บทที่ 3 การเผชิญหน้าท่ามกลางสายฝน
ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพมหานครยามเย็นถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆฝนสีเทาครึ้มก้อนมหึมา ลมกรรโชกแรงพัดพาเอากลิ่นอับชื้นของดินและไอฝนลอยมาปะทะใบหน้า พายุฝนฟ้าคะนองกำลังจะตกลงมาในไม่ช้า เปรียบเสมือนลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามากดทับชีวิตของพิมพ์มาดาให้ดิ่งลึกลงสู่ความมืดมิด
รถแท็กซี่สีส้มเก่า ๆ แล่นมาจอดเทียบที่ริมฟุตบาทหน้าคฤหาสน์ตระกูลอัครเดโช พิมพ์มาดาก้าวลงจากรถพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบเก่าที่บรรจุเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำอันน้อยนิด มือบางสั่นเทาขณะยื่นธนบัตรใบสุดท้ายในกระเป๋าจ่ายเป็นค่าโดยสาร ตอนนี้เธอแทบไม่เหลือเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว ทว่าความกังวลเรื่องเงินกลับถูกบดบังด้วยความตื่นตระหนกเมื่อสายตาทอดมองไปยังเบื้องหน้า
คฤหาสน์สไตล์ยุโรปหลังงามที่ครั้งหนึ่งเคยโอ่อ่าและรายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้ฝีมือการดูแลของแม่ บัดนี้กลับเงียบเชียบและวังเวงประตูรั้วอัลลอยด์สีขาวขนาดใหญ่ที่เคยเปิดต้อนรับเธอทุกครั้งที่กลับบ้าน ตอนนี้ถูกคล้องด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าเส้นหนาเตอะพร้อมกับแม่กุญแจทองเหลืองขนาดมหึมาที่ล็อกเอาไว้อย่างหนาแน่น
ที่กึ่งกลางประตูรั้วมีแผ่นป้ายกระดาษสีขาวขนาดใหญ่ประทับตราครุฑสีแดงเด่นหรา... “ประกาศยึดทรัพย์สินตามคำสั่งศาล”
“ไม่จริง... มันต้องไม่เป็นแบบนี้สิ”
พิมพึมพำน้ำเสียงขาดห้วงร่างกายบอบบางก้าวเข้าไปหาประตูรั้วราวกับคนไร้สติ มือเรียวเล็กเอื้อมไปจับซี่เหล็กเย็นเยียบเขย่าโซ่ตรวนนั้นหวังให้มันหลุดออก แต่มันกลับไร้การตอบสนองมีเพียงเสียงเหล็กกระทบกันดัง แกรก... แกรก... ที่ตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย
“หยุด! เธอเป็นใคร? เข้ามาทำอะไรที่นี่!”
น้ำเสียงห้าวและตวาดดังลั่นมาจากด้านในรั้ว ชายฉกรรจ์สามคนในชุดสูทสีดำสนิทรูปร่างสูงใหญ่และมีแว่นตาดำบดบังดวงตาเดินก้าวเข้ามาประจันหน้ากับเธอจากทางสวนด้านใน แววตาของพวกเขาไม่มีความปรานีและมีท่าทางคุกคามอย่างเด่นชัด
“ฉัน... ฉันเป็นลูกสาวของเจ้าของบ้านค่ะ”
พิมละล่ำละลักบอกพยายามเกาะซี่ประตูรั้วแน่น
“ฉันขอร้องล่ะค่ะให้ฉันเข้าไปข้างในเถอะนะคะ ฉันแค่ต้องการเก็บเสื้อผ้าเอกสารสำคัญแล้วก็ยาประจำตัวของพ่อ... พ่อของฉันกำลังป่วยหนักอยู่ที่โรงพยาบาลของพวกนั้นจำเป็นต่อชีวิตพ่อจริง ๆ ค่ะ”
ดวงตากลมโตโศกเศร้าเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เธออ้อนวอนผู้คุมเหล่านั้นอย่างหมดทางสู้ หากแต่ชายชุดดำกลับไม่มีท่าทีสลดหรือเห็นใจแม้แต่น้อย หัวหน้าของพวกมันเหยียดยิ้มสมเพชก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องเปิดประตูเล็กด้านข้างออกมา
“ที่นี่ถูกยึดแล้วและทรัพย์สินทุกชิ้นด้านในกำลังจะถูกประมูลทอดตลาด”
ชายชุดดำร่างยักษ์ก้าวเท้าออกมาเผชิญหน้ากับพิมในระยะกระชั้นชิด
“ไม่มีสิทธิ์เอาอะไรออกไปทั้งนั้น... กลับไปซะ!”
“แต่ของพวกนั้นไม่ใช่ของมีค่าอะไรเลยนะคะ! มันเป็นแค่ของใช้ส่วนตัวกับยา...”
พิมพยายามจะแทรกตัวผ่านร่างหนาเพื่อวิ่งเข้าไปในเขตรั้วบ้าน แต่ทว่า...
ผลัก!
แรงปะทะจากฝ่ามือหนาที่ผลักเข้าที่ไหล่บางอย่างแรง ส่งผลให้ร่างบอบบางของพิมพ์มาดาเสียหลักล้มกระแทกลงบนพื้นซีเมนต์แข็งกระด้างอย่างจัง
“โอ๊ย!”
พิมอุทานด้วยความเจ็บปวดผิวขาวจัดที่หัวเข่าและฝ่ามือครูดไปกับพื้นถนนที่ขรุขระจนถลอกปอกเปิก เลือดสีแดงสดค่อย ๆ ซึมไหลออกมาตามรอยแผลตัดกับผิวขาวเนียนอย่างน่าเวทนา ทว่าหญิงสาวกลับสะกดกลั้นเสียงสะอื้น เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายแต่อดทนหยัดกายลุกขึ้นยืนช้า ๆ แววตาโศกเศร้าฉายประกายความเด็ดเดี่ยวสู้คนอย่างอัศจรรย์ แม้ร่างกายจะสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดก็ตาม
ชายชุดดำหัวหน้ากลุ่มมองดูท่าทีใจสู้ของหญิงสาวตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความหมั่นไส้
“หึ... อวดดีไม่เบานี่ แต่อย่าเสียเวลาเปล่าเลย เพราะต่อให้เธอจะกราบเท้าพวกฉันพวกฉันก็ปล่อยเธอเข้าไปไม่ได้...”
ชายชุดดำขยับตัว ยืนกอดอกจ้องมองพิมจากมุมที่สูงกว่า
“เพราะนี่คือคำสั่งเด็ดขาดจากเจ้านายของพวกเรา... 'มิสเตอร์คาร์เตอร์ แอนเดอร์สัน' ท่านสั่งเอาไว้ชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้คนตระกูลอัครเดโชแม้แต่หมาสักตัวย่างกรายเข้าไปเหยียบที่ดินผืนนี้อีกเป็นอันขาด!”
เปรี้ยง!
เสียงสายฟ้าฟาดลงมากลางชั้นบรรยากาศอย่างประจวบเหมาะ แสงสว่างวาบของฟ้าแลบสะท้อนให้เห็นใบหน้าของพิมพ์มาดาที่ซีดเผือดราวกับไร้หยาดเลือด สมองของเธออื้ออึงไปหมดคล้ายกับมีค้อนปอนด์ยักษ์เหวี่ยงเข้ามากระแทกที่หน้าอกจนแทบหายใจไม่ออก
คาร์เตอร์... แอนเดอร์สัน...
ชื่อนี้กรีดลึกลงในรอยแผลใจของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความทรงจำวัยเยาว์ที่เคยแสนหวานบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นยาพิษร้ายแรงที่แล่นพล่านไปทั่วทุกอณูขั้วหัวใจ 'พี่คาร์เตอร์' พี่ชายลูกครึ่งที่แสนอ่อนโยน... คนที่เคยโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนยามที่เธอร้องไห้ คนที่เคยสัญญาว่าจะปกป้องเธอตลอดไป...
แท้จริงแล้วชายหนุ่มนัยน์ตาสีน้ำฟ้าอมเทาที่เธอเฝ้าคิดถึงและรักหมดหัวใจมาตลอดสิบปี คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความพินาศย่อยยับของครอบครัวเธอในวันนี้ เขาไม่ได้กลับมาเพื่อดูแล... แต่กลับมาเพื่อบดขยี้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอรักให้กลายเป็นผุยผงด้วยไฟแค้นอันป่าเถื่อน
หยาดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาปะปนกับหยาดฝนเม็ดแรกที่ตกลงมากระทบแก้มเนียน พิมพ์มาดายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายลมแรงที่เริ่มโหมกระหน่ำ หัวใจของเธอแตกสลายไม่มีชิ้นดี ความจริงที่เพิ่งได้รับรู้นั้น... มันช่างกรีดแทงลึกเสียยิ่งกว่าบาดแผลที่ร่างกายร้อยเท่าพันเท่า
ห่าฝนเทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่วสายลมหนาวเหน็บพัดกรรโชกเอาหยาดน้ำเย็นเยียบเข้ากระทบผิวเนื้อบอบบางจนชาหนึบ ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดมิดสนิทมีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากเสาไฟข้างทางที่ส่องให้เห็นร่างของ พิมพ์มาดา เดินกอดกระเป๋าผ้าใบเก่าแนบอกอยู่ริมถนนเปลี่ยวข้างโรงพยาบาลรัฐบาล
สภาพของเธอในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากคนจรจัด เสื้อผ้าเปียกโชกจนแนบเนื้อขาวซีดผมเผ้าเปียกปอนลู่ไปตามดวงหน้าหวาน รอยแผลถลอกที่หัวเข่าและฝ่ามือจากแรงผลักของชายชุดดำเมื่อครู่เริ่มส่งกระแสปวดแสบปวดร้อนยามต้องสัมผัสกับน้ำฝนที่ปนเปื้อนฝุ่นโคลน ทว่าความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับ ความกลัวที่กำลังบดขยี้หัวใจ
หากเธอไม่มีเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่ายานอกบัญชีภายในวันพรุ่งนี้... ทางโรงพยาบาลจำเป็นต้องส่งตัวบิดาไปยังหอผู้ป่วยอนาถาและนั่นหมายถึงการยอมรับสภาพการประคับประคองตามยถากรรม ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการนับถอยหลังรอวันตายของพ่อเลยสักนิด
‘พิมจะหาเงินจากไหน... พ่อคะ พิมควรทำยังไงดี’
เธอร่ำร้องในใจอย่างไร้หนทาง น้ำตาไหลพรากอาบแก้มปะปนไปกับหยาดฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดซา
ซ่า!
ทันใดนั้น เสียงล้อรถยนต์บดขยี้แอ่งน้ำขังข้างทางรถลีมูซีนคันหรูสีดำขลับยาวเหยียดแล่นมาจอดเทียบข้างตัวเธออย่างพอดิบพอดี น้ำโคลนสกปรกกระเซ็นขึ้นมาเปียกขากางเกงยีนส์ของเธอเพิ่มขึ้น พิมชะงักฝ่าเท้าด้วยความหวาดหวั่นร่างกายบอบบางสั่นสะท้านท่ามกลางลมหนาวสายตาโศกเฝ้ามองกระจกฟิล์มดำมืดสนิทของรถคันนั้นที่ค่อย ๆ เลื่อนลงมาอย่างช้า ๆ
เมื่อกระจกเลื่อนลงจนสุด สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือ ดวงตาคมกริบสีฟ้าอมเทา คู่นั้น... ดวงตาที่แฝงไปด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าซ่อนประกายไฟแค้นอันร้อนแรงไว้ภายใน
คาร์เตอร์ แอนเดอร์สัน นั่งไขว่ห้างอยู่บนเบาะหนังแท้ราคาแพงในห้องโดยสารที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอความร้อน กลิ่นบุหรี่หรูราคาแพงและน้ำหอมบุรุษแนววู้ดดี้ที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันตราย ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักของเทวดาตกสวรรค์นั้นเหยียดยิ้มร้ายกาจเมื่อได้เห็นสภาพอันน่าเวทนาของหญิงสาวที่เขาเฝ้าคิดถึงและเกลียดชัง
ประตูรถฝั่งที่พิมยืนอยู่ถูกเปิดออกช้า ๆ โดยระบบอัตโนมัติ ลมหายใจอุ่นร้อนปนกลิ่นบุหรี่ระเหยออกมาปะทะใบหน้าเปียกปอนของเธอ ก่อนที่มือหนาแกร่งปานคีมเหล็กจะเอื้อมมากระชากข้อมือเล็กของพิมอย่างแรงจนเธอเสียหลัก ถลาเข้าไปทรุดเข่าอยู่แทบเท้าของเขาภายในรถหรู
“ปล่อยนะ! พิมเจ็บ...”
พิมครางประท้วงพยายามดึงมือออกแต่กลับถูกแรงบีบที่ข้อมือทวีความรุนแรงขึ้นจนกระดูกแทบแหลกคามือหนา
คาร์เตอร์ใช้มืออีกข้างเชยคางมนของเธอขึ้นมาบังคับให้สบตากับเขา นิ้วหัวแม่มือหนาบดขยี้ริมฝีปากบางที่สั่นระริกจนขึ้นรอยแดง แววตาของเขาไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยมีเพียงความสะใจและความกระหายที่จะเห็นเธอทนทุกข์ทรมาน
“ไม่ได้เจอกันนานนะ... ยัยลูกสาวคนโกง สภาพเหมือนหมาข้างถนนไม่มีผิด!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำร้ายกาจกรีดแทงเข้ากลางใจพิมอย่างจัง คาร์เตอร์ก้มหน้าลงมาจนลมหายใจร้อนรดดวงหน้าซีดเซียว
“อยากให้ไอ้สารเลวพ่อของเธอมีชีวิตรอดต่อคืนนี้ไหม? หรืออยากเห็นมันโดนถอดเครื่องช่วยหายใจแล้วโดนโยนทิ้งเหมือนขยะ? ถ้าอยากให้มันรอด... ก็คลานขึ้นรถมาปรนเปรอฉันซะ!”
คำพูดรุนแรงและหยาบโลนชวนให้รู้สึกอัปยศทำให้น้ำตาของพิมไหลร่วงเผาะลงบนหลังมือหนาของเขา คาร์เตอร์ชะงักไปเล็กน้อยยามที่หยาดน้ำตาอุ่นร้อนสัมผัสผิวหนังของตน แต่เขากลับรีบสะบัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปแทนที่ด้วยความกร้าวร้าว
พิมจ้องมองใบหน้าของชายคนรักในอดีตด้วยความรวดร้าวลึกซึ้ง... พี่คาร์เตอร์แสนดีที่เธอเคยแอบรักและเฝ้ารอคอยบัดนี้ได้ตายไปแล้วจริง ๆ เหลือเพียงอสูรร้ายใจทมิฬที่จ้องจะใช้ร่างกายและเกียรติยศของเธอเป็นเครื่องสังเวยความแค้นของเขาเท่านั้น
แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าของพ่อที่นอนไร้สติอยู่ที่เตียง ICU พิมก็ตระหนักได้ดีว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
เธอกลืนก้อนความสะอึกสะอื้นลงคอ สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะช้อนสายตาโศกเศร้าทว่าเต็มไปด้วยความอดทนเด็ดเดี่ยวสบตากับเขาตรง ๆ
“ถ้าพิมยอม... พี่คาร์เตอร์สัญญาใช่ไหมคะ ว่าจะช่วยพ่อ...”
“ฉันไม่ใช่พี่เธอ! และเธอไม่มีสิทธิ์มาต่อรอง!”
คาร์เตอร์ตวาดลั่นพร้อมกับกระชากร่างบางขึ้นมาบนเบาะหนังข้างตัวอย่างป่าเถื่อน ก่อนจะปิดประตูรถเสียงดังสนั่นตัดขาดโลกภายนอกจากสายฝนอันหนาวเหน็บ... เข้าสู่เกมรักบำเรอแค้นที่จะแผดเผาเธอไปตลอดกาล
