บทที่ 4 #1.4 หัวใจหรรษา

หรรษาพยักหน้าช้า ๆ อย่างคนที่ไม่ได้เข้าใจทุกคำ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ นลินแทรกตัวผ่านผู้คนไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งไว้เพียงเก้าอี้ว่างอีกหนึ่งตัวกับเสียงหัวเราะที่เริ่มดังขึ้นจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามกลายเป็นเสียงรบกวนที่หรรษาทนไม่ไหวจนไม่อยากจะอยู่ตรงนี้อีกแล้ว สติที่ยังพอมีอยู่บงการให้เธอลุกขึ้น คิดจะเดินออกไปหานลิน แต่แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปพอสมควรทำให้การทรงตัวของเธอไม่มั่นคงนัก หรรษาเดินฝ่าผู้คนไปเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายแล้วมันก็เกิดขึ้น ร่างระหงเดินเซไปชนเข้ากับหญิงสาวอีกคนเต็มแรง แก้วแชมเปญในมือฝ่ายนั้นหกเลอะชุดสีอ่อนทันที

“โอ๊ย! ระวังหน่อยสิคะ!” หญิงสาวอุทานเสียงแหลม มือรีบยกชายกระโปรงขึ้นดูคราบเปียก

หรรษากะพริบตาช้า ๆ มองภาพตรงหน้าเหมือนกำลังประมวลผลช้าเกินไป “ขอโทษค่ะ…” เธอพูดจริงจังเกินสถานการณ์ น้ำเสียงนิ่งแต่แววตาเลื่อนลอย “ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

หญิงสาวดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด “นี่มันชุดใหม่ ฉันต้องไปห้องน้ำเดี๋ยวนี้ ซวยชะมัดหวังว่าลูกค้าจะยังมาไม่ถึงนะ”

หญิงสาวคนนั้นเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิดก่อนจะสะบัดหน้าแล้วรีบเดินไปทางห้องน้ำด้านใน ทิ้งกลิ่นน้ำหอมหวานจัดไว้เบื้องหลังกับหรรษาที่ยืนอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มมองมือของตัวเองเหมือนเพิ่งรู้ว่ามันสั่น เธอลุกขึ้นช้า ๆ มือหนึ่งจับขอบเคาน์เตอร์ไว้เป็นหลัก พยายามโฟกัสสายตาก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปตามหาเพื่อน

หรรษาเดินออกมาจากบาร์ แสงไฟภายนอกกระแทกตาจนเธอต้องหรี่ตาลง ลานจอดรถด้านหน้ามืดกว่าที่คิด มีเพียงไฟหน้ารถคันหนึ่งส่องสว่างท่ามกลางความเงียบ รถยุโรปสีดำขลับจอดติดเครื่องอยู่ใกล้ทางเข้า

ในหัวที่หมุนคว้างของเธอ อาการเมาแทบไร้สติทำให้ภาพนั้นถูกเชื่อมโยงทันทีกับรถของนลิน เธอเดินตรงไปอย่างไม่ลังเล เป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนของเธอ นลินที่ยืนหันหลังให้รถคันดังกล่าวขณะจดจ่ออยู่กับคนทางปลายสายที่คุยผ่านโทรศัพท์ในมุมหนึ่งด้านหน้าจึงไม่ทันเห็นหรรษาที่เปิดประตูด้านหลังรถแล้วทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่มอย่างคนหมดแรง

คนขับที่ชื่อวิทย์สะดุ้งเล็กน้อยขณะที่ก้มดูนาฬิกาหลายรอบก่อนหน้านี้ เพราะคำสั่งที่ได้รับจากสมิทธ์ให้มารอรับหญิงสาวให้ทันเวลา ดังนั้นเมื่อเห็นหญิงร่างเพรียวในชุดเดรสดูดี เดินโซเซมานั่งเบาะหลังด้วยท่าทางเหมือนรู้หน้าที่ เขาก็สรุปโดยไม่ต้องถาม แล้วเคลื่อนตัวรถออกจากลานจอดอย่างราบรื่น ส่วนหญิงสาวที่เมาจนแทบคลองสติไม่อยู่แค่เพียงเอนศีรษะพิงพนัก ปล่อยเปลือกตาหนักอึ้งปิดลงโดยคิดเพียงว่าอีกไม่นานก็จะถึงบ้าน

ไม่ถึงสิบนาทีต่อมารถเลี้ยวเข้าทางเข้าลับของโรงแรมในเครืออัครเดชาอย่างนุ่มนวล เครื่องยนต์ดับลงช้า ๆ ทิ้งไว้เพียงเสียงแอร์เบา ๆ ภายในห้องโดยสาร สมิทธ์ยืนรออยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีสุขุมแบบมืออาชีพพร้อมกับประตูรถเปิดออก สมิทธ์ชะงักไปเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นใบหน้าหญิงสาวตรงหน้า แสงไฟสว่างของลานจอดรถทำให้เห็นชัดว่าเธอดูแพงเกินกว่าภาพจำของหญิงบริการทั่วไป ผิวเรียบเนียน เครื่องสำอางแม้เลอะเลือนแต่ยังคงโครงหน้าเฉียบคม

“แกแน่ใจนะว่าไปรอรับตัวเธอมาจากจุดที่ฉันบอก” สมิทธ์หันไปถามคนของตนหลังมองหญิงสาวที่อยู่ในสภาพแทบประคองสติตัวเองไม่ได้

“แน่ใจครับ คุณผู้หญิงคนนี้เธอเดินมาขึ้นรถผมตรงจุดที่คุณให้ผมไปรอรับเลยครับ”

“เอาเถอะ…ถึงเธอจะมาในสภาพนี้แต่”

เขาพึมพำกับตัวเอง เวลานี้ไม่ใช่จังหวะตั้งคำถาม “สวยขนาดนี้ ท่านประธานคงไม่ตำหนิ” เลขาหนุ่มเข้าช่วยพยุงหรรษาอย่างระมัดระวัง แม้จะไม่พอใจหญิงสาวเล็กน้อยที่รับงานแต่กลับมาในสภาพมึนเมาเช่นนี้

หรรษารู้สึกเหมือนร่างตัวเองลอยอยู่ระหว่างความฝันกับความจริง ศีรษะหนักอึ้ง เปลือกตาปิดลงครึ่งหนึ่ง แต่ยังพอรับรู้แรงสั่นสะเทือนเวลารถหยุดนิ่ง อากาศร้อนชื้นจากภายนอกกระทบผิวหน้าหญิงสาวทันทีที่ประตูรถเปิดออก

สมิทธ์ก้าวเข้าไปใกล้โดยสัญชาตญาณของคนทำงานที่ต้องควบคุมสถานการณ์ให้เรียบร้อยที่สุด เขาสังเกตตั้งแต่วินาทีแรก ผู้หญิงคนนี้เงียบเกินไป อาการของเธอไม่เหมือนสาวขายบริการมืออาชีพ แต่เป็นความเงียบของคนที่สติลอยหายไปครึ่งหนึ่ง ดวงตาของเธอลืมอยู่ แต่ไม่โฟกัส

“คุณครับ… ลงไหวไหม”

ไม่มีคำตอบ เพียงร่างบางที่ขยับตามแรงพยุงอย่างเชื่องช้า ราวกับร่างกายยังทำงานตามสัญชาตญาณ แต่เจ้าของร่างไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว สมิทธ์ขมวดคิ้วนิดหนึ่ง เธอเมาหนักกว่าที่เขาคิดไว้…เขาไม่ชอบความคลาดเคลื่อนแบบนี้ แต่เวลาก็เหลือน้อยเกินกว่าจะย้อนกลับไปตรวจสอบหรือหาคนใหม่จึงพยุงเธอลงจากรถอย่างระวัง มืออีกข้างส่งสัญญาณให้คนขับออกไปก่อน พื้นที่รับส่งด้านข้างโรงแรมเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและแสงไฟสีขาวเย็น หญิงสาวยืนได้…แต่ไม่จริงนัก น้ำหนักตัวเธอเอนเข้าหาเขาเกือบทั้งหมด

 “เดินไหวใช่ไหมครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป