บทที่ 1 #1.1 หัวใจหรรษา
แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าเล็ดลอดผ่านม่านโปร่งสีเทาอ่อนเข้ามาอย่างเงียบงัน ทาบลงบนผนังห้องทอดกระทบลงบนพื้นพรมหนานุ่มภายในห้องนอนกว้างที่ตกแต่งด้วยโทนสีเทาเข้มและดำด้าน ทุกอย่างเรียบหรู เย็นนิ่ง และเป็นระเบียบราวกับไม่เคยมีใครเข้ามาใช้ชีวิตอยู่จริง กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศอบอวลอยู่โดยรอบ คลอเคล้ากับกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่และความหรูหราที่ไร้ตัวตน ภายใต้ความเงียบเฉื่อยของทุกสรรพสิ่งที่ไร้ความเร่งรีบเหมือนจะเกรงใจไม่อยากรบกวนความสงบของเช้าวันใหม่
แต่สำหรับหรรษา โลกของเธอไร้ความสงบทันทีที่เริ่มรู้สึกตัวขึ้นอย่างช้า ๆ พร้อมความรู้สึกหนักอึ้งในหัว เปลือกตากะพริบช้าก่อนลืมตาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย เพดานสีเทาเข้มไม่คุ้นตาที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเธอติดขัดเหมือนผ่านคืนที่ยาวนานเกินกว่าจะจดจำ กลิ่นบางอย่างลอยอบอวลอยู่รอบตัว กลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ ผสมกับกลิ่นอุ่นจาง ๆ ของใครบางคน และการรับรู้อย่างสับสนระคนความตกใจว่าห้องที่เธอนอนอยู่ขณะนี้...ไม่ใช่ห้องของเธอ
ความคิดนั้นแล่นผ่านก่อนที่เธอจะลืมตาตื่นเต็มที่ รีบร้อนขยับตัวแต่กลับหยุดนิ่งในทันทีที่ตระหนักถึงท่อนแขนของใครบางคนที่พาดอยู่เหนือเอวเธอหลวม ๆ แต่อบอุ่น หนักแน่น และใกล้ชิดเกินกว่าจะเป็นความเข้าใจผิด ที่สำคัญ… แขนนั้นไม่ใช่ของนลินเพื่อนเธอแน่นอน
หัวใจสาวกระตุกแรงจนแทบเจ็บ เธอรีบก้มมองตัวเอง ผ้าห่มสีขาวปกคลุมร่างไว้เพียงครึ่งเดียว ผิวเปลือยสัมผัสอากาศเย็นยามเช้าเป็นเหตุให้เธอชะงักงันไปชั่วขณะ โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน หัวใจเธอแทบจะหยุดเต้นในทันใดจนต้องรีบหลับตาลง สูดลมหายใจลึกหนึ่งครั้งเพื่อควบคุมสติ ที่ปรึกษาตรวจสอบพิเศษ ในตัวเธอเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติพร้อมกับประเมินสถานการณ์ก่อนอารมณ์
หรรษาเปิดเปลือกตาขึ้นช้า ๆ พลางเอี้ยวศีรษะหันไปมองชายแปลกหน้าข้างกายที่นอนแนบชิดแผ่นหลังของเธอในระยะใกล้เกินไป ใกล้จนเธอรับรู้ถึงจังหวะลมหายใจสม่ำเสมอของเขากับความทรงจำของค่ำคืนที่ว่างเปล่าอย่างน่ากลัว ใบหน้าคมเข้มหลับสนิท แววอันตรายที่แม้ในยามพักผ่อนก็ยังหลงเหลืออยู่ ร่างสูงใหญ่ดูสงบนิ่งอย่างคนที่ไม่เคยต้องระแวงโลก เธอไม่รู้จักเขา และนั่นทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
“แล้วหมอนี่เป็นใคร…นี่มันเรื่องบ้าห่าเหวอะไรกันเนี่ย มันเกิดกับฉันได้ยังไง”
เสียงพึมพำแหบแผ่วหลุดจากริมฝีปากผ่านกลีบปากนุ่มพร้อมกับความเสียดายตัวแล่นเข้ามาช้า ๆ หนักหน่วงกว่าความตกใจ มันไม่ใช่ความอับอายแบบเด็กสาว แต่คือความโกรธตัวเองของคนที่ใช้ชีวิตด้วยการคำนวณทุกความเสี่ยงมาตลอด
หรรษารีบดึงผ้าห่มขึ้นมากอดแน่นทันที ร่างทั้งร่างแข็งทื่อ ความร้อนวูบขึ้นที่ดวงตาไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เพราะความรู้สึกที่แล่นเข้ามาพร้อมกันหลายอย่างเกินไป ทั้งตกใจ ทั้งสับสนและ… เสียดายตัวเองอย่างรุนแรง นิ้วมือเธอสั่นเล็กน้อยขณะพยายามขยับออกจากอ้อมแขนนั้นอย่างระมัดระวัง แต่เพียงขยับนิดเดียว แขนของชายแปลกหน้าก็เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณราวกับยังหลับลึก
ความโกรธพุ่งขึ้นทันที ไม่ใช่โกรธเขาเพียงอย่างเดียวแต่โกรธตัวเอง โกรธที่ปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอจนจำอะไรไม่ได้ โกรธที่เสียการควบคุมจนต้องเสียงสิ่งเดียวที่เธอรักษาไว้ทั้งชีวิตในเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อคืน เธอล้มเหลว หรรษากลืนความรู้สึกนั้นลงไปทันที อารมณ์ไม่ช่วยแก้ปัญหา เธอค่อย ๆ จับแขนของชายแปลกหน้าอย่างเบามือแล้วยกออกจากเอวอย่างระมัดระวัง อาการปวดระบบทั่วร่างโดยเฉพาะในจุดที่เพิ่งผ่านประสบการณ์ครั้งแรกและไม่ใช่แค่ครั้งเดียวทำเอาเธอต้องขบฟันและฝืนดันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก โดยต้องพยายามไม่ส่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา รีบเลื่อนตัวลงจากเตียงด้วยความระมัดระวัง มือยังคงกำผ้าห่มแน่นเหมือนเกราะชั่วคราว เท้าแตะพื้นเย็นเฉียบ อาการเจ็บแปลบที่กึ่งกลางเรือนกายทำให้ความจริงชัดเจนขึ้นทุกวินาที
เสื้อผ้าของเธอกระจัดกระจายอยู่บนพื้น หลักฐานเงียบงันของคืนที่เธอจำไม่ได้ หรรษาก้มลงเก็บเดรสสีมิดไนท์บลูขึ้นมาสวมอย่างรวดเร็ว มือยังสั่นเล็กน้อยแต่การเคลื่อนไหวกลับแม่นยำเหมือนเดิมราวกับต้องการกอบกู้ภาพลักษณ์ของตัวเองขึ้นทีละชิ้น เมื่อแต่งตัวเสร็จ เธอเงยหน้ามองกระจกบานใหญ่ ภาพสะท้อนของหญิงสาวในกระจก เส้นผมยุ่งเหยิง มาสคาร่าเลอะจาง ๆ ใต้ดวงตาดูเปราะบางเกินกว่าที่เธออนุญาตให้ใครเห็น
หรรษายืนนิ่งหนึ่งวินาที แล้วเชิดคางขึ้นไหล่เหยียดตรง หน้ากากถูกสวมกลับเข้าที่ เธอหันหลังให้เตียงโดยไม่มองชายคนนั้นอีก เพราะการจ้องมองจะทำให้เหตุการณ์นี้มีความหมายมากเกินไป และเธอไม่อนุญาตให้มันเป็นเช่นนั้น
ประตูห้องเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะปิดลงอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมกลิ่นหวานราวกลีบดอกไม้เจือจางลอยคว้างอยู่ในอากาศ เป็นร่องรอยเดียวของผู้หญิงที่เดินจากไปราวกับพยายามจะหนีออกจากความผิดพลาดของคืนคืนหนึ่ง โดยไม่รู้เลยว่าเธอเพิ่งเดินเข้าสู่วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
