บทที่ 7 ความจริงที่ซ่อนเร้น

"บัตรเครดิตไม่จำกัดวงเงิน โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ แล้วก็กุญแจรถ" ผาภูมิอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผมให้คนโอนชื่อรถสปอร์ตคันที่จอดอยู่ชั้นล่างเป็นชื่อคุณแล้ว ถือเป็นค่าตอบแทนสำหรับหน้าที่เมื่อคืน"

ถ้อยคำที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันนั้นทำเอาคนฟังหน้าชา หญิงสาวปัดซองเอกสารทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี

"ฉันไม่ใช่ผู้หญิงหากิน ที่จะต้องมารอรับเศษเงินหรือของกำนัลหลังจากนอนกับคุณ" รุ้งทองเชิดหน้าขึ้น นัยน์ตากลมโตวาวโรจน์ไปด้วยแรงโทสะ "เก็บของพวกนี้คืนไปซะ ฉันไม่ต้องการ"

ผาภูมิเอนแผ่นหลังพิงพนักโซฟา นัยน์ตาคมดุหรี่แคบลงขณะประเมินท่าทีดื้อรั้นของคนตรงหน้า

"อย่าอวดดีให้มันมากนัก รุ้งทอง คุณคิดว่าเสื้อผ้าที่คุณใส่อยู่ ข้าวที่คุณจะต้องกิน หรือแม้แต่อากาศที่คุณหายใจอยู่ในห้องนี้ มันได้มาฟรีๆ หรือไง" ชายหนุ่มโน้มตัวไปข้างหน้า ประสานสายตากับเธออย่างคุกคาม "เก็บมันไว้ ในฐานะผู้หญิงของผม คุณต้องมีภาพลักษณ์ที่ดูดีเวลาออกไปไหนมาไหน อย่าทำให้คนอื่นมองว่าผมเลี้ยงดูของเล่นตัวเองไม่ดี"

"ของเล่นที่ซื้อมาด้วยเงินร้อยล้านเพื่อเอาไว้ระบายความแค้นน่ะหรือคะ" เธอแค่นหัวเราะ "คุณคิดจริงๆ หรือว่ากระดาษแผ่นนั้นจะทำให้ฉันยอมสยบอยู่ใต้เท้าคุณ"

"คุณจะคิดยังไงก็ช่าง แต่ตราบใดที่สัญญายังไม่สิ้นสุด คุณก็คือคนของผม" ผาภูมิหยัดกายลุกขึ้นยืน จัดเสื้อสูทให้เข้าที่ "อยู่ที่นี่ในฐานะผู้อาศัย สั่งการแม่บ้านได้ตามที่คุณต้องการ แต่จำเอาไว้ข้อเดียว อย่าคิดหนี เพราะถ้าคุณก้าวข้ามขอบเขตที่ผมวางไว้เมื่อไหร่ พ่อของคุณและบริษัทธนกุลจะต้องพังพินาศย่อยยับยิ่งกว่าที่ไอ้วันชนะมันทำไว้เสียอีก"

ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ร่างสูงใหญ่ก็เดินหันหลังก้าวออกจากเพนต์เฮาส์ไป ทิ้งให้รุ้งทองจมอยู่กับความเงียบงันและความอ้างว้างที่โรยตัวเข้าปกคลุม หญิงสาวทอดสายตามองซองเอกสารบนโต๊ะด้วยความรู้สึกสมเพชตัวเอง ทรัพย์สินและเงินทองมากมายที่เขากองไว้ให้ตรงหน้า ไม่อาจเทียบได้เลยกับอิสรภาพที่สูญเสียไป

ท่ามกลางความเงียบ เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์เครื่องใหม่ที่ผาภูมิทิ้งไว้ให้ก็แผดเสียงดังขึ้น รุ้งทองชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบ หน้าจอปรากฏชื่อของบิดา หญิงสาวรีบกดรับสายด้วยความหวังอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่

"คุณพ่อ" เธอเรียกปลายสายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

"รุ้ง เป็นยังไงบ้างลูก เขาได้ทำอะไรรุ้งหรือเปล่า" ธนภพถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน

ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลอาบหัวใจ อย่างน้อยบิดาก็ยังห่วงใยและนึกถึงความรู้สึกของเธอ ทว่าก่อนที่รุ้งทองจะทันได้เอ่ยปากเล่าถึงความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญ ประโยคถัดมาของคนเป็นพ่อก็กรีดลึกลงกลางใจอย่างโหดร้าย

"พ่อจะโทรมาบอกว่า พ่อเอาเงินร้อยล้านที่เป็นของหมั้น ไปจ่ายชำระหนี้สินทั้งหมดของบริษัทเรียบร้อยแล้วนะลูก ตอนนี้บริษัทเราพ้นวิกฤตแล้ว รุ้งอดทนหน่อยนะลูก ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ทำให้เขาพอใจ อย่าทำอะไรให้เขาโกรธจนยกเลิกสัญญาแล้วมา ทวงเงินคืนเด็ดขาด เพราะพ่อไม่มีเงินก้อนนั้นมาคืนเขาแล้วนะรุ้ง"

มือบางที่จับโทรศัพท์สั่นระริกจนแทบจะร่วงหลุดมือ หยาดน้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปไหลรินลงมาอาบแก้มอีกครั้ง รุ้งทองไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใดนอกจากเสียงสะอื้นแผ่วเบาแล้วกดวางสายไป

เธอหลับตาลงอย่างร้าวราน ความหวังสุดท้ายพังทลายลงไม่มีชิ้นดี ผู้เป็นพ่อไม่ได้โทรศัพท์มาเพื่อไถ่ถามด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง แต่โทรมาเพื่อตอกย้ำว่าเงินจำนวนนั้นถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว เธอไม่มีทางหนีรอดไปจากขุมนรกแห่งนี้ได้อีกต่อไป

หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบห้องนั่งเล่นที่โอ่อ่าอลังการ โซ่ตรวนแห่งความกตัญญูและสัญญาหนี้สินกำลังรัดรึงพันธนาการตัวเธอเอาไว้อย่างแน่นหนา ตราบใดที่ยังไม่ครบกำหนดหนึ่งปี เธอคงเป็นได้เพียงแค่ของเล่นมีชีวิตที่รอรับบทลงโทษจากซาตานร้าย โดยไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกร้องความเห็นใจจากใครเลย

แสงแดดยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาภายในเพนต์เฮาส์กว้างขวาง รุ้งทองเดินสำรวจพื้นที่ที่เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกเลื่อนลอย ความเจ็บช้ำจากการตกเป็นเบี้ยล่างและถูกบิดาแท้ๆ ทอดทิ้งยังคงเกาะกินอยู่ในหัวใจ

หญิงสาวก้าวเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูไม้บานหนาซึ่งถูกแง้มทิ้งไว้เล็กน้อย ภายในคือห้องทำงานส่วนตัวของผาภูมิ เธอตั้งใจจะเดินผ่านไป ทว่าสายตากลับสะดุดเข้ากับซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางเปิดอ้าอยู่บนโต๊ะทำงาน กองรูปถ่ายหลายใบปลิวหลุดออกมาตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ

รุ้งทองผลักประตูเข้าไปเบาๆ ตั้งใจจะเก็บรวบรวมมันให้เข้าที่ ทว่าเมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับรูปถ่ายใบแรก ลมหายใจของเธอก็สะดุดกึก

มันคือรูปถ่ายของเอวา หญิงสาวที่อุ้มท้องไปอาละวาดในงานหมั้นของเธอ

หัวใจของรุ้งทองเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง มือบางรีบหยิบเอกสารแผ่นอื่นๆ ที่แนบอยู่ด้วยกันขึ้นมาดู มันคือสำเนาสลิปการโอนเงินจำนวนหลายล้านบาทจากบัญชีของธีระ เข้าสู่บัญชีส่วนตัวของเอวา พร้อมกับบันทึกข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมืออันคุ้นตาของผาภูมิ

"ค่าตอบแทนงวดสุดท้าย สำหรับการพังงานหมั้นตระกูลธนกุล"

กระดาษในมือร่วงหล่นลงบนโต๊ะ หญิงสาวเบิกตากว้าง ควานหาเอกสารแผ่นต่อไปในซองด้วยมือที่สั่นเทา หน้ากระดาษเหล่านั้นคือรายงานสรุปแผนการโจมตีทางธุรกิจอย่างละเอียด ผาภูมิไม่ได้แค่บังเอิญเข้ามาซื้อหนี้ของบิดาเธอ แต่เขาเป็นคนทุ่มเงินกว้านซื้อหุ้น ปล่อยข่าวลือทำลายความน่าเชื่อถือ และตัดหน้าแย่งคู่ค้าคนสำคัญทั้งหมดไปในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา เขาคือคนบีบคั้นให้บริษัทของธนภพเดินเข้าสู่ทางตันจนต้องล้มละลาย

เขาสร้างวิกฤตทั้งหมดขึ้นมาด้วยมือของเขาเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป