บทที่ 3 #1.3 หัวใจหรรษา

“ฉันไม่ได้เมา... ยัยลิน แกลากฉันกลับไปตอนนี้ ฉันก็นอนไม่หลับอยู่ดี” หรรษาประท้วงเสียงอ้อแอ้ “ถ้าแกไม่กิน ก็มานั่งดูฉันกินก็ได้”

นลินถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองเพื่อนอย่างจริงจัง “เรื่องอะไรฉันต้องมานั่งดูแกกินเหล้า ฉันลากแกกลับบ้านเลยดีกว่าไอ้ษา”

หรรษาส่ายหน้า พยายามเอื้อมมือคว้าแก้วคืนแต่พลาดเป้า ปลายนิ้วปัดโดนขอบแก้วจนเกิดเสียงกระทบเบาๆ

“ฉันไม่กลับ... แกอย่ามาบังคับฉันนะ”

นลินมองสภาพเพื่อนอย่างอ่อนใจกับความดื้อดึง น้ำเสียงของเธอเริ่มเจือความหงุดหงิด “แกนี่มันดื้อชะมัด! งั้นก็ตามใจแกเลย ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าแกจะกินได้อีกสักกี่แก้ว”

หรรษาทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเฉี่ยวที่มักจะช่างสังเกตและจับอารมณ์คู่สนทนาได้เฉียบขาด บัดนี้กลับเลื่อนลอยราวกับกำลังมองทะลุเพดานออกไปไกลแสนไกล...

นลินไม่ได้เอ่ยถามว่าเพื่อนมีเรื่องทุกข์ใจอะไรนักหนา ถึงต้องมาพึ่งแอลกอฮอล์เพื่อลืมความโดดเดี่ยวในค่ำคืนนี้ เพราะเธอรู้ดีว่า... คำถามนั้นจะไม่มีวันได้รับคำตอบ

“แกไม่ต้องแบกความทุกข์ของฉันหรอกลิน” หรรษาเอ่ยขึ้นทั้งที่เพื่อนยังไม่ทันพูดอะไร

มือของนลินเลื่อนมาบีบไหล่เพื่อนแน่นขึ้น “เมื่อไหร่แกจะเลิกแบกทุกอย่างไว้คนเดียวสักทีวะไอ้ษา ฉันเป็นเพื่อนแกนะเว้ย เต็มใจแบ่งเบาความรู้สึกแกเสมอ แกไม่ต้องฝืนทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้”

ประโยคนั้นทำให้หรรษาชะงัก ‘เข้มแข็ง’ คือคำที่คนอื่นใช้บรรยายตัวเธอเสมอ แต่ไม่เคยมีใครถามว่าเธออยากเป็นแบบนั้นไหม หญิงสาวหลุบตาลง แสงไฟสีอำพันทำให้ดวงตาของเธอดูเข้มขึ้น ทว่าภายใต้ความเรียบเฉยนั้นกลับมีรอยร้าวเล็กๆ ที่แทบมองไม่เห็น

“ถ้าฉันอ่อนแอ...” เธอพึมพำเสียงแผ่ว “เวลาที่ไม่มีแก แล้วใครจะปกป้องฉันล่ะ”

คำพูดนั้นเบาหวิว แต่กลับหนักอึ้งในใจคนฟัง นลินไม่ได้โต้แย้ง เพียงขยับเข้าไปประคองให้เพื่อนเอนศีรษะซบไหล่ชั่วขณะ ทว่าความสงบอยู่ได้เพียงไม่นาน โทรศัพท์ในมือของนลินก็สั่นครืด หญิงสาวก้มมองหน้าจอ เพียงเสี้ยววินาทีสีหน้าก็เปลี่ยนจากความห่วงใยแบบเพื่อน กลายเป็นความตึงเครียดแบบทนายความ

“ไอ้ษา แกรอฉันตรงนี้แป๊บนะ ห้ามลุกไปไหนเด็ดขาด” เธอก้มลงกระซิบแข่งกับเสียงดนตรี “ลูกค้ามีปัญหาด่วน ฉันออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอกแป๊บเดียว เดี๋ยวมา”

หรรษาพยักหน้าช้าๆ คล้ายคนประมวลผลไม่ทัน นลินจึงจำใจต้องแทรกตัวผ่านฝูงชนออกไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งให้เพื่อนรักนั่งอยู่กับเก้าอี้ว่างเปล่า

เสียงหัวเราะจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามที่ดังกระหึ่มขึ้นกลายเป็นคลื่นเสียงรบกวน หรรษารู้สึกปวดหัวจนทนไม่ไหว สติที่เหลืออยู่น้อยนิดสั่งให้เธอลุกขึ้นเดินตามนลินออกไปข้างนอก แต่ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่อัดแน่นทำให้การทรงตัวของเธอพังทลาย ร่างระหงเดินเซปะปนไปกับผู้คน ก่อนจะชนเข้ากับหญิงสาวอีกคนอย่างจัง!

“กรี๊ด!”

แก้วไวน์แดงในมือของหญิงแปลกหน้าสาดกระจายรดชุดเดรสสีอ่อน ซ้ำร้ายจังหวะที่ล้มลง ข้อเท้าของเธอยังพลิกอย่างแรงจนลุกไม่ขึ้น

“โอ๊ย! เดินประสาอะไรเนี่ย!” หญิงสาวตวาดลั่น หน้าหงิกงอด้วยความเจ็บปวดขณะกุมข้อเท้าตัวเอง

หรรษากะพริบตาเชื่องช้า มองภาพตรงหน้าด้วยสมองที่มึนเบลอ “ขอโทษค่ะ... ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เธอเอ่ยเสียงอ้อแอ้

“ขอโทษแล้วมันหายเจ็บไหม! แถมชุดก็พังหมดแล้ว!” หญิงสาวบริการสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีนัดกับลูกค้าระดับวีไอพีรออยู่ข้างนอก เธอรีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความหาเอเจนซี่รัวเร็วด้วยมือที่สั่นเทา

[ฉันเกิดอุบัติเหตุข้อเท้าพลิก ไปไม่ได้แล้วค่ะ แต่จะส่งเพื่อนที่ร้านไปแทน รับรองเพื่อนของฉันคนนี้ตรงตามสเปกที่คุณต้องการแน่ ๆ ฝากบอกคนขับรถด้วยนะคะว่าอีกห้านาทีเพื่อนฉันจะเดินออกไป]

เธอคนนั้นกดส่งข้อความและโทร.หาเพื่อนร่วมงานทันที โดยไม่มีใครคิดว่าหรรษาซึ่งสติหลุดลอยไปแล้วจะหมุนตัวเดินโซเซออกไปทางหน้าร้าน...ตรงไปยังจุดที่รถหรูจอดรออยู่พอดี

ลานจอดรถด้านหน้าบาร์ลับมืดสลัวและเงียบสงัด มีเพียงไฟหน้ารถยุโรปสีดำสนิทที่จอดติดเครื่องทิ้งไว้ หรรษาเดินโซเซออกมาจากประตูร้าน ในหัวของเธอมึนงงไปหมด ภาพตรงหน้าพร่าเลือนจนเธอเข้าใจผิดว่าเป็นรถของนลิน หญิงสาวเดินตรงไปที่รถคันนั้นโดยไม่ลังเล เปิดประตูด้านหลังแล้วทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่มอย่างคนหมดแรง

ทางด้านวิทย์คนขับรถที่รับมอบหมายจากสมิทธ์เลขาส่วนตัวของเปรมปรีดิ์ที่ยืนรออยู่ สังเกตเห็นร่างระหงในชุดเดรสดูดีเดินตรงมาที่รถก็สรุปเอาเองทันทีว่านี่คือหญิงสาวที่ถูกส่งมาตามนัด เขาไม่ได้เอ่ยถามเพราะมองว่าเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เรื่องที่เจ้านายจะอยากให้เขาไปยุ่งวุ่นวายเรื่องส่วนตัว

รถเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถอย่างราบรื่น ไม่ถึงสิบนาทีก็เลี้ยวเข้าสู่ทางรับรองของโรงแรมในเครืออัครเดชา สมิทธ์รออยู่ตรงนั้นพร้อมประตูรถที่เปิดออก แต่ทันทีที่เห็นใบหน้าหญิงสาวใต้แสงไฟสว่างจ้า เลขาหนุ่มก็ชะงักไป...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป