห้องกระจกของเขา ชายวัยกลางคนมองเธอด้วยแววตาเย็นเยียบ ริมฝีปากเหยียดขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่มากพอให้คนอื่นจับได้ แต่ชัดพอให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้คิดหยุดแค่การเตือนในห้องประชุมย่อยเมื่อเช้า
อัญชิสาเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าเขาอย่างไม่หลบ
“คุณกิตติมีอะไรจะสั่งงานเพิ่มเติมไหมคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ ราวกับไม่เห็นสายตาเป็นศัตรูของเขาเลยแม้แต่น้อย
“ผมก็แค่อยากดูว่าคุณยังมั่นใจอยู่หรือเปล่า หลังจากทำให้หลายคนในบริษัทต้องวุ่นวายเพราะรายงานของคุณฉบับเดียว” กิตติพูดช้า ๆ สีหน้าเหมือนผู้ใหญ่กำลังตำหนิเด็กดื้อที่ไม่รู้จักประมาณตน
“ถ้าความวุ่นวายเกิดจากการตรวจพบความผิดปกติ ดิฉันคิดว่าคนที่ควรกังวลไม่ใช่คนเขียนรายงานค่ะ แต่เป็นคนที่ทำให้เกิดความผิดปกติตั้งแต่แรก” อัญชิสาตอบกลับทันที น้ำเสียงยังราบเรียบแต่ไม่อ่อนลงแม้แต่น้อย
“คุณแน่ใจหรือว่าไฟล์ที่มีอยู่ในมือจะเพียงพอให้คุณเดินเกมต่อ บางทีหลักฐานสำคัญอาจหายไปโดยที่คุณไม่รู้ตัวก็ได้” กิตติเอ่ยด้วยเสียงต่ำลง ดวงตาของเขามีประกายเย็นอย่างคนที่กำลังยื่นคำขู่ใต้โต๊ะให้คนฉลาดฟังออก
อัญชิสาเลิกคิ้วน้อย ๆ ก่อนจะยิ้มบางมากจนแทบมองไม่เห็น
“ถ้าหลักฐานหายไปจากเครื่องของดิฉันจริง คนที่ลบคงต้องภาวนาให้มันหายไปจากทุกที่พร้อมกันด้วยนะคะ เพราะดิฉันไม่ใช่คนที่เก็บของสำคัญไว้ในที่เดียวเหมือนคนประมาท” เธอตอบเสียงนุ่ม ทว่าดวงตาคมกริบทำให้กิตติหน้าแข็งไปชั่ววินาที
“คุณกำลังกล่าวหาผมอีกแล้วนะครับ” กิตติพูดเสียงเข้ม สีหน้าสุภาพที่พยายามประคองไว้เริ่มแตกร้าว
“เปล่าค่ะ ดิฉันแค่ตอบตามสมมติฐานของคุณ ส่วนใครจะรู้สึกว่าคำตอบนั้นแทงใจตัวเองหรือไม่ อันนั้นดิฉันควบคุมไม่ได้ค่ะ” อัญชิสากล่าวแล้วก้มศีรษะให้เล็กน้อย ก่อนจะเดินผ่านเขาไปโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบโต้
สายตาหลายคู่ในฝ่ายงานจับจ้องตามหลัง หญิงสาว เธอรับรู้ทุกความอึดอัด ทุกความระแวง และทุกคำถามที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา ทว่าภายใต้ความกดดันเหล่านั้น อัญชิสากลับยิ่งมั่นใจว่าเรื่องนี้ใหญ่กว่าที่คิด หากเป็นเพียงความผิดพลาดทางบัญชีธรรมดา คงไม่มีใครดิ้นรนปิดปากเธอรวดเร็วถึงเพียงนี้
ช่วงบ่ายผ่านไปอย่างหนักหน่วง อัญชิสาถูกแทรกงานเล็กงานน้อยเข้ามาไม่หยุด เอกสารที่ควรอยู่ในระบบหายไปบางหน้า ไฟล์แนบบางชุดไม่สามารถเปิดได้เพราะรหัสผ่านถูกเปลี่ยนโดยไม่มีใครแจ้ง โต๊ะทำงานของเธอถูกวางแฟ้มจำนวนมากราวกับต้องการถ่วงเวลาไม่ให้เธอเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ทันกำหนด
แต่ยิ่งมีคนพยายามทำให้เธอสะดุด อัญชิสาก็ยิ่งทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น เธอแยกแฟ้มออกเป็นหมวดหมู่ จดทุกความผิดปกติไว้ในสมุดส่วนตัว บันทึกเวลาที่ได้รับเอกสารแต่ละชุด และถ่ายสำเนาเก็บไว้โดยไม่ให้ใครเห็น เธอไม่ได้แสดงความโกรธออกมา ไม่ขึ้นเสียง ไม่ร้องขอความเห็นใจ เพราะรู้ดีว่าศัตรูที่ซ่อนอยู่ต้องการเห็นเธอเสียหลัก เธอจะไม่ให้รางวัลคนพวกนั้นด้วยน้ำตาของตัวเอง
เมื่อเวลาล่วงเข้าสู่ช่วงเย็น พนักงานส่วนใหญ่เริ่มทยอยกลับบ้าน ท้องฟ้านอกกระจกกลายเป็นสีเทาหม่น เมฆหนาหนักเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมตึกสูงทีละชั้น ลมแรงพัดกระแทกกระจกเป็นระยะคล้ายเสียงเตือนจากบางสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่นานนัก ฝนเม็ดใหญ่ก็เริ่มโปรยลงมา ก่อนจะกลายเป็นสายฝนหนักหน่วงจนทัศนียภาพด้านนอกพร่าเลือนไปหมด
อัญชิสายังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน แสงจากโคมไฟเล็ก ๆ ส่องลงบนเอกสารกองหนึ่งที่เธอเพิ่งได้รับจากฝ่ายจัดซื้อ เอกสารชุดนี้เป็นใบส่งมอบครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้โครงการโรงพยาบาล แต่หมายเลขรายการกลับไม่ตรงกับรายการเบิกจ่ายในงบมูลนิธิ เธอไล่ตรวจทีละบรรทัดอย่างตั้งใจจนพบว่ามีรหัสคลังสินค้าชุดหนึ่งถูกบันทึกซ้ำในหลายรายการ
หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น นี่อาจเป็นช่องทางที่ใช้โยกเงิน
เธอเปิดระบบค้นหาเพิ่มเติม แต่พบว่าไฟล์ต้นฉบับของคลังสินค้าถูกจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงไว้ เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะนึกถึงห้องเก็บเอกสารชั้นย่อยซึ่งใช้เก็บแฟ้มสำรองของโครงการขนาดใหญ่ ตามบันทึกที่เธอได้มา ห้องนั้นยังมีสำเนากระดาษของใบรับของและใบอนุมัติงบประมาณเก็บไว้
อัญชิสามองนาฬิกา เกือบสองทุ่มแล้ว
พนักงานในชั้นเหลือเพียงไม่กี่คน แม่บ้านกำลังเก็บขยะอยู่ปลายทางเดิน ส่วนฝ่ายรักษาความปลอดภัยคงเริ่มตรวจชั้นตามเวลาปกติ หากเธอรอพรุ่งนี้ เอกสารชุดนั้นอาจถูกย้ายหรือหายไปเหมือนไฟล์ในเครื่องของเธอ เธอตัดสินใจทันที
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ แฟ้มเล็ก และบัตรผ่านขึ้นมา ก่อนจะเดินไปยังห้องเก็บเอกสารซึ่งอยู่ด้านในสุดของทางเดิน ไฟบริเวณนั้นเปิดเพียงบางดวง ทำให้เงาของตู้เหล็กและประตูหนาทึบทอดยาวบนพื้นราวกับเงาของกรงขัง อัญชิสาเสียบบัตรผ่าน ประตูส่งเสียงดังติ๊ดเบา ๆ แล้วปลดล็อก
ภายในห้องเก็บเอกสารเย็นกว่าด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด กลิ่นกระดาษเก่า กลิ่นฝุ่น และกลิ่นโลหะของตู้เก็บแฟ้มผสมกันจนให้ความรู้สึกอึดอัด แถวตู้สูงเรียงรายเป็นแนวยาวเหมือนทางเดินแคบในเขาวงกต แสงไฟนีออนเหนือศีรษะกะพริบเล็กน้อย ก่อนจะติดนิ่งอีกครั้ง
