บทที่ 3 #1.3 หัวใจหรรษา
หรรษาคงไม่เสียใจมากขนาดนี้ หัวใจที่พยายามจะเข้มแข็งกลับแตกร้าวอย่างรุนแรงเมื่อคนที่ธนิตเลือกคือเขมิกา... ผู้หญิงที่เดินอยู่บนกองเพลิงแห่งความริษยาเธอมาตั้งแต่วัยมหาวิทยาลัย เขมิกาพยายามจะเอาชนะเธอในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียน ตำแหน่งดาวเด่น หรือแม้แต่ความสนใจจากผู้ชายรอบตัว ความอิจฉาเหล่านั้นถูกบ่มเพาะจนกลายเป็นคำสาบานที่จะแย่งชิงทุกอย่างที่หรรษารักไปเป็นของตัวเองให้ได้ เพราะเขมิกามีความเชื่อว่าทุกอย่างซื้อได้ด้วยเงิน
สิ่งที่ทำให้หรรษาเจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่การที่เขมิการ่ำรวยกว่าเธอ แต่คือการที่ผู้หญิงคนนนั้นใช้ 'ตราบาป' ของครอบครัวหรรษาเป็นอาวุธ เขมิกาเป็นคนขุดคุ้ยเรื่องพ่อของหรรษาเคยติดคุก ไปบอกครอบครัวของธนิต เธอรู้ดีว่าในสังคมนักธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ การมีว่าที่ลูกสะใภ้เป็นลูกสาวนักโทษคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเมื่อธุรกิจครอบครัวของธนิตเข้าสู่ภาวะวิกฤต และได้สิงหราชยื่นมือเข้าช่วย...โดยมีข้อแม้เดียวคือธนิตต้องแต่งงานกับเขมิกาเพื่อกอบกู้ธุรกิจและแสดงความกตัญญูต่อครอบครัว
หรรษากลายเป็นผู้หญิงที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยมีบาดแผลที่ไม่มีวันหาย และคนแพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง เธอจึงเลือกมาที่นี่...นั่งอยู่มุมบาร์ตรงที่แสงไฟตกกระทบแค่ครึ่งใบหน้า แสงสลัวช่วยอำพรางความหม่นเศร้าและอ่อนล้าในดวงตาเธอ เดรสสีเรียบคัตติ้งเนี้ยบที่เธอใส่ไปทำงานยังคงเป๊ะทุกกระเบียด แต่ไหล่ของมันยับเล็กน้อยเหมือนเจ้าของไม่สนใจจะจัดทรงอีกต่อไป ลิปสติกสีสุภาพเลือนเป็นรอยบาง ๆ บนขอบแก้วค็อกเทล แก้วที่เท่าไหร่เธอก็จำไม่ได้ถูกยกขึ้นอย่างไม่มั่นคง ของเหลวสีทับทิมสั่นไหวตามจังหวะหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เธอยกแก้วขึ้นอีกครั้ง ดื่มรวดเดียวจนคอแสบ ความรู้สึกไร้ค่าและไม่เป็นที่ต้องการมันรุนแรงเสียจนสติที่หรรษาเคยภาคภูมิใจพังยับเยิน เธอแค่อยากลบภาพผู้ชายที่ฉันเคยเชื่อใจ... คนที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อใจคือจุดเริ่มต้นของความพินาศ
“อีกแก้วค่ะ” เธอเคาะนิ้วเรียวยาวกับเคาน์เตอร์ไม้ขัดมัน เสียงแหบพร่าแต่ดื้อดึง
บาร์เทนเดอร์ลังเล มองผ่านไหล่เธอไปยังหญิงสาวอีกคนที่เพิ่งเดินเข้ามา
“ยายษา พอได้แล้ว” นลินเอ่ยทันทีที่มาถึงพลางเอื้อมมือดึงแก้วออกจากมือเพื่อนไว้เสียก่อน “แกเมามากแล้ว ลุกเลยฉันจะพาแกกลับบ้าน”
เสียงดนตรีลากยาวเหมือนจะกลบประโยคสุดท้าย แต่นลินได้ยินชัด เธอวางธนบัตรลงบนเคาน์เตอร์ แล้วคว้ากระเป๋าคลัตช์ของเพื่อนมาไว้ในมือ
“ฉันไม่ได้เมาไอ้ลิน...แกลากฉันกลับไปตอนนี้ ฉันก็นอนไม่หลับอยู่ดี ถ้าแกไม่กินก็มานั่งดูฉันกินอย่างเดียวก็ได้” เธอพยายามประคองความเจ็บปวดไว้ในแก้วเหล้า
นลินถอนหายใจหนัก ๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังโดยไม่ละสายตาจากเพื่อน “ฉันไม่กิน แล้วแกก็ต้องกลับบ้านกับฉันเดี๋ยวนี้ไอ้ษา”
หรรษาส่ายหน้าและพยายามจะเอื้อมมือคว้าแก้วคืน แต่พลาดเป้า ปลายนิ้วเฉียดขอบแก้วจนเกิดเสียงกระทบเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยเสียงอ้อแอ้ “ฉันยังไม่กลับ ถ้าแกไม่กินก็มานั่งดูฉันกินอย่างเดียวก็ได้”
นลินส่ายหน้าเบา ๆ ขณะทอดสายตามองเพื่อนด้วยความระอาใจในความดื้อของหรรษาพร้อมกับเอ่ยอย่างหงุดหงิด “งั้นก็ตามใจแก ฉันก็อยากจะรู้ว่าแกจะกินได้อีกสักกี่แก้ว”
หรรษาเอนหลังพิงเก้าอี้ ศีรษะเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมเฉี่ยวที่เคยอ่านความลับคนอื่นได้ วันนี้กลับล่องลอยเหมือนกำลังมองทะลุเพดานออกไปไกลกว่านั้น
นลินไม่ถามว่าเพื่อนมีเรื่องทุกข์ใจอะไรนักหนาถึงต้องพึงพาแอลกอฮอล์เพื่อทำให้ลืมและพาผ่านค่ำคืนที่ว่าเหว่เช่นนี้เพราะเธอรู้ว่าคำถามนั้นจะไม่ได้คำตอบ
“แกไม่ต้องมาแบกทุกข์ไปกับปัญหาของฉันหรอกไอ้ลิน” หรรษาพูดต่อ ทั้งที่เพื่อนยังไม่ทันเอ่ยอะไร
มือของนลินเลื่อนไปจับไหล่เพื่อนแน่นขึ้น “เมื่อไหร่แกจะเลิกแบกทุกข์ไว้คนเดียวซะทีวะไอ้ษา ฉันเป็นเพื่อนแกนะโว้ย ฉันเต็มใจแบ่งเบาความรู้สึกของแกไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข และแกไม่ต้องฝืนทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้”
ประโยคนั้นทำให้หรรษาชะงักคำว่าเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่คนอื่นใช้เรียกเธอเสมอแต่ไม่มีใครเคยถามว่าเธออยากเป็นแบบนั้นไหม เธอหลุบตาลง มองเงาสะท้อนตัวเองในพื้นผิวเคาน์เตอร์ไม้ แสงไฟสีอำพันทำให้ดวงตาของเธอดูเข้มขึ้น แต่ใต้ความเข้มนั้นมีรอยร้าวเล็ก ๆ ที่แทบมองไม่เห็น
“ถ้าฉันไม่เข้มแข็ง…” เธอพึมพำ “เวลาที่ไม่มีแก แล้วใครจะปกป้องฉันล่ะ”
คำพูดนั้นไม่ดัง แต่หนักพอให้คนที่ยืนใกล้ที่สุดได้ยิน นลินก้าวเข้ามาประคอง เธอไม่โต้แย้งอีก เพียงปล่อยให้หรรษาเอนศีรษะพิงไหล่เธอชั่วขณะหนึ่ง และในขณะที่เสียงเพลงในร้านยังลากยาวไม่ขาดตอน เมื่อโทรศัพท์ของนลินสั่นในมือ เธอมองหน้าจอเพียงเสี้ยววินาที สีหน้าก็เปลี่ยนทันทีจากความกังวลแบบเพื่อน เป็นความตึงเครียดแบบนักกฎหมาย
“ไอ้ษา แกรอฉันแป๊บนะ ห้ามลุกไปไหนล่ะ” เธอก้มลงกระซิบใกล้หูเพื่อนเพราะเสียงดนตรีดังเกินไป “ฉันออกไปรับโทรศัพท์แป๊บเดี๋ยวมา”
