บทที่ 2 ตราบาปม่ายขันหมาก

"ไอ้สารเลว" ธนภพพุ่งถลาเข้าไปกระชากคอเสื้อของวันชนะอย่างแรงจนชายหนุ่มเซถลาร่วงลงไปกองกับพื้น

"นี่มันเรื่องจริงใช่ไหม แกทำระยำแบบนี้กับลูกสาวฉันได้ยังไง"

"คุณพ่อครับ ผมอธิบายได้จริงๆ นะครับ"

"ใครเป็นพ่อแก"

หมัดหนักๆ ของธนภพเหวี่ยงกระแทกเข้าใส่ใบหน้าของอดีตว่าที่ลูกเขยอย่างจัง เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นจากฝั่งครอบครัวของฝ่ายชาย คุณหญิงสมร มารดาของวันชนะรีบถลาเข้ามาประคองลูกชายด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ขณะที่ท่านวิชัย ผู้เป็นบิดารีบก้าวเข้ามาขวางหน้าธนภพเอาไว้

"ใจเย็นๆ ก่อนเถอะคุณธนภพ มีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันไปคุยกันหลังบ้านดีกว่านะ" วิชัยพยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อรักษาหน้าตาของวงศ์ตระกูล

"คุยกันหลังบ้านอย่างนั้นหรือ" ธนภพตวาดลั่น "ลูกชายคุณพาเมียเก็บที่กำลังท้องมาหยามเกียรติลูกสาวผมถึงกลางงานหมั้นขนาดนี้ ยังจะมีหน้ามาขอให้ใจเย็นอีกหรือ งานหมั้นวันนี้ยกเลิก ไสหัวออกไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้ ทั้งแก ครอบครัวแก แล้วก็นังผู้หญิงคนนั้น"

คุณหญิงสมรหน้าเสีย รีบหันไปสั่งเด็กรับใช้ในบ้านของตน "ถ้าอย่างนั้นก็ไปยกพานขันหมากกับเครื่องสินสอดทั้งหมดกลับ เราจะไม่อยู่ให้เขาด่าทอแบบนี้หรอก"

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ" ธนภพประกาศกร้าว เสียงดังฟังชัดจนทุกคนสะดุ้ง "พานขันหมากและสินสอดทั้งหมดนี่ ฉันจะยึดเอาไว้เป็นค่าทำขวัญและค่าชดเชยที่ลูกชายพวกคุณทำลายชื่อเสียงเกียรติยศของลูกสาวฉัน ใครก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องทั้งนั้น"

ครอบครัวของวันชนะเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง แต่เมื่อถูกสายตานับร้อยคู่จ้องมองมาด้วยความสมเพชและประณามหยามเหยียด วิชัยจึงต้องจำใจกัดฟันกรอด สั่งให้ภรรยาประคองลูกชายที่สะบักสะบอมเดินออกไปจากงานพร้อมกับหญิงชู้ โดยทิ้งทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลไว้เบื้องหลังอย่างไม่อาจโต้แย้งได้

เสียงซุบซิบนินทาดังเซ็งแซ่ขึ้นมาในทันที รุ้งทองยังคงนั่งนิ่งงันอยู่ ณ จุดเดิมราวกับรูปปั้นหิน เธอรับรู้ได้ถึงสายตานับร้อยคู่ที่จดจ้องมองมา มีทั้งความเวทนา ความสงสาร และแววตาของคนที่กำลังสนุกสนานกับเรื่องอื้อฉาวชั้นดี ที่พรุ่งนี้เช้าคงถูกนำไปพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งตามสื่อทุกสำนัก ทายาทสาวตระกูลดังถูกคู่หมั้นสวมเขาจนหญิงชู้หอบท้องมาบุกพังงานหมั้น แค่จินตนาการถึงถ้อยคำเหล่านั้น เธอก็รู้สึกอับอายจนแทบสิ้นสติ

"รุ้ง"

เค้ก เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวรีบถลาเข้ามาประคองไหล่บางที่กำลังสั่นสะท้าน "เข้าไปพักข้างหลังก่อนเถอะนะ ปล่อยให้ผู้ใหญ่เขาจัดการกันเอง"

รุ้งทองส่ายหน้าช้าๆ หยาดน้ำตาร้อนผ่าวกลิ้งหล่นลงมาอาบแก้มเนียนหนึ่งหยด เธอรีบยกมือขึ้นปาดมันทิ้งอย่างรวดเร็ว เธอจะไม่ยอมวิ่งหนีออกไปซ่อนตัวเหมือนคนขี้แพ้ ต่อให้ต้องทนรับสายตาสมเพชจากคนทั้งงาน เธอก็จะเผชิญหน้ากับมันด้วยศักดิ์ศรีที่ยังเหลืออยู่

ทว่าก่อนที่จะมีใครได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อไป

เสียงจังหวะฝีเท้าหนักแน่นก็ดังก้องกังวานขึ้นมาจากบริเวณประตูทางเข้า

ไม่เร่งรีบ ไม่ลังเล แต่กลับทรงพลังและแผ่ซ่านไปด้วยอำนาจบางอย่างที่สะกดให้ความวุ่นวายและเสียงอื้ออึงทั้งห้องค่อยๆ เงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาดใจ

รุ้งทองเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ แล้วหัวใจที่เพิ่งจะแหลกสลายไปเมื่อครู่ ก็คล้ายกับถูกฝ่ามือที่มองไม่เห็นบีบรัดอย่างรุนแรงซ้ำอีกครั้ง

ผาภูมิ

ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดสูทสากลสีดำสนิทตัดเย็บประณีตก้าวเดินฝ่าวงล้อมของแขกเหรื่อเข้ามาอย่างเชื่องช้า ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบเฉยจนไม่อาจคาดเดาอารมณ์ นัยน์ตาสีเข้มดุดันและล้ำลึกราวกับรัตติกาล

โดยมีธีระ ผู้ช่วยหนุ่มคนสนิทเดินตามหลังมาในระยะประชิดด้วยท่วงท่าระแวดระวัง

เจ็ดปีเต็มที่ไม่ได้พบหน้ากัน แต่รุ้งทองกลับจดจำนัยน์ตาคู่นั้นได้ฝังลึกในความทรงจำ ดวงตาของผู้ชายที่เคยมายืนอยู่เบื้องหน้าเธอพร้อมกับช่อดอกไม้ราคาถูกช่อหนึ่งในมือ และเอ่ยคำสารภาพรักด้วยน้ำเสียงจริงใจ ก่อนที่เธอจะเป็นคนทำลายความรู้สึกของเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชาและหยิ่งยโส

"ฉันไม่ได้รักนาย แล้วก็ไม่มีวันรักด้วย"

ในวันนั้น ผาภูมิเพียงแค่หมุนตัวหันหลังและเดินจากไปโดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

แต่วันนี้ เขากลับมาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ในวินาทีที่เธอกำลังถูกผู้ชายอีกคนเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี

มุมปากหยักลึกของผาภูมิยกขึ้นเพียงนิด

"ช่างเป็นงานหมั้นที่น่าประทับใจจริงๆ"

น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน

รุ้งทองรู้สึกหนาวเหน็บไปจรดกระดูกสันหลัง

"แกเข้ามาเสนอหน้าอะไรที่นี่ ผาภูมิ"

ธนภพตวัดสายตาจ้องมองผู้มาเยือนอย่างเกรี้ยวกราด ผาภูมิในวันนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มซอมซ่อไร้หัวนอนปลายเท้าที่เคยมาตามตื๊อลูกสาวของเขาเมื่อหลายปีก่อนอีกต่อไปแล้ว ชายหนุ่มตรงหน้าคือมหาเศรษฐีเจ้าของ

อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์และประธานกองทุนรวมขนาดใหญ่ และที่สำคัญที่สุด เขาคือศัตรูตัวฉกาจที่กำลังไล่ต้อนบริษัทของธนภพจนแทบจะหมดหนทางรอด

"โรงแรมแห่งนี้ ผมถือหุ้นอยู่สามสิบสองเปอร์เซ็นต์" ผาภูมิตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความยำเกรง "ผมคิดว่าตัวเองคงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใครก่อนจะเดินเข้ามาในที่ของตัวเอง"

สีหน้าของธนภพแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงในทันที

แต่ผาภูมิหาได้ใส่ใจอารมณ์ของชายสูงวัยไม่ สายตาคมกริบของเขาตวัดกลับมาหยุดลงที่ใบหน้าหวานของรุ้งทอง เนิ่นนานกว่าที่ควรจะเป็น เขาพินิจมองตั้งแต่ปิ่นทองคำที่ประดับอยู่บนเรือนผม นัยน์ตาคู่สวยที่แดงก่ำและชื้นไปด้วยหยาดน้ำตา ไล่เรื่อยลงมาจนถึงมือเรียวที่ว่างเปล่า ปราศจากแหวนหมั้นตีตราจอง

"น่าสมเพชจริงๆ"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป