บทที่ 14 รอยแผลทางกายและไฟไข้ที่โหมกระหน่ำ

แสงแดดอ่อนยามเช้าทอดผ่านผ้าม่านทึบแสงเข้ามาภายในห้องนอนใหญ่ของเพนต์เฮาส์ แต่ไม่อาจขับไล่ความเย็นชืดและความเจ็บปวดที่ปกคลุมไปทั่วทุกอณูพื้นที่ได้

พิมพ์มาดานอนตะแคงคู้ตัวอยู่บนเตียงกว้างผ้าห่มผืนหนาถูกดึงขึ้นมาปกปิดเรือนร่างบอบบางที่กำลังสั่นสะท้านด้วยพิษไข้ ใบหน้าหวานซีดเผือดไร้สีเลือดทว่าแก้มทั้งสองข้างกลับแดงระเรื่อด้วยความร้อนที่พุ่งสูงริมฝีปากบางที่เคยอมชมพูบัดนี้แห้งแตกและบวมช้ำจนมีรอยเลือดซึมออกมา

เหตุการณ์ป่าเถื่อนในห้องน้ำเมื่อเย็นวาน... การถูกสายน้ำเย็นจัดฉีดรดร่าง ผสานกับการถูกตอกย้ำกระแทกกระทั้นอย่างไร้ความปรานีจาก คาร์เตอร์ แอนเดอร์สัน ได้ทำลายทั้งสติและร่างกายของเธอจนยับเยิน พิมพ์มาดารู้สึกเหมือนกระดูกทุกชิ้นในร่างกายถูกบดขยี้ ใจกลางลำตัวรวดร้าวและอักเสบจนยามขยับขาเพียงนิดความเจ็บปวดก็แล่นริ้วขึ้นมาจนต้องหลั่งน้ำตาออกมาเงียบ ๆ

กึก...

            เสียงเปิดประตูห้องนอนดังขึ้นเบา ๆ มาร์คัสเดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารเช้าและแก้วยา ชายหนุ่มกวาดสายตามมองร่างที่นอนสั่นอยู่บนเตียงด้วยความกังวลใจเล็กน้อย

“คุณพิมครับ... ได้เวลาทานอาหารและยาแล้วครับ”

            พิมพ์มาดาค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ผ้าห่มเลื่อนลงมาเผยให้เห็นรอยบีบเค้นสีเขียวช้ำเต็มท่อนแขนและซอกคอ มาร์คัสรีบเบือนหน้าหนีด้วยความเคารพและความสมเพชในชะตากรรมของเธอ

“คุณ... คุณคาร์เตอร์ล่ะคะ?”

            พิมพ์มาดาถามเสียงพร่าแหบแทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากลำคอ

“นายติดประชุมด่วนกับบอร์ดบริหารต่างประเทศครับ ออกไปตั้งแต่เช้าตรู่แล้วและคงกลับมาช่วงค่ำ ๆ ครับ”

            มาร์คัสตอบเรียบ ๆ

“นายสั่งให้ผมดูแลคุณและกำชับว่าห้ามคุณก้าวขาออกจากเพนต์เฮาส์เด็ดขาด”

            เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มผู้เป็นฝันร้ายไม่ได้อยู่ที่นี่พิมพ์มาดาก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ความหวาดระแวงในอกลดลงเล็กน้อย แต่นั่นกลับเปิดทางให้ความเจ็บปวดและคราบน้ำตาแห่งความเคว้งคว้างซัดถาโถมเข้ามาแทนที่

เธอสูญเสียทุกอย่าง... ไร้ศักดิ์ศรี ไร้อิสรภาพและกำลังถูกทรมานให้ตายช้า ๆ ในกรงทองแห่งนี้ สิ่งเดียวที่ยังยึดเหนี่ยววิญญาณอันแตกสลายของเธอไว้ไม่ให้พังทลายลงไป... มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น

'พ่อคะ... พิมอยากเจอพ่อ...'

พิมพ์มาดาพึมพำในใจอย่างรวดร้าวความโหยหาและลางสังหรณ์บางอย่างกัดกินใจเธอจนทรมาน เธอต้องการเห็นหน้าพ่อต้องการจับมืออันอุ่นรอยเหี่ยวย่นนั้น เพื่อบอกตัวเองว่าความอดทนชอกช้ำทั้งหมดนี้... มันคุ้มค่าสำหรับชีวิตของผู้เป็นบิดา

พิมพ์มาดาฝืนกลืนโจ๊กคำเล็ก ๆ ลงคอและกินยาแก้ปวดที่มาร์คัสจัดไว้ให้ แม้พิษไข้จะทำให้ศีรษะหมุนเคว้ง แต่ความต้องการไปหาบิดากลับมีอำนาจเหนือความเจ็บป่วยทางกายทั้งหมด

            หญิงสาวพยุงร่างที่สั่นเทาเดินออกจากห้องนอน ตรงไปหามาร์คัสที่ยืนเฝ้าอยู่ตรงโถงทางเดินหน้าประตูเพนต์เฮาส์

พรวด!

            โดยที่มาร์คัสไม่ทันตั้งตัวพิมพ์มาดาก็ย่อตัวลงทอดกายทรุดคุกเข่าลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเชียบแทบเท้าของเขา!

“คุณพิม! ทำอะไรครับ?!”

            มาร์คัสผงะถอยหลังด้วยความตกใจ รีบเอื้อมมือจะประคองเธอขึ้น

“ลุกขึ้นเถอะครับ ทำแบบนี้ถ้านายรู้ผมโดนลงโทษหนักแน่”

“คุณมาร์คัสคะ... ฮึก... พิมขอร้อง...”

            พิมพ์มาดายกมือขึ้นไหว้อย่างสั่นเทาน้ำตาไหลทะลักอาบแก้มที่ร้อนผ่าวด้วยพิษไข้

“พาพิมไปหาพ่อหน่อยได้ไหมคะ? ขอพิมไปเยี่ยมคุณพ่อแค่ครึ่งชั่วโมง... แค่สิบนาทีก็ได้ค่ะ!”

“ไม่ได้ครับคุณพิม! นายสั่งเด็ดขาดว่าห้ามคุณออกจากที่นี่!”

            มาร์คัสปฏิเสธเสียงแข็ง แม้ใจจะเริ่มสั่นไหวเมื่อเห็นสภาพอันน่าสงสารของหญิงสาวตรงหน้า

            “พิมไม่หนีหรอกค่ะ... พิมจะหนีไปไหนได้?”

            พิมพ์มาดาสะอื้นไห้ซบหน้าลงกับฝ่ามือตัวสั่นโยน

“พิมเจ็บไปหมดทั้งตัว พิมกลัว... พิมแค่อยากไปจับมือพ่อ อยากเห็นว่าพ่อปลอดภัยจริง ๆ... ถ้าคุณมาร์คัสกลัวคุณคาร์เตอร์ลงโทษ จะล็อคกลอนพิมไว้ในรถหรือคุมตัวพิมไว้ตลอดเวลาก็ได้นะคะ... ได้โปรดเถอะค่ะคุณมาร์คัสเมตตาพิมสักครั้งเถอะนะคะ...”

            มาร์คัสจ้องมองหญิงสาวในชุดสเวตเตอร์ตัวหลวมที่คุกเข่าอ้อนวอนแทบเท้า ใบหน้าของเธอซีดจนเกือบเป็นสีขาว รอยช้ำบนลำคอตอกย้ำถึงความป่าเถื่อนที่เธอได้รับจากเจ้านายของเขา ชายหนุ่มถอนหายใจยาวด้วยความหนักใจ

เขาทำงานให้คาร์เตอร์มาหลายปีรู้ดีว่าเจ้านายของเขาเกลียดและแค้นตระกูลอัครเดโชเพียงใด แต่ภาพพิมพ์มาดาที่ไร้ทางสู้และกำลังจะแตกสลายตรงหน้านี้... มันช่างน่าสงสารเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทนดูได้

“แค่ยี่สิบนาทีนะครับคุณพิม...”

            มาร์คัสเอ่ยขึ้นในที่สุดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“และผมต้องเป็นคนคุมคุณไปตลอดเวลา ถ้านายโทรมาคุณต้องกลับทันทีโดยไม่มีข้อเกี่ยงงอน”

“ขอบคุณค่ะ... ขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะคุณมาร์คัส!”

            พิมพ์มาดายกมือไหว้ขอบคุณเขาซ้ำ ๆ หยาดน้ำตาแห่งความซาบซึ้งไหลผ่านรอยยิ้มบาง ๆ ที่โผล่พ้นความทุกข์ทรมาน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป