บทที่ 19 คนทุเรศ

“ยังไม่หายโกรธกันอีกเหรอ”

กล้าหาญเอ่ยทักทายหญิงสาวเมื่อเห็นท่าทีว่าเธอนั้นทำตัวห่างเหินกับเจ้านายของเขามาสองสามวันได้แล้ว ผิดปกติของคนที่อยู่บ้านเดียวกันแถมยังนั่งรถคันเดียวกันมาทำงานด้วยกัน

“ไม่มีทางซะหรอก ดูสิหลอกให้หนูเดินขึ้นลงบันไดตั้งกี่ชั้น นี่ผ่านมาตั้งกี่วันแล้วขายังเจ็บอยู่เลย”

พราวลลิลที่ยังฝังใจเจ็บกับการที่ถูกเขาหลอกให้เดินขึ้นลงบันไดตั้งสิบชั้นกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้น  เธอก็แค่แกล้งเขาไปนิดหน่อยเองทำไมเขาต้องมาทำกับเธอแบบนี้ มันดูจะเกินไปหน่อยแล้ว

“แล้วนี่แยกห้องนอนกันด้วยเลยไหม”

กล้าหาญยังคงสัมภาษณ์หญิงสาวไม่เลิกด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“แยกกับผีอะไรล่ะ ก็ต้องทนนอนเห็นหน้าทุเรศๆนั้นทุกคืนนั่นแหละ”

พราวลลิลก็ยิ่งระบายความอึดอัดคับแค้นใจของเธอออกไปให้อีกฝ่ายได้ฟัง มันช่างขมขื่นหรือเกินที่จะต้องทนนอนเห็นใบหน้าหล่อๆแต่กวนประสาทนั้นทุกคืน แทนที่โกรธเขาแล้วจะได้แยกห้องนอนกัน

“แต่ก็ยังไม่ยอมพูดกันเนี้ยนะ”

“ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านอนซะหน่อย”

“ไปประชุมได้แล้ว”

ยังเม้ามอยกันไม่ทันจบดี ท่านประธานบริษัทก็เดินออกมาจากภายในห้องทำงานพอดี กล้าหาญเลยจำต้องตัดจบบทสนทนาเอาไว้เพียงเท่านี้ เพื่อจะไปเข้าประชุมพร้อมกันเจ้านายในช่วงสายของวันนี้

“ขอไปห้องน้ำก่อนแล้วกัน เดี๋ยวตามไป”

พราวลลิลที่ไม่อยากเดินไปพร้อมกับเจ้าของบริษัทขี้เก๊กคนนั้น เธอเลยหาทางเดินหลบหน้าเขาไปสักพัก แล้วเดี๋ยวจะเดินตามไปห้องประชุมทีหลัง

“รีบด้วยก็แล้วกัน”

“อืม”

ร่างเล็กรีบเดินก้าวออกจากโต๊ะทำงานของตัวเอง หอบเอาเอกสารที่ต้องใช้ในการประชุมติดมือไปด้วยเพื่อจะได้ไม่ต้องเดินวนกลับมาหยิบอีกหลังจากออกจากห้องน้ำ

แล้วก็รีบสาวเท้าก้าวยาวๆบนรองเท้าส้นสูงสามนิ้วของเธอเพื่อให้เดินผ่านหน้าเขาซึ่งเป็นทางเดินทางเดียวไปอย่างรวดเร็วที่สุด

ไม่อยากเจอหน้าเขา ไม่อยากมองหน้าตี๋ๆให้ต้องติดตาในความหล่อแล้วอาจเผลอใจอ่อน แต่ก็ไม่มีทางเลือกเพราะเขาดันมายืนขวางทางเธออยู่

“หึ”

คนตัวสูงที่ยืนอยู่ตรงกลางทางเดินอย่างไม่ได้ตั้งใจจะขวางทางเธอแต่เขาไม่รู้ว่าเธอจะรีบร้อนขนาดที่เขาเบี่ยงตัวหลบให้ไม่ทัน

เขานั้นได้กลิ่นน้ำหอมของเธอเข้าอย่างจัง หอมเอามากๆเหมือนตอนที่เธอเพิ่งจะฉีดใหม่ๆหลังอาบน้ำเสร็จนั้นเลย

กลิ่นของเธอทำเอาใบหน้าบึ้งๆของเขาที่กำลังเริ่มเครียดกับเรื่องงานมีรอยยิ้มเล็กๆเกิดขึ้นที่มุมปากอย่างไม่ตั้งใจ

เรียกความสดชื่นกลับมาได้เล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าห้องประชุมไปก่อนหน้าเธอ

“สวัสดีค่ะพี่นนท์”

มาลิสาผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเดินเข้ามาทักทายประธานบริษัทอย่านนท์ธิวรรธน์ด้วยความเป็นกันเอง เมื่อเธอและเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องเขา โดยที่เขานั้นมีศักดิ์เป็นพี่ชายเธอเป็นลูกของคุณป้าของเธอ ส่วนเธอนั้นมีศักดิ์เป็นน้องเป็นลูกของคุณน้าของเขา

“สวัสดีครับ”

นนท์ธิวรรธน์ยิ้มทักทายอีกฝ่ายที่รักและเอ็นดูเหมือนน้องสาวอีกคนหนึ่งกลับไป และมอบความเป็นกันเองให้เพราะก็เป็นญาติสนิทกัน ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน

“เบลกำลังมีเรื่องอยากปรึกษาพี่นนท์อยู่พอดีเลยค่ะ”

“ยังพอมีเวลา ว่ามาเลยครับ”

“เบลอยากไปเรียนต่อนะคะ ก็เลยคิดว่า อืม อยากจะรบกวนให้พี่นนท์หาคนมาแทนเบลให้หน่อย เพราะถ้าได้พี่นนท์จัดการเรื่องนี้ให้ เบลจะได้ยื่นใบลาออกได้อย่างสบายใจ”

มาลิสาเอาเรื่องหนักอกหนักใจของตัวเองที่มีต่อบริษัทที่เธอนั้นถูกฝากให้ทำงานที่นี่ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ โดยเริ่มทำงานในตำแหน่งเด็กเดินเอกสารจนไต่เต้าขึ้นมาได้เป็นผู้จัดการฝ่ายซื้อในวันนี้ เมื่อเธอนั้นวางแผนจะไปเรียนต่อต่างประเทศพร้อมกับแฟนหนุ่มของเธอ

“ได้ เดี๋ยวพี่จัดการเรื่องนั้นให้ แล้วเบลจะไปเมื่อไหร่ล่ะ”

นนท์ธิวรรรธน์ที่พอจะรู้เรื่องนี้มาบ้างแล้วจากการที่แม่ของเขาออกไปพบปะญาติพี่น้องมาแล้วมาเล่าสู่เขาฟัง เขาวางแผนเรื่องนี้เอาไว้คร่าวๆบางแล้ว เลยไม่ได้นึกติดขัดอะไรเมื่อน้องสาวคนนี้เดินเข้ามาบอกเขาด้วยตัวเอง

“น่าจะเป็นต้นปีนะคะ ตอนนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมตัวอยู่ ยังไงรบกวนพี่นนท์ด้วยนะคะ”

“ช่วงนี้ก็คงเหนื่อยหน่อยสินะ ถ้าอย่างนั้นพี่หาคนไปช่วยเบาแรงเบลอีกสักคนดีกว่า ไปเรียนรู้งานเอาไว้ด้วยจนกว่าจะหาผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อคนใหม่ได้”

และเขาก็วางแผนเอาไว้แล้วด้วยว่าจะให้ใครมาเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อคนต่อไป แต่ก่อนจะให้รับตำแหน่งก็คงต้องส่งไปเรียนงานเสียก่อน ขืนให้ไปทำงานเลยก็อาจทำให้งานพังไม่เป็นท่าได้

“ขอบคุณนะคะ”

มาลิสายกมือไหว้ญาติผู้พี่ด้วยความนอบน้อมที่ถูกอีกฝ่ายเมตตามาโดยตลอด ถ้าไม่ได้พี่ชายคนนี้เธออาจจะไม่ได้เป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้ก็เป็นได้

แล้วก็ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปนั่งยังที่นั่งของตัวเอง เพื่อจะได้ทำหน้าที่ในการประชุมที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้

“ที่กับเมียหน้าบูดหน้าบึ้ง ที่กับใครก็ไม่รู้ยิ้มอยู่ได้ คนทุเรศ”

พราวลลิลเดินกลับมาจากห้องน้ำพอดีกับที่ได้เห็นเหตุการณ์ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออี๋อ๋อกับท่านประธานบริษัทพอดี ทำเอาใบหน้าส่วนถึงกับขาดรอยยิ้มไปในทันที

เดินกระแทกส้นเท้าต่อไปเพื่อไปนั่งยังที่นั่งด้านหลังท่านประธานหน้าหม้อนั้น

“เป็นอะไรของแก ตั้งใจฟังที่เขาประชุมกันสิ”

กล้าหาญส่งเสียงกระซิบทักท้วงหญิงสาวที่กำลังขาดสมาธิในการทำงานอย่างหนัก เมื่อเอาแต่จ้องหลังท่านประธานจนไม่ได้ฟังการประชุมอยู่แล้ว

“เมียนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ ยังมีหน้าหันไปยิ้มกับคนอื่นอีก”

หญิงสาวไม่ได้สนใจฟังเสียงทักท้วงนั้นเลย แต่กลับส่งสายตาจับผิดไปยังคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าอย่างเอาเรื่อง

“พราวลลิลเลิกเพ้อสักที เขากำลังประชุมกันอยู่นะ”

กล้าหาญถึงกับยกมือขึ้นสะกิดเบาๆเพื่อเรียกสติของหญิงสาวให้กลับคืนมา

~ฟิ้ววววว~

พราวลลิลฉีกมุมกระดาษของสมุดโน้ตของเธอออกมา  แล้วเขียนข้อความบางอย่างลงไป ก่อนจะปากระดาษนั้นไปยังด้านหน้าของเธอ

“อะไรของเธอ”

นนท์ธิวรรธน์หันกลับมามองหน้าเลขาของเขาด้วยความสงสัย เมื่อมีกระดาษก้อนกลมๆไปตกอยู่ตรงหน้าของเขา

“แกะสิ”

หญิงสาวส่งเสียงเบาๆให้อีกฝ่ายลองแกะดู ในจังหวะการประชุมกำลังจะเลิกพอดี เพราะเป็นแค่การประชุมสรุปผล ไม่ได้มีอะไรมากมายให้ต้องพูดคุยกัน

ไอ้คนทุเรศ

ภายในกระดาษแผ่นนั้นเขียนข้อความสั้นๆที่มันอธิบายความอึดอัดของคนที่นั่งอยู่ด้านหลังได้เป็นอย่างดี

“เธอเป็นอะไรของเธอนมหวาน”

เมื่อการประชุมจบลงพอดี นนท์ธิวรรธน์ก็รีบลุกขึ้นเดินไปหาเธอเพื่อถามหาเอาความจริง ว่าเธอเป็นอะไรทำไมถึงได้เขียนกระดาษต่อว่าเขาแบบนี้

“ห๊ะ”

กล้าหาญที่ยืนอยู่ใกล้ๆพอได้ยินคำที่เจ้านายใช้เรียกภรรยาตัวเองต่อหน้าคนอื่นก็ถึงกับส่งเสียงตกใจออกไป ไหนบอกว่าไม่ได้มีอะไรกันแล้วทำไมถึงเรียกกันได้สนิทสนมขนาดนี้

“คุณพูดอะไรของคุณ เงียบไปเลยนะ”

พราวลลิลถึงกับตกใจหน้าถอดสี ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันว่าเขาจะเรียกเธอแบบนั้น

“ฉันถามว่าเธอเป็นอะไรนมหวาน”

“คุณเรียกฉันแบบนั้นไม่ได้นะ หยุดเรียกเดี๋ยวนี้”

“เธอเป็นอะไรของเธอนมหวาน”

“ไอ้คุณนนท์ เงียบไปเลย”

“นมหวานนนน เฮ้ย! ขอตัวก่อนนะ”

เขาเรียกเธออยู่หลายคำต่อหน้าพนักงานคนอื่นๆที่กำลังเริ่มทยอยเดินออกจากห้องประชุม โดยไม่รู้เลยว่าเรียกชื่อเธอผิดอย่างมหันต์ ความหมายก็ผิดเพี้ยนไปมากจนฟังดูน่าจะเป็นที่เข้าใจผิดกัน

ร่างสูงพอรู้ตัวว่าผิดไปแล้วก็รีบเดินออกจากห้องประชุมไปก่อนหญิงสาว โดยที่เขาไม่กล้าพูดอะไรต่อ

“ไอ้คนทุเรศ”

หญิงสาวถึงกับก่นด่าเขาในใจ เมื่อเขานั้นทิ้งให้เธอต้องเผชิญหน้ากับคนทั้งห้องเพียงลำพัง

“บอกว่านอนเฉยๆคงไม่จริงแล้วมั้ง นังชะนีเด็กขี้โกหก หึๆ”

กล้าหาญเอ่ยกระซิบถามด้วยความสงสัยอยากรู้ตามประสากะเทยเฒ่าอย่างเขา นี่ถ้าไม่รู้คงได้อกแตกตายแน่ๆ

“อีเจ้ เงียบไปเลยนะ”

“เอาไงทีนี้คนมองกันทั้งห้องประชุมแล้วนะ”

“ขอตัวก่อนนะคะ”

พราวลลิลยกเอกสารที่อยู่ตรงหน้าเธอขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง แล้วก็รีบหนีออกจากห้องประชุมเหมือนกับที่คนก่อเรื่องเอาไว้ทำไปก่อนหน้านี้ เขาไม่อยู่รับหน้าแทนเธอแล้ว แล้วเธอจะอยู่ทำไมกันล่ะ

“ฉันขอโทษ”

ร่างสูงยืนรอหญิงสาวที่โต๊ะทำงานของเธอยังไม่ได้เข้าห้องทำงานไป เพื่อจะขอโทษเธอกับเรื่องที่เขาพูดผิดไป

หญิงสาวเงียบไม่ตอบโต้อะไร ทำเหมือนเขาไม่มีตัวตนเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ

“หนมหวาน ฉันขอโทษ ที่ฉันพูดผิดไป”

นนท์ธิวรรธน์จำต้องเอ่ยคำว่าขอโทษออกมาอีกรอบ เสียงดังกว่าครั้งก่อนอีกเล็กน้อย

“ฉันไม่ได้ยิน เสียงลมพัดที่ไหนนะ”

เธอยังคงทำเป็นมองไม่เห็นเขา ทั้งที่เขายืนตัวสูงตั้งเกือบร้อยเก้าสิบเซนอยู่ตรงหน้า

“ฉันขอโทษ ฉันพูดผิดไปแล้ว”

“คุณรู้ไหมว่าฉันอายมากแค่ไหน คุณรู้ไหมว่าฉันเกือบไม่มีที่ยืนอยู่แล้ว”

“ฉันขอโทษ เอาเป็นว่าวันอาทิตย์นี้ฉันว่างพอดี จะพาเธอไปเลี้ยงกาแฟขอโทษแล้วกัน”

เขาไม่ถนัดขอโทษผู้หญิงสักเท่าไหร่และไม่ค่อยมีเวลาจะมาทำอะไรแบบนี้ด้วย แต่ทว่าวันอาทิตย์นี้ถือเป็นวันหยุดของเขาพอดี และเขาไม่มีนัดที่ไหน ก็คงเป็นเรื่องดีถ้าจะขอโทษเธออย่างจริงจัง

“คุณต้องตามใจฉันทุกอย่าง และให้ฉันเลือกร้านเอง”

“ได้”

“แบบนี้ค่อยทำให้อารมณ์ดีได้หน่อย”

แล้วคำเชื้อเชิญของนนท์ธิวรรธน์ก็ทำให้หญิงสาวพอจะยิ้มออกมาได้บ้างหลังจากขายขี้หน้าคนทั้งห้องประชุมมาก่อนหน้านี้

ความโกรธของเธอค่อยๆหายออกจากใจไปทีละเรื่องสองเรื่องเมื่อเขาแค่เอ่ยปากว่าจะขอโทษเธออย่างจริงจัง แค่นั้นเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป