บทที่ 3 ข้อเสนอจากซาตาน
เขาเอ่ยถ้อยคำนั้นออกมาแผ่วเบา ทว่ามันกลับดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคนฟัง
รุ้งทองกัดริมฝีปากแน่นจนได้รสฝาดของเลือด
"ถ้าคุณมาที่นี่เพียงเพื่อจะหัวเราะเยาะความพินาศของฉัน ก็เชิญกลับไปได้แล้ว"
"ผมยังไม่ได้หัวเราะเลยสักนิด"
"แต่ในใจของคุณกำลังสะใจอยู่"
แววตาของผาภูมิแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นชั่วขณะหนึ่ง
"แล้วมันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นหรือไง"
ประโยคย้อนถามสั้นๆ นั้นทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ เขายังไม่ลืม แน่นอนว่าผู้ชายคนนี้ไม่เคยลืมรอยแผลที่เธอเคยฝากเอาไว้
ผาภูมิละสายตาจากเธอแล้วหันไปเผชิญหน้ากับธนภพ
"ข่าวฉาวคาวโลกีย์ในวันนี้ จะส่งผลให้ราคาหุ้นบริษัทของคุณดิ่งลงเหวทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการในเช้าวันพรุ่งนี้"
ใบหน้าของธนภพตึงเครียดขึ้นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน
"นี่มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของฉัน ไม่ได้กงการอะไรของแก"
"แต่หนี้สินมหาศาลของบริษัทคุณ มันเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของผมโดยตรง"
บรรยากาศรอบกายเย็นเยียบลงฉับพลัน ราวกับอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงหลายองศา ผาภูมิล้วงมือทั้งสองข้างซุกเข้าในกระเป๋ากางเกงสแล็กด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีคุกคาม
"ธนาคารพาณิชย์สามแห่งที่คุณกำลังวิ่งเต้นขอรีไฟแนนซ์ อยู่ ถ้าพวกเขารู้ข่าวฉาวนี้ประกอบกับตัวเลขขาดทุนในไตรมาสล่าสุด คุณคิดว่าเขาจะยังยอมอนุมัติวงเงินให้บริษัทที่ใกล้จะล้มละลายอยู่อีกหรือเปล่า"
ธนภพหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อผุดซึมตามไรผม รุ้งทองหันไปมองบิดาด้วยดวงตาเบิกกว้าง
"คุณพ่อคะ สิ่งที่เขาพูด"
ชายสูงวัยเอาแต่ปิดปากเงียบสนิท และความเงียบงันนั้นก็คือคำตอบที่ทำให้เธอตระหนักได้ทันทีว่า ถ้อยคำของผาภูมิคือความจริงทุกประการ
ชายหนุ่มปรายตามองพานขันหมากเอกที่ยังคงวางเด่นตระหง่านอยู่กลางวง ก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำเอาแขกเหรื่อทั้งงานต้องเบิกตาโพลง
"ในเมื่อว่าที่เจ้าบ่าวคนเดิมหมดสิทธิ์ไปแล้ว" เขาเว้นจังหวะการพูดไปครู่หนึ่ง "ผมก็ยินดีจะรับช่วงต่อเอง"
เสียงฮือฮาระลอกใหม่ดังกระหึ่มขึ้นทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง รุ้งทองเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่หูได้ยิน
"คุณกำลังพูดเรื่องบ้าอะไรของคุณ"
ผาภูมิก้าวประชิดเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ระยะห่างที่ลดลงจนเธอสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศที่ผสมผสานกับกลิ่นอายอันตรายลอยแตะจมูก
"ผมจะหมั้นกับคุณ"
"ฉันไม่หมั้น" คำปฏิเสธสวนกลับแทบจะในเสี้ยววินาที
มุมปากหยักลึกของเขากระตุกขึ้น มันไม่ใช่รอยยิ้ม หากแต่เป็นสีหน้าของผู้ชนะที่คาดเดาปฏิกิริยานี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
"คุณเคยปฏิเสธผมมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเจ็ดปีก่อน" น้ำเสียงทุ้มต่ำถูกกดให้เบาลงจนมีเพียงแค่เธอและเขาเท่านั้นที่ได้ยิน "แต่อย่าหลงคิดว่าครั้งนี้ คุณจะยังมีสิทธิ์เลือกเหมือนในอดีต"
รุ้งทองจ้องมองใบหน้าคมคายด้วยความตื่นตระหนก
ผาภูมิละความสนใจจากเธอ แล้วหันกลับไปยื่นข้อเสนอกับธนภพด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
"ผมจะกวาดซื้อหนี้สินทั้งหมดของบริษัทคุณ รับประกันวงเงินกู้ที่กำลังจะถูกระงับ และจัดการปิดปากสื่อมวลชนทุกสำนักให้ข่าวคืนนี้กลายเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวอย่างกะทันหันเท่านั้น"
เขาเอ่ยข้อเสนอราวกับกำลังเจรจาซื้อขายหุ้นในกระดาน ทั้งที่สิ่งของที่เขากำลังต่อรองวางเดิมพันอยู่บนโต๊ะนั้น คือชีวิตและอิสรภาพทั้งชีวิตของเธอ
"แล้วแกต้องการอะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยน" ธนภพเค้นเสียงถามอย่างยากลำบาก
คราวนี้ผาภูมิแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวตวัดกลับมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าหวานของรุ้งทองอีกครั้ง เชื่องช้า หนักแน่น และเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงปรารถนาลึกล้ำที่บีบบังคับให้หญิงสาวรู้สึกราวกับกำลังยืนหมิ่นเหม่อยู่บนริมหน้าผาสูงชัน
"ไม่มากมายอะไรเลยครับ"
เขาเอื้อมมือหนาออกไปเชยปลายคางมนของเธอขึ้นมาเบาๆ รุ้งทองสะบัดหน้าหนีสัมผัสนั้นอย่างรังเกียจในทันที ประกายไฟแห่งโทสะและความแค้นวาบผ่านนัยน์ตาสีเข้มของชายหนุ่ม เมื่อเจ็ดปีก่อน เธอคือผู้หญิงที่หยิ่งผยองและผลักไสเขาออกไปจากชีวิตอย่างไม่ไยดี แต่วันนี้ ในวินาทีนี้ เขาคือผู้ชายเพียงคนเดียวที่กุมชะตากรรมและทางรอดของครอบครัวเธอเอาไว้ในกำมือ
ผาภูมิโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้พวงแก้มใสจนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้อ ก่อนที่น้ำเสียงแหบพร่าและดุดันจะดังก้องกังวานให้ทุกคนในงานได้รับฟังอย่างชัดเจน
"ผมต้องการตัวรุ้งทอง"
ร่างบางของหญิงสาวชาวาบและแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอกลิ่มความอัปยศลงกลางใจเธออย่างเลือดเย็น
"และคืนนี้ เธอจะต้องไปอยู่กับผม"
รุ้งทองเบิกตากว้างจนแทบถลน "ไม่มีวัน ฉันไม่มีวันไปกับคนอย่างคุณ"
ผาภูมิจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของเธอ แล้วรอยยิ้มเย็นเยียบดุจมัจจุราชก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"ถ้าอย่างนั้นก็ลองดูครับ" เขาเว้นจังหวะ เพื่อปล่อยให้ความหวาดหวั่นกัดกินหัวใจของอีกฝ่าย
"มาดูกันสิว่า ระหว่างศักดิ์ศรีที่ไร้ค่าของคุณ กับบริษัทที่พ่อคุณรักนักรักหนา อะไรมันจะพังพินาศลงไปก่อนกัน"
