บทที่ 22 น้ำตาล

“คุณจะกินอะไร เดี๋ยวฉันสั่งให้แต่คุณจ่ายตังนะ”

พากันมาถึงยังร้านกาแฟ  คนทั้งคู่ก็รีบมองหาที่นั่งกันก่อนเลยก่อนที่จะคิดว่าจะกินอะไร ก็ด้วยเจ้าถิ่นอย่างพราวลลิลเป็นคนแนะนำว่าแบบนั้น เนื่องด้วยเธอเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่งกับเพื่อนๆของเธอที่ในตอนนี้แทบไม่เหลือใครให้เรียกว่าเพื่อนอีกแล้ว

หาที่นั่งกันได้เรียบร้อยแล้ว พราวลลิลก็ขันอาสาเป็นคนดูแลจัดแจงเองทุกอย่าง บริการเขาเป็นอย่างดีในฐานะที่เขาเป็นเจ้ามือ

“ขอเป็นอเมริกาโน่แก้วหนึ่ง ส่วนเธอจะกินอะไรก็สั่งได้เลย ตามสบายเลย”

นนท์ธิวรรธน์บอกความต้องการที่แสนเรียบง่ายของเขากับเธอในทันที เมื่อเขามีเพียงเมนูเดียวที่จะกิน และไม่มีอะไรเพิ่มเติมมากไปกว่านั้น

“ถ้างั้นเดี๋ยวฉันไปสั่งก่อนนะ”

คนตัวเล็กฝากกระเป๋าถือของตัวเองไว้กับเขาก่อนจะเดินตัวปลิวไปสั่งน้ำและขนมที่ด้านหน้าของร้าน

นอกจากว่าคนอย่างเขาที่ไม่มีความลับจนให้เธอกดโทรศัพท์เล่นได้ตามใจชอบแล้ว เธอก็ไม่มีความลับอะไรเช่นกันถึงขั้นฝากกระเป๋าถือใบโปรดไว้กับเขาได้

“ไม่กินอย่างอื่นเหรอ”

เธอเดินไปไม่นานก็กลับมาพร้อมกับน้ำสองแก้ว แก้วหนึ่งเป็นของเขาที่เธอยื่นมาวางไว้ให้ตรงหน้าเขา ส่วนอีกแก้วเป็นของเธอ

มันดูเล็กน้อยเสียจนเขาอดที่จะถามออกไปไม่ได้ เมื่อก่อนจะไปเธอดูเหมือนมีความตั้งใจที่จะกินอะไรมากกว่านี้

“อ๋อ พวกขนมเดี๋ยวน้องๆเอามาให้น่ะ คุณกินด้วยก็ได้นะ ฉันสั่งมาเผื่อ”

ฉีกยิ้มกว้างเล็กน้อย

“แล้วฉันก็สั่งกลับบ้านไปฝากคุณลุงคุณป้าด้วยนะ เพราะเค้กที่นี่อร่อยมากอยากให้คุณลุงกับคุณป้าได้ชิม ถ้ากินกับโอวัลตินของคุณป้าในตอนเช้าคงเข้ากันมากๆเลยล่ะ”

เมื่อเธอนั้นไม่ได้สั่งมาแค่อย่างสองอย่าง แต่สั่งเอาไว้เสียเยอะแยะจนถือกลับมาที่โต๊ะเองไม่ไหว

ก็ในเมื่อทุกอย่างมันน่ากินไปหมดเลย เธอก็เลยเลือกมาอย่างละหนึ่งชิ้นเพื่อกลับบ้าน และอีกสามชิ้นที่น่าสนใจที่สุดที่เมื่อมาครั้งก่อนเธอยังไม่ได้ชิมกลับมากินที่โต๊ะ

“เธอจะกินของหวานแต่เช้าเลยเหรอ”

เห็นรอยยิ้มก็เธอกว้างและสดใสเสียขนาดนั้น เขาก็นิ่งชะงักไปสักพักก่อนจะเอ่ยแซวเธอที่ชอบกินแต่ขนมหวาน

วันก่อนที่เขาเลี้ยงชานมไข่มุกกับเธอก็ได้ข่าวว่าเธอกินจนเกลี้ยง จนน่าหวั่นใจว่าเธออาจมีน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

“ก็มันอร่อยจริงๆ ถ้าไม่เชื่อคุณคงต้องลองชิมเองแล้วล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าฉันขี้คุย”

พูดยังไม่ทันขาดคำ บรรดาขนมหน้าตาดีๆที่เธอสั่งเอาไว้ก็มาเสิร์ฟที่โต๊ะ ทำเอาดวงตากลมสวยถึงกับลุกวาวเป็นประกายด้วยความอยากกิน

“ฉันไม่กินของหวาน”

แต่ชายหนุ่มกลับเบือนหน้านี้ของหวานเหล่านั้นด้วยความไม่ชอบเป็นการส่วนตัว แต่ไหนแต่ไรมาแล้วเขาไม่เคยกินของหวานๆพวกนี้เลย

“มิน่าชอบทำหน้าเหมือนน้ำตาลตก”

จะมาว่าเธอที่ชอบกินแต่ของหวานก็คงไม่ถูกเอาซะทีเดียว ด้วยเขาเองก็ชอบทำหน้าเหมือนน้ำตาลตกใส่เธออยู่บ่อยๆ เนี้ยแหละหน่าโทษของการกินน้ำตาลไม่ถึง

“เธอว่าใคร”

“คุณควรลองเติมความหวานเข้าร่างกายบ้างนะ เกิดน็อกเพราะน้ำตาลตกไปแย่เลยนะ”

“เป็นห่วงฉันหรอก”

“เปล๊า ก็แค่อยากให้คุณเปิดใจลองกินของอร่อยบ้าง ไม่ใช่กินแต่อาหารสุขภาพอะไรแบบนั้น”

คนตัวเล็กที่ก่อนหน้านี้แอบพูดแซะว่าเขาไปตั้งหลายคำกลับมาเป็นฝ่ายเขินอายเพราะคำพูดของเขาซะได้

เธอถึงกับรีบตักเค้กเข้าปากไปแบบคำโตๆเลย เพื่อดับความเขินและพยายามทำให้ตัวเองดูปกติที่สุด ไม่ให้เขารู้ว่าเธอหวั่นไหวแค่ไหนกับคำพูดสองสามคำของเขา

“ถ้างั้นคงต้องลองซินะ”

มือหนาหยิบช้อนคันเล็กๆที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมาตักเค้กชิ้นเดียวกับที่เธอกำลังกินอยู่ขึ้นมาลองกิน

ป้อนเค้กนั้นเข้าปากตัวเอง เคี้ยวอย่างช้าๆเมื่อไม่ค่อยได้กินของหวานก็เลยไม่ค่อยถนัด สายตาคมก็จ้องมองเธอไปด้วยเพื่อให้การกินง่ายขึ้น

พราวลลิลที่เขินอายเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วถึงกับเขินอายมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว เธอถึงกับก้มหน้าหนีเขา แถมยกมือขึ้นม้วนผมอย่างลืมตัวเพื่อระบายความเขินอายออกไปอีก

เธอเขินจนตัวบิดแทบจะกลิ้งตกเก้าอี้อยู่แล้ว  เขากำลังทำบ้าอะไรของเขาอยู่เนี้ย

“ไปถ่ายรูปกัน”

หญิงสาวตั้งสติอยู่พักใหญ่จนกระทั่งเขาเลิกจ้องมองเธอแล้วนั่นแหละ  เธอถึงได้พยายามผ่อนคลายตัวเอง และเริ่มมองหาอะไรใหม่ๆทำแทนการนั่งอยู่กันตามลำพังที่โต๊ะ

และก็พลันนึกขึ้นได้ว่าโซนด้านในของร้านกาแฟแห่งนี้เป็นสวนดอกไม้เล็กๆ มีการจัดมุมเอาไว้ให้ถ่ายรูปกันด้วย เธอก็เลยลองชวนเขาไป

“ฉันถ่ายรูปไม่เป็น”

นนท์ธิวรรธน์ปฏิเสธแทบจะในทันที เมื่อไม่ชอบการถ่ายรูปและก็ไม่คิดจะถ่ายรูปให้กับใครด้วย

“คุณก็แค่ยิ้ม เดี๋ยวฉันถ่ายให้เอง”

แต่ถึงกระนั้น พราวลลิลก็ยังคงลากตัวเขาไปถ่ายรูปตามที่เธอต้องการ เพราะไหนๆก็อุตส่าห์ขับรถมาตั้งเป็นชั่วโมง อย่างน้อยๆก็ควรได้รูปกลับไปดูสักสองสามรูปก็ยังดี

เธอจัดท่าจัดทางให้เขาถ่ายรูปอย่างมืออาชีพ ด้วยเธอนั้นเคยถ่ายภาพให้เพื่อนๆเวลาไปเที่ยวด้วยกันอยู่บ่อยๆ

ก็นับว่าได้รูปหล่อๆของเขาที่เธอเองยังชอบอยู่หลายต่อหลายรูปเหมือนกัน ถ้าเธอเป็นแฟนเขาคงอดไม่ได้เลยล่ะที่จะเชียร์ให้เขาลงรูปพวกนี้ในเฟสบุ๊คหรือไม่ก็อินสตาร์แกรมส่วนตัว

“เธอไม่ถ่ายเหรอ”

หลังจากถูกถ่ายรูปหลายรูปราวกับเขาเป็นนายแบบก็ไม่ปาน เขาก็นึกอยากจะตอบแทนด้วยการถ่ายรูปให้เธอบ้าง

เพราะก็เห็นตัวแต่อยู่บ้านแล้วว่า เธอนั้นแต่งตัวสวยกว่าปกติก็เพื่อจะมาที่นี่ แล้วถ้าไม่ได้รูปกลับไปคงน่าเสียดายแย่เลย

“ก็คุณถ่ายไม่เป็น ถ้าขืนให้คุณถ่ายให้ ฉันคงดูไม่ได้แน่ๆ”

“ลองยืนตรงนี้สิ แล้วก็ยิ้ม”

เขาจัดท่าทางให้เธอได้ยืนในจุดที่เขานั้นคิดว่าสวย แถมแอบจับแก้มเธอเข้าให้หนึ่งที่เลยด้วยอดใจไม่ไหว เพื่อให้เธอนั้นยิ้ม

แล้วก็นับว่าได้ภาพออกมาค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจสำหรับเขา เมื่อนางแบบตรงหน้าค่อนข้างสวยถูกใจเขา อีกอย่างเขาก็เคยเป็นช่างภาพมือสมัครเล่นมาก่อนสมัยเรียนมัธยม ทุกอย่างมันก็เลยไม่ยากมากนัก

“จะถ่ายตรงไหนอีกไหม”

นนท์ธิวรรธน์พาเธอไปถ่ายหลายๆมุมเพื่อเอาไว้ให้เธอได้เลือกว่าชอบรูปไหนมากที่สุด จนแทบไม่เหลือมุมในร้านให้ได้ถ่ายแล้ว

แต่ก็เผื่อว่าเขาจะพลาดมุมดีๆตรงไหนไป ก็เลยเอ่ยถามเธอก่อน

“อืม พอดีกว่าค่ะ เรากลับไปที่โต๊ะกันเถอะ”

พราวลลิลที่โพสท่าจนล้าแขนล้าขาไปหมดแล้วตามคำสั่งของเขา ถึงกับเอ่ยอยากกลับไปนั่งพักกันเลยทีเดียว

คิดไม่ถึงเลยว่า เขาที่บอกว่าถ่ายรูปไม่เป็นจะจับเธอเป็นนางแบบอย่างไม่ได้ตั้งใจจนโพสท่ามากไปในตอนนี้แทบจะยกขาเดินไม่ออกแล้ว

“ฉันขอโทรศัพท์มือถือของคุณหน่อย จะดึงรูปใส่เครื่องของฉัน”

กลับมาถึงยังโต๊ะที่เคยนั่งด้วยกันก่อนหน้านี้ได้ พราวลลิลก็อยากจะดูรูปที่เขาถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือของเขาใจแทบขาดจนอดใจไว้ไม่ไหว

เธอถึงกับเอ่ยขอโทรศัพท์มือถือของเขาอย่างรวดเร็ว ไม่เกรงใจอะไรอีกแล้วเพราะอยากจะรู้ฝีมือการถ่ายภาพของเขา

“เข้าไลน์ฉันได้เลย แล้วเธอก็แอดเพื่อนได้เลย จะได้ส่งรูป”

เขายื่นโทรศัพท์มือถือให้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้มีหวงของอะไรด้วยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอจะขอโทรศัพท์มือถือจากเขาไปเปิดดูแบบนี้

“คุณไม่หวงเหรอ”

“ก็บอกแล้วว่าไม่มีความลับ”

“อืมๆ รู้แล้วๆ”

“อืม สวยทุกรูปเลยอ่ะ เลือกไม่ถูกเลยเฮอะ”

พราวลลิลนั่งส่งรูปจากโทรศัพท์มือถือของเขามายังโทรศัพท์มือถือของเธอไป ก็บ่นพึมพำกับตัวเองไป เมื่อรูปที่เขาถ่ายให้นั้นสวยถูกใจเธอทุกรูป เหมาะสมแล้วที่เขาจับเธอโพสท่าจนหมดแรงเดิน

“ถ่ายรูปด้วยกันหน่อยไหม เก็บเอาไว้เป็นที่ระทึก เอ๊ย ที่ระลึก”

แล้วเธอก็นึกอะไรบางอย่างออก เมื่อคิดว่านี้จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้มาเที่ยวกับเขาที่เธอนั้นเรียกว่าเพื่อนใหม่ได้อย่างเต็มปาก

ก็ควรจะถ่ายรูปคู่กันเอาไว้บ้าง เพื่อว่าในอนาคตกลับมาเจอกันอีกในฐานะที่เปลี่ยนไปอีก จะได้เมื่อเรื่องราวเอาไว้ให้ได้คุยกัน

“อืม เอาสิ”

“คุณถ่ายนะ เพราะถ้าฉันถ่ายหน้าฉันต้องอ้วนเป็นหมูแน่ๆ”

เขารับโทรศัพท์มือถือของเขากลับคืนมา แล้วจัดการถ่ายรูปเซลฟี่หน้าของตัวเองที่มีเธอนั่งอยู่ข้างๆ

ไม่ใช่รูปที่สวยอะไรมากมายนักสำหรับคนที่พอจะถ่ายรูปเป็นอย่างเขา แต่ทว่ากลับเป็นรูปที่เขาอยากถ่ายมากที่สุดในวันนี้

“ให้ส่งไลน์ให้เลยไหม”

แล้วรูปคู่แบบนี้ เขาก็ควรจะส่งเอาไว้ให้เธอเก็บไว้ด้วยเหมือนกัน เขาไม่ควรครอบครองเอาไว้คนเดียว

“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันทำเอง”

“อืม”

“ขากลับคุณคงจำทางได้นะ คงไม่ต้องให้ฉันเปิดจีพีเอสให้นะ”

เธอเอาโทรศัพท์มือถือของเขามาจัดการส่งรูปคู่นั้นด้วยตัวเธอเอง พอทำอะไรทุกอย่างเสร็จสรรพก็เอ่ยชวนเขากลับบ้าน

“ก็พอจะจำได้บ้าง”

“อืม ถ้างั้นดีเลย ขากลับก็แวะร้านขายของฝากด้วยนะ ตรงที่เราผ่านเมื่อเช้าอ่ะ ฉันจะซื้อของไปฝากคนที่บ้านคุณ แต่คุณเป็นเจ้ามือนะ”

“มาแค่นี้เนี้ยนะ ต้องซื้อของฝากกลับไป”

“คุณไม่รู้เหรอ ว่าแค่เรามีของติดไม้ติดมือไปฝากคนที่อยู่บ้านบ้าง เล็กๆน้อยก็ยังดี แค่นี้คนที่รออยู่ที่บ้านก็มีความสุขมากพอแล้ว”

“ใส่ใจคนอื่นขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ฉันก็ใส่ใจทุกคนนั่นแหละ”

“เหรอ”

เขาไม่คิดเลยว่าเธอที่ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจอะไรนอกจากตัวเธอเอง กลับใส่ใจทุกคนรอบตัวได้อย่างละเอียดอ่อน

ทำเอาเขาที่กำลังเดินคู่กับเธอเพื่อกลับไปยังรถที่จอดอยู่ที่ลานกว้างหน้าร้านกาแฟต้องลอบแอบมองเธอเสียใหม่หลายต่อหลายครั้ง จนแทบไม่ได้มองทางเดินข้างหน้าเลยล่ะ

“อืม ทำไมต้องถามมากด้วยล่ะ ให้แวะก็แวะเถอะน่ะ”

เธอรู้ว่าเขาแอบมองเธอครั้งแล้วครั้งเล่าก็ทำเอาเขินจนตัวบิดอีกรอบ ทำเอาเธอนั้นต้องรีบเดินไปที่รถก่อนเขา ไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของเขาต่อ ไม่อย่างนั้นคงได้ลงไปนอนกลิ้งกับพื้นเพราะความเขินอายแน่ๆ

“ครับๆ”

เขารีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามเธอกลับไปที่รถพร้อมกับสองมือก็ถือเค้กอีกสิบกว่าชิ้นไปด้วยอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เพราะเขาไม่กินของหวานของจำพวกนี้เขาไม่เคยซื้ออยู่แล้ว

และตลอดทางกลับบ้านคนทั้งคู่ก็เงียบ ไม่ใช่ไม่มีอะไรจะคุยกันแต่ไม่รู้จะเริ่มพูดคุยอะไรกันก่อน

ต่างฝ่ายก็ต่างเพียงยิ้มเล็กๆที่มุมปากแล้วก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยพูดอะไรออกมาโดยเฉพาะพราวลลิล ก่อนที่เธอนั้นจะผล็อยหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า

“ยายตัวแสบ เล่นโทรศัพท์ฉันเป็นโทรศัพท์ตัวเองไปเลยนะ”

นนท์ธิวรรธน์ขับรถอย่างช้าๆไม่อยากให้รถถึงบ้านเร็วนักอย่างไม่มีเหตุผล และพอรถติดไฟแดงสุดท้ายก่อนที่จะเข้าบ้านก็ช่างยาวนานสมใจเขา จนเขานั้นมีเวลาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู

และเขาก็ต้องหันไปจ้องมองคนหลับอีกครั้งเมื่อเธอมาเปลี่ยนรูปหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเขาจากเป็นรูปกราฟิกที่ติดมากับโทรศัพท์มือถือ เป็นรูปคู่ของเขากับเธอแทน

นับว่าเธอนั้นแสนแสบใช่ย่อยเลย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เปลี่ยนกลับ เพราะอยากจะรู้นักว่าถ้าเขาใช้รูปนี้ไปเรื่อยๆคนอย่างเธอจะมีอาการอย่างไร จะทนได้ไหม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป