บทที่ 14 ความหวังดี
ฮัลโหล
ปลายสายที่พราวลลิลโทรไปหากดรับสายแทบจะในทันที ไม่ต้องให้เธอต้องรอนานอย่างที่คิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ ด้วยใช้เบอร์แปลกโทรไปไม่ใช่เบอร์ที่เคยใช้โทรพูดคุยกับประจำ
ด้วยโทรศัพท์มือถือของเธอนั้นไม่ได้นำติดตัวมาด้วย คุณยายของเธอคงยึดเอาไว้ก่อนที่จะส่งตัวเธอมาที่นี่
“เตย นี่หนมหวานเองนะ”
พราวลลิลแนะนำตัวกับเพื่อนสนิทอย่างกรรณิการ์ในทันทีเช่นกัน ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะรีบวางสายไปเสียก่อนถ้าไม่รีบพูดจาออกไป
ด้วยปกติในเวลาพลบค่ำแบบนี้นั้นเพื่อนของเธอจะไม่ค่อยว่างคุยโทรศัพท์กับใครนานนัก เพราะมักจะเตรียมตัวออกไปเที่ยวท่องราตรีด้านนอกบ้านเป็นประจำ
ว่าไง แล้วทำไมแกเอาเบอร์คนอื่นโทรมาล่ะ แกเป็นอะไรหรือเปล่า
“ฉันมีปัญหานิดหน่อย แต่ไม่เป็นอะไรมากหรอก”
พอได้ยินเพื่อนถามกลับมาแบบนั้น พราวลลิลก็ถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาคล้ายจะร้องไห้ออกมา
ก็ด้วยเธอต้องจากบ้านอย่างกะทันหัน มาอยู่บ้านใครก็ไม่รู้ โดยที่ทางบ้านของเธอไม่เคยสนใจเธอเลยแม้แต่นิด
ยังดีนะที่มีเพื่อนสนิทคอยสนใจอยู่บ้าน ก็ทำให้เธอไม่ต้องหว่าเว้ตัวคนเดียวมากนักเหมือนอย่างที่ผ่านมาวันก่อน
อืม ถ้างั้นก็ขอให้แกโชคดีนะ
“เดี๋ยวสิเตย แกอย่าเพิ่งวางสายนะ”
ก่อนหน้านี้เพื่อนของเธอยังแสดงความเป็นห่วงให้เธอได้ดีใจอยู่เลย แต่ผ่านมาไม่ถึงนาทีเพื่อนของเธอกลับทำราวจะตัดขาดกับเธอให้ได้
พราวลลิลเอ่ยเรียกเพื่อนไปตามสายโทรศัพท์เสียงหลง เพราะกลัวอีกฝ่ายจะวางสายไปเสียก่อนที่เธอจะได้พูดธุระของเธอให้เสร็จเรียบร้อย
มีอะไรอีกเหรอ
ปลายเสียงเริ่มตอบกลับด้วยความรำคาญ เหมือนจะไม่อยากคุยด้วย
“เงินที่ฉันฝากไว้ก่อนหน้านี้ ช่วยโอนมาให้หน่อยได้ไหม ฉันมีเรื่องจำเป็นต้องใช้”
พราวลลิลรีบพูดถึงเงินของเธอที่เป็นเงินเก็บตั้งแต่สมัยเรียน ที่เธอโยกจากบัญชีเงินฝากส่วนตัวของตัวเองไปฝากไว้กับเพื่อนอย่างกรรณิการ์เมื่อหลายเดือนก่อน เพื่อเตรียมการสำหรับการจะไปอยู่ต่างประเทศ หรือก็เอาไว้ซื้อตั๋วเครื่องบินนั่นแหละ
เพราะการจะเก็บเงินเอาไว้กับเธอนั้น ก็กลัวทางบ้านจะรู้และจะขัดขวางเธอไม่ให้ทำเรื่องการหนีสำเร็จ
ด้วยยายก็รักเธอมาก พ่อแม่ก็เป็นห่วงเธอมาก พวกท่านไม่มีวันปล่อยเธอไปอยู่ไกลหูไกลตาเป็นอันขาด
ตู๊ดดดดด ตู๊ดดดด
สายสนทนาถูกตัดทิ้งกลางอากาศ กรรณิการ์ไม่ได้ตอบกลับคนที่เธอเรียกว่าเพื่อนแม้แต่คำเดียว
ตัดสายทิ้งราวกับตัดสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนที่มีมาตั้งแต่มัธยมจนถึงปัจจุบันร่วมสิบกว่าปีเห็นจะได้
“เตย อย่าเพิ่งวางสายสิ ใบเตย”
พราวลลิลร้องเรียกเพื่อนของเธออีกครั้งแม้จะได้ยินชัดเต็มสองหูแล้วว่าสายโทรศัพท์ถูกตัดทิ้งไปแล้วก็ตาม
“นี่กล้าโกงเงินฉันเหรอ มันจะมากไปแล้วนะ ไอ้เพื่อนชั่ว”
มือบางจับโทรศัพท์นั้นเอาไว้แน่น จ้องมองด้วยความโกรธเกรี้ยว เมื่อพอจับต้นชนปลายได้ถูกว่าตัวเองนั้นกำลังโดนโกงเงินจากเพื่อนที่ไว้ใจที่สุด
เพื่อนที่รักมากราวกับคนในครอบครัวอย่างกรรณิการ์ทำกับเธอได้เจ็บแสบอย่างแสนสาหัสราวกับเป็นคนที่ไม่รู้จักกัน
ทำไม ทำไม ถึงทำกับเธอได้แบบนี้กันนะ
“นี่มันโทรศัพท์แม่ฉันนะ”
นนท์ธิวรรธน์ที่คุยโทรศัพท์ของตัวเองเสร็จนานแล้วเดินกลับมาที่ห้องอาหารทันที่จะได้ยินหญิงสาวเจรจาความกับเพื่อนของเธอตอนท้ายพอดี
ทำให้เขานั้นยืนฟังอย่างเงียบๆอยู่สักพักก่อนที่เธอจะถูกตัดสายสนทนาทิ้งไป ทำให้เขาจับต้นชนปลายได้ถูกว่าเธอนั้นถูกเพื่อนโกงเงินเข้าให้แล้ว
แล้วเขาก็ต้องปรากฏตัวให้เธอได้เห็นเพื่อช่วยชีวิตโทรศัพท์เครื่องละหลายหมื่นของแม่เขา เมื่อเธอนั้นตั้งท่าจะปามันทิ้งเพราะความโมโห
“ขอโทษ”
พราวลลิลที่โกรธจนลืมตัวไปมากเกือบจะทำลายข้าวของของบ้านเขาเอาเสียแล้ว ส่งโทรศัพท์มือถือนั้นคืนเขาไป
แล้วเธอก็นั่งถอดถอนหายใจให้กับเงินก้อนที่โตที่สุดในชีวิตของเธอตอนนี้ที่มันหายวับไปกับตาทั้งที่คิดว่าเก็บเอาไว้อย่างดีที่สุดแล้วแท้ๆ
“โดนไปเท่าไหร่ล่ะ”
ร่างหนานั่งลงตรงเก้าอี้ตัวประจำของเขาเพื่อจะกินอาหารเย็น หลังจากแขวนท้องหิวมากตั้งแต่บ่ายแก่ๆ
“จะถามทำไม จะจ่ายคืนให้หรือไงกัน”
พราวลลิลคอตกอีกครั้งเมื่อต้องนึกถึงจำนวนเงินที่สูญเสียไป เงินนั้นเป็นเงินที่เธอเก็บมากตั้งแต่เด็กๆ มันมาจากเงินของขวัญในเทศกาลงานต่างๆ กว่าจะสะสมได้เท่านั้นก็ใช้เวลาตั้งหลายปี
นึกแล้วก็อยากบุกไปตบกรรณิการ์สักยกให้หายโกรธแค้น แต่ก็ทำได้แค่นึกเท่านั้นเพราะเธอไม่มีแขนมีขาจะขยับไปไหนหรอก ก็ถูกขังเอาไว้ในกรงทองซะขนาดนี้
“ดื่มหน่อยไหม เพื่อว่าอะไรๆมันจะดีขึ้น”
นนท์ธิวรรธน์ลุกขึ้นจากเก้าอี้อีกครั้ง เดินไปหยิบขวดไวน์ที่แช่เอาไว้ในตู้เย็น เป็นไวน์ที่พ่อของเขามักใช้ดื่มประจำคู่กับมื้ออาหาร
รินใส่แก้วมาสองแก้ว วางไว้ตรงหน้าเธอแก้วหนึ่ง แล้วเขาดื่มเองแก้วหนึ่ง
เห็นว่าเธอดูจะทุกข์ใจกับเงินที่เสียไป เขาในฐานะเจ้าบ้านก็จะช่วยปลอบใจให้ เพื่อว่าเธอจะกินมื้อเย็นได้อร่อยขึ้น
“อืมมม ฉันขอเบิกเงินเดือนของภรรยา”
ดื่มไวน์รสเลิศรวดเดียวหมดแก้วตามประสาคนคอแข็งที่ดื่มไม่เกินสามแก้วก็เมาพับไปกับโต๊ะแล้ว ความใจกล้าก็บังเกิดขึ้นกับเธอในทันทีเมื่อเลือดลมในร่างกายเริ่มสูบฉีด
เธอเอ่ยขอเบิกเงินเดือนของภรรยากับเขาเพื่อจะเอาไปเก็บคืนที่เงินเก็บที่มันหายวับไปกับตานั้น
เพื่อได้โอกาสซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อที่จะหนี เธอจะได้มีเงินควักออกมาใช้จ่ายได้ทัน
“เธอยังไม่ได้ทำหน้าที่ของภรรยาเลย ฉันจะจ่ายเงินได้ยังไง ยังไม่รู้เลยว่าเธอทำได้ดีแค่ไหนกัน”
“ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มเลยซิ ไปขึ้นเตียงกัน”
หยิบขวดไวน์ที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะอาหารขึ้นมารินใส่แก้วตัวเองอีกครั้ง แล้วก็กระดกรวดเดียวหมดแก้วอีกตามเคย
เสริมความใจกล้าให้กับตัวเอง แล้วเชื้อเชิญเขาขึ้นเตียงทั้งที่ทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง
“วันนี้คงไม่ได้ พอดีว่าฉันไม่มีอารมณ์”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอเบิกเงินเดือนของเลขา ยังไงฉันก็ทำงานมาได้สองวันแล้ว”
เงินเดือนภรรยาอาจจะยังไม่ได้ในทันทีเพราะเธอยังไม่ได้ทำหน้าที่อะไรให้กับเขาเลย แต่เงินเดือนเลขาก็น่าจะเบิกได้บ้างเพราะเธอทำงานมาตั้งสองวันถ้วนแล้วแถมวันนี้ก็ทำเกินเวลามาด้วยอีก พอให้มีเงินติดกระเป๋าบ้างก็ยังดี
“รอสิ้นเดือนก่อน เดี๋ยวทางงานบัญชีจะโอนเข้าบัญชีให้กับเธอเอง”
“ไอ้คนขี้งก”
เธอชี้หน้าว่าเขาพร้อมกับเริ่มมีอาการเซไปเซมาแม้นั่งอยู่บนเก้าอี้ เริ่มจะเมาแล้วเพราะดื่มในขณะที่ท้องว่าง
“เอาติดตัวไว้ใช้ยามจำเป็น”
เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงขายาวสีดำก็เจอเข้ากับเงินแบงก์พันพอดี เขาเลยหยิบยื่นให้เธอเพื่อความสบายใจของเธอ
เธอคงต้องการแค่เห็นเงิน เพื่อจะมาทดแทนกับเงินที่เสียไปก่อนหน้านี้ แค่นี้ก็น่าจะหลับได้แล้วล่ะ
“พันเดียวเนี้ยนะ”
“ไม่เอาใช่ไหม”
“ขอบใจ”
หยิบเงินนั้นมาแล้วยัดลงในกระเป๋าของตัวเอง สบายใจขึ้นมาหน่อยที่มีเงินตั้งหนึ่งพันบาทติดตัว
“คราวหน้าอย่าไว้ในฝากเงินไว้กับคนอื่นอีก”
เอ่ยสอนเธอเล็กน้อยเพื่อให้เธอรู้จักระวังตัว ยังไงเสียเธอก็ขึ้นชื่อว่ามาเป็นภรรยาของเขาอยู่ตั้งพักใหญ่ ก็ต้องให้เธอดูฉลาดสมกับที่มาเป็นคนของเขาซะหน่อย
“แล้วจะให้ฉันฝากกับใคร กับคุณหรือไง”
“ถ้าเธอไว้ใจฉัน ฉันก็ยินดีรับฝาก”
“ไปนอนดีกว่า”
คำพูดเหมือนจะใจดีของเขาทำเอาเธอหัวใจเต้นแรงกว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เข้าไปในเส้นเลือดเสียอีก
ไหนจะหน้าตาหวังดีนั้นอีก ที่เธอมองยังไงก็ทั้งชัดและก็ทั้งหล่อ
คนตัวเล็กรีบลุกขึ้นจากเก้าอีกในทันที คว้าเอากระเป๋าถือที่ใส่เงินเอาไว้ในนั้นขึ้นมาด้วย แล้วก็รีบกลับขึ้นห้องนอนของเธอไป
ไม่กินแล้วข้าวเย็น กินแค่ไวน์ไปสองแก้วก็น่าจะนอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วล่ะ
